สารบัญ (Contents)
บริษัทมอบให้ผู้ถือหุ้น นำรถยนต์ที่บริษัทเช่าซื้อมาใช้ในบริษัทไปเอาประกันภัยไว้กับจำเลยโดยบริษัทเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยเองถือว่าบริษัทเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อในการทำสัญญาประกันภัยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์อันเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยสัญญาประกันภัยจึงมีผลสมบูรณ์
ฎีกาที่ 225/2532 คดีนี้รถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้สูญหายไปและได้กลับคืนมาในสภาพพังเสียหาย
โจทก์ ซึ่งมีฐานะเป็นบริษัทและเป็นผู้เช่าซื้อรถคันที่สูญหาย จึงฟ้องให้จำเลยในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว ให้รับผิดตามความคุ้มครองใน กธ.ตามหมวดรถยนต์สูญหายไฟไหม้
แต่ข้อเท็จจริงในการทำสัญญาประกันภัย ปรากฏว่า บริษัทมอบหมายให้ พ.ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น เป็นผู้นำรถยนต์ไปดำเนินการเอาประกันไว้แทน แต่บริษัทเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยเอง ดังนั้น ก็จะปรากฏชื่อ นาย พ. ในตาราง กธ.ว่า เป็นผู้เอาประกันภัย
เมื่อบริษัทโจทก์ฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมฯกรณีรถยนต์สูญหาย บริษัทประกันจึงให้การต่อสู้ว่า บริษัทโจทก์มิใช่ผู้เอาประกันภัย (เพราะมีชื่อนาย พ.ใน กธ.เป็นผู้เอาประกันภัย) และ พ.ผู้เอาประกันภัยไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในวัตถุ (รถยนต์) ที่เอาประกันภัย (เพราะรถยนต์ที่เอาประกันภัยเช่าซื้อในนามบริษัท) สัญญาประกันภัย จึงไม่มีผลผูกพัน จำเลยหรือบริษัทประกันไม่ต้องรับผิด (เพราะมาตรา 863 บัญญัติว่า อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้ #มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด) ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นนี้ว่า บริษัทโจทก์เช่าซื้อรถยนต์คันที่เอาประกันภัยมาใช้ในกิจการและมอบหมายให้ พ. ผู้ถือหุ้น เป็นผู้ดำเนินกิจการทุกอย่างเกี่ยวกับรถยนต์ พ.เป็นผู้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยแทนโจทก์ และบริษัทโจทก์เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย เห็นว่า เมื่อฟังได้ว่า พ.ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยแทนโจทก์ ก็ต้องถือว่าบริษัทโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย #ไม่ใช่ พ. และเมื่อบริษัทโจทก์เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์ที่เอาประกันภัยจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย สัญญาประกันภัย #จึงมีผลสมบูรณ์ ผูกพันบริษัทโจทก์และจำเลยผู้รับประกันภัย และเป็นกรณีที่บริษัทโจทก์ในฐานะตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อได้แสดงตนให้ปรากฏเข้ารับเอาสัญญาประกันภัยที่ พ.ตัวแทนได้ทำไว้กับจำเลยแทนตน ซึ่งบริษัทโจทก์เข้ารับเอาสัญญานี้ได้ตามมาตรา ปพพ.806
พ.ในฐานะผู้ถือหุ้นทำสัญญาประกันภัยแทนบริษัทโจทก์ ในฐานะที่บริษัทโจทก์เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
มีประเด็นที่บริษัทประกันภัย ฎีกาไว้น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งว่า : สัญญาประกันภัยมิใช่สัญญาธรรมดาทั่วไป แต่เป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยจะต้องพิจารณาบุคคลผู้เอาประกันภัยเป็นข้อสำคัญ เพื่อการพิจารณาเรื่องเบี้ยประกันภัย หรือเพื่อพิจารณาว่าสมควรจะรับประกันภัยไว้หรือไม่ เมื่อ พ.นำรถยนต์คันที่เอาประกันภัยมาประกันภัยไว้กับ จำเลย จำเลยย่อมเข้าใจว่า พ.เป็นเจ้าของรถ การพิจารณาเรื่องเบี้ยประกันภัยหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ย่อมแตกต่างจากกรณีผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคลนั้น (เป็นการฎีกาในทำนองว่า สัญญาประกันภัยเป็นโมฆียะ เพราะ พ.ปกปิดมิได้แจ้งว่าเป็นการเอาประกันภัยแทนบริษัท ซึ่งหากบริษัทเป็นผู้เอาประกันภัยแล้วการพิจารณาเบี้ยจะสูงขึ้นหรือจะปฏิเสธไม่รับประกัน)
ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างว่า พ.ตัวแทนของโจทก์ละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงที่ว่ารถยนต์คันที่เอาประกันภัยนั้น นิติบุคคลโจทก์เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจจะได้จูงใจจำเลยผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญาก็เพียงแต่ทำให้สัญญาประกันภัยตกเป็นโมฆียะ ตาม ปพพ.มาตรา 865 เท่านั้น
แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกัน โดยอาศัยเหตุดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การด้วย ดังนั้น จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อรถยนต์คันที่เอาประกันภัยที่ถูกคนร้ายลักเอาส่วนประกอบและอุปกรณ์ที่ติดประจำอยู่ไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 806 ตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อจะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่งตัวแทนได้ทำไว้แทนตนก็ได้ แต่ถ้าตัวการผู้ใดได้ยอมให้ตัวแทนของตนทำการออกหน้าเป็นตัวการไซร้ ท่านว่าตัวการผู้นั้นหาอาจจะทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันเขามีต่อตัวแทน และเขาขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าเป็นตัวแทนนั้นได้ไม่
-ไม่มี-
EP 4.ผู้ถือหุ้นเป็นตัวแทนไม่เปิดเผยชื่อทำสัญญาประกันภัยรถยนต์แทนบริษัท
สารบัญ (Contents)
บริษัทมอบให้ผู้ถือหุ้น นำรถยนต์ที่บริษัทเช่าซื้อมาใช้ในบริษัทไปเอาประกันภัยไว้กับจำเลยโดยบริษัทเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยเองถือว่าบริษัทเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อในการทำสัญญาประกันภัยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์อันเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยสัญญาประกันภัยจึงมีผลสมบูรณ์
1.บริษัทมอบให้ผู้ถือหุ้น นำรถยนต์ที่บริษัทเช่าซื้อมาใช้ในบริษัทไปเอาประกันภัยไว้กับจำเลยโดยบริษัทเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยเองถือว่าบริษัทเป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อในการทำสัญญาประกันภัยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์อันเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยสัญญาประกันภัยจึงมีผลสมบูรณ์
ฎีกาที่ 225/2532
คดีนี้
รถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้สูญหายไปและได้กลับคืนมาในสภาพพังเสียหาย
โจทก์ ซึ่งมีฐานะเป็นบริษัทและเป็นผู้เช่าซื้อรถคันที่สูญหาย จึงฟ้องให้จำเลยในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว ให้รับผิดตามความคุ้มครองใน กธ.ตามหมวดรถยนต์สูญหายไฟไหม้
แต่ข้อเท็จจริงในการทำสัญญาประกันภัย ปรากฏว่า บริษัทมอบหมายให้ พ.ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น เป็นผู้นำรถยนต์ไปดำเนินการเอาประกันไว้แทน แต่บริษัทเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยเอง ดังนั้น ก็จะปรากฏชื่อ นาย พ. ในตาราง กธ.ว่า เป็นผู้เอาประกันภัย
เมื่อบริษัทโจทก์ฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมฯกรณีรถยนต์สูญหาย บริษัทประกันจึงให้การต่อสู้ว่า บริษัทโจทก์มิใช่ผู้เอาประกันภัย (เพราะมีชื่อนาย พ.ใน กธ.เป็นผู้เอาประกันภัย) และ พ.ผู้เอาประกันภัยไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในวัตถุ (รถยนต์) ที่เอาประกันภัย (เพราะรถยนต์ที่เอาประกันภัยเช่าซื้อในนามบริษัท) สัญญาประกันภัย จึงไม่มีผลผูกพัน จำเลยหรือบริษัทประกันไม่ต้องรับผิด (เพราะมาตรา 863 บัญญัติว่า อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้ #มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด)
ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นนี้ว่า บริษัทโจทก์เช่าซื้อรถยนต์คันที่เอาประกันภัยมาใช้ในกิจการและมอบหมายให้ พ. ผู้ถือหุ้น เป็นผู้ดำเนินกิจการทุกอย่างเกี่ยวกับรถยนต์ พ.เป็นผู้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยแทนโจทก์ และบริษัทโจทก์เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย เห็นว่า เมื่อฟังได้ว่า พ.ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลยแทนโจทก์ ก็ต้องถือว่าบริษัทโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย #ไม่ใช่ พ. และเมื่อบริษัทโจทก์เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์ที่เอาประกันภัยจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัย สัญญาประกันภัย #จึงมีผลสมบูรณ์ ผูกพันบริษัทโจทก์และจำเลยผู้รับประกันภัย และเป็นกรณีที่บริษัทโจทก์ในฐานะตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อได้แสดงตนให้ปรากฏเข้ารับเอาสัญญาประกันภัยที่ พ.ตัวแทนได้ทำไว้กับจำเลยแทนตน ซึ่งบริษัทโจทก์เข้ารับเอาสัญญานี้ได้ตามมาตรา ปพพ.806
2.บทสรุป
พ.ในฐานะผู้ถือหุ้นทำสัญญาประกันภัยแทนบริษัทโจทก์ ในฐานะที่บริษัทโจทก์เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
3.ข้อสังเกตผู้เขียน
มีประเด็นที่บริษัทประกันภัย ฎีกาไว้น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งว่า : สัญญาประกันภัยมิใช่สัญญาธรรมดาทั่วไป แต่เป็นสัญญาที่ผู้รับประกันภัยจะต้องพิจารณาบุคคลผู้เอาประกันภัยเป็นข้อสำคัญ เพื่อการพิจารณาเรื่องเบี้ยประกันภัย หรือเพื่อพิจารณาว่าสมควรจะรับประกันภัยไว้หรือไม่ เมื่อ พ.นำรถยนต์คันที่เอาประกันภัยมาประกันภัยไว้กับ จำเลย จำเลยย่อมเข้าใจว่า พ.เป็นเจ้าของรถ การพิจารณาเรื่องเบี้ยประกันภัยหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ย่อมแตกต่างจากกรณีผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคลนั้น (เป็นการฎีกาในทำนองว่า สัญญาประกันภัยเป็นโมฆียะ เพราะ พ.ปกปิดมิได้แจ้งว่าเป็นการเอาประกันภัยแทนบริษัท ซึ่งหากบริษัทเป็นผู้เอาประกันภัยแล้วการพิจารณาเบี้ยจะสูงขึ้นหรือจะปฏิเสธไม่รับประกัน)
ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างว่า พ.ตัวแทนของโจทก์ละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงที่ว่ารถยนต์คันที่เอาประกันภัยนั้น นิติบุคคลโจทก์เป็นผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจจะได้จูงใจจำเลยผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญาก็เพียงแต่ทำให้สัญญาประกันภัยตกเป็นโมฆียะ ตาม ปพพ.มาตรา 865 เท่านั้น
แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกัน โดยอาศัยเหตุดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การด้วย ดังนั้น จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อรถยนต์คันที่เอาประกันภัยที่ถูกคนร้ายลักเอาส่วนประกอบและอุปกรณ์ที่ติดประจำอยู่ไป
4.กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 806 ตัวการซึ่งมิได้เปิดเผยชื่อจะกลับแสดงตนให้ปรากฏและเข้ารับเอาสัญญาใด ๆ ซึ่งตัวแทนได้ทำไว้แทนตนก็ได้ แต่ถ้าตัวการผู้ใดได้ยอมให้ตัวแทนของตนทำการออกหน้าเป็นตัวการไซร้ ท่านว่าตัวการผู้นั้นหาอาจจะทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของบุคคลภายนอกอันเขามีต่อตัวแทน และเขาขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าเป็นตัวแทนนั้นได้ไม่
5.บทความน่าอ่านต่อเนื่อง
-ไม่มี-