สารบัญ (Contents)
คำพิพากษาฎีกาที่ 6146/2558
คดีนี้มีข้อเท็จจริงว่า นายสมหมายขับรถทะเบียน 4ฐ-29332 กทม. (รถคันที่ 1) จำเลยขับรถหมายเลขทะเยียน 4ว-0839 กทม.(รถคันที่ 2) ชนกัน เป็นเหตุให้ 1.นายสมหมาย เจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา (ในวันเกิดเหตุ) 2.นางสุวสา (ภรรยานายสมหมาย) ซึ่งนั่งมาในรถบาดเจ็บถูกไฟไหม้ทั้งตัว และต่อมาถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว 2 ปี หลังเกิดเหตุ
โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสมหมายและนางสุวชาฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลก่อนตาย ค่าปลงศพ ของนายสมหมายและค่ารักษาพยาบาล ค่าทนทุกข์มรมาน และค่าปลงศพของนาสาวสุวชา
ข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุชนกันในคดีมีว่าจำเลยขับรถมาด้วยความเร็วเกินกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอันเป็นความประมาทส่วนนายสมหมายกลับรถตัดขวางทางรถของจำเลยที่แล่นมาในทางตรง โดยไม่เห็นรถคันที่จำเลยขับ ในระยะน้อยกว่าความห่าง 100 เมตร เป็นการฝ่าฝืน พรบ.จราจร ม.52 จึงถือว่ามีความประมาท (ก่อนการชนจำเลยมีการห้ามล้อ โดยมีความยาวรอยห้ามล้อ 18 เมตร) โดยรูปคดีศาลฎีกาเชื่อว่าเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดเหตุชนกันขึ้นเพราะความผิดโดยแท้ของนายสมหมายซึ่งเป็นฝ่ายกลับรถเนื่องจากไม่ว่าจำเลยจะขับรถเร็วปานใดหากนายสมหมายไม่ขับรถตัดหน้าเหตุละเมิดก็จะไม่เกิดขึ้นแต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกับนายสมหมายประมาทเท่ากันและจำเลยมิได้ฎีกาหรือแก้ฎีกา ในข้อนี้จึงต้องรับฟังว่าจำเลยกับนายสมหมายประมาทเท่ากัน ดังนั้น สำหรับความเสียหายระหว่างจำเลยกับนายสมหมายจึงเป็นพับกันไป โจทก์ซึ่งเป็นบุตรจึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายส่วนของนายสมหมายได้ ไม่ว่ากรณีใดส่วนค่ารักษาพยาบาลของนางสุวสานั้นเมื่อจำเลยมีส่วนประมาทเพียงกึ่งหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดเพียงกึ่งหนึ่งชอบแล้ว เพราะ ปพพ.ม.438ให้ศาลวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดเมื่อได้ความว่าความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยมีเพียงครึ่งเดียว
กรณีผู้ขับรถทั้งสองคันประมาทเท่ากันจึงเป็นพับกันไปไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้และผู้ขับรถทั้งสองรับผิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งเสียหายเพียงกึ่งหนึ่งตามส่วนความประมาทของตน
3.1 สำหรับคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าเป็นการตัดสินเฉพาะคดีเท่านั้น ไม่อาจใช้เป็นแนวบรรทัดฐานได้เพราะมีข้อเท็จจริงว่า โจทก์คดีนี้เป็นบุตรของนายสมหมาย ผู้ตายซึ่งหากจะให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายประมาทครึ่งหนึ่ต้องรับผิดเต็มจำนวนไปก่อนแล้วไปใช้สิทธิไล่เบี้ยคืนจากทายาทของนายสมหมายซึ่งมีส่วนประมาทด้วยกึ่งหนึ่งนั้นซึ่งก็คือตัวโจทก์เอง ย่อมจะไม่เป็นธรรม ต่อจำเลยโดยมีศาลพิพากษาอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตัดสินวางแนวทางในทำนองว่าระหว่างผู้ขับขี่ด้วยกันจะมีส่วนประมาทมากน้อยเท่าไรนั้นจะต้องว่ากล่าวกันเองแต่จะต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลภายนอกร่วมกันเต็มจำนวนในลักษณะเป็นหนี้ร่วมไม่อาจแบ่งแยกได้ 3.2 สำหรับค่าปลงศพของนางสุวสา
#ซึ่งถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หลังเกิดเหตุ 2 ปี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
#ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลย
จำเลยจึงไม่จำต้องชดใช้ ค่าเสียหาย ดูน้อยลง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร
-ไม่มี-
EP 3.ประมาทเท่ากันชดใช้ค่าเสียหายอย่างไร
สารบัญ (Contents)
1.ผู้ขับรถคันที่ 1 และคันที่ 2 ชนกันโดยประมาทเท่ากันค่าเสียหายจึงเป็นพับกันไป แต่ผู้โดยสารซึ่งบาดเจ็บเมื่อฟังว่าผู้ขับรถคันที่ 2 ประมาทกึ่งหนึ่งต้องแบ่งส่วนรับผิดเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 6146/2558
คดีนี้มีข้อเท็จจริงว่า นายสมหมายขับรถทะเบียน 4ฐ-29332 กทม. (รถคันที่ 1) จำเลยขับรถหมายเลขทะเยียน 4ว-0839 กทม.(รถคันที่ 2) ชนกัน เป็นเหตุให้
1.นายสมหมาย เจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา (ในวันเกิดเหตุ)
2.นางสุวสา (ภรรยานายสมหมาย) ซึ่งนั่งมาในรถบาดเจ็บถูกไฟไหม้ทั้งตัว และต่อมาถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว 2 ปี หลังเกิดเหตุ
โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสมหมายและนางสุวชาฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลก่อนตาย ค่าปลงศพ ของนายสมหมายและค่ารักษาพยาบาล ค่าทนทุกข์มรมาน และค่าปลงศพของนาสาวสุวชา
ข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุชนกันในคดีมีว่าจำเลยขับรถมาด้วยความเร็วเกินกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอันเป็นความประมาทส่วนนายสมหมายกลับรถตัดขวางทางรถของจำเลยที่แล่นมาในทางตรง โดยไม่เห็นรถคันที่จำเลยขับ ในระยะน้อยกว่าความห่าง 100 เมตร เป็นการฝ่าฝืน พรบ.จราจร ม.52 จึงถือว่ามีความประมาท (ก่อนการชนจำเลยมีการห้ามล้อ โดยมีความยาวรอยห้ามล้อ 18 เมตร) โดยรูปคดีศาลฎีกาเชื่อว่าเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดเหตุชนกันขึ้นเพราะความผิดโดยแท้ของนายสมหมายซึ่งเป็นฝ่ายกลับรถเนื่องจากไม่ว่าจำเลยจะขับรถเร็วปานใดหากนายสมหมายไม่ขับรถตัดหน้าเหตุละเมิดก็จะไม่เกิดขึ้นแต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยกับนายสมหมายประมาทเท่ากัน
และจำเลยมิได้ฎีกาหรือแก้ฎีกา ในข้อนี้จึงต้องรับฟังว่าจำเลยกับนายสมหมายประมาทเท่ากัน
ดังนั้น สำหรับความเสียหายระหว่างจำเลยกับนายสมหมายจึงเป็นพับกันไป โจทก์ซึ่งเป็นบุตรจึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายส่วนของนายสมหมายได้ ไม่ว่ากรณีใดส่วนค่ารักษาพยาบาลของนางสุวสานั้นเมื่อจำเลยมีส่วนประมาทเพียงกึ่งหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดเพียงกึ่งหนึ่งชอบแล้ว เพราะ ปพพ.ม.438ให้ศาลวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดเมื่อได้ความว่าความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยมีเพียงครึ่งเดียว
2.บทสรุป
กรณีผู้ขับรถทั้งสองคันประมาทเท่ากันจึงเป็นพับกันไปไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้และผู้ขับรถทั้งสองรับผิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งเสียหายเพียงกึ่งหนึ่งตามส่วนความประมาทของตน
3.ข้อสังเกตผู้เขียน
3.1 สำหรับคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าเป็นการตัดสินเฉพาะคดีเท่านั้น ไม่อาจใช้เป็นแนวบรรทัดฐานได้เพราะมีข้อเท็จจริงว่า โจทก์คดีนี้เป็นบุตรของนายสมหมาย ผู้ตายซึ่งหากจะให้จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายประมาทครึ่งหนึ่ต้องรับผิดเต็มจำนวนไปก่อนแล้วไปใช้สิทธิไล่เบี้ยคืนจากทายาทของนายสมหมายซึ่งมีส่วนประมาทด้วยกึ่งหนึ่งนั้นซึ่งก็คือตัวโจทก์เอง ย่อมจะไม่เป็นธรรม ต่อจำเลยโดยมีศาลพิพากษาอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตัดสินวางแนวทางในทำนองว่าระหว่างผู้ขับขี่ด้วยกันจะมีส่วนประมาทมากน้อยเท่าไรนั้นจะต้องว่ากล่าวกันเองแต่จะต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดแก่บุคคลภายนอกร่วมกันเต็มจำนวนในลักษณะเป็นหนี้ร่วมไม่อาจแบ่งแยกได้
3.2 สำหรับค่าปลงศพของนางสุวสา
#ซึ่งถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หลังเกิดเหตุ 2 ปี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
#ไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลย
จำเลยจึงไม่จำต้องชดใช้ ค่าเสียหาย ดูน้อยลง
4.กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 223
ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร
5.บทความน่าอ่านต่อเนื่อง
-ไม่มี-