สารบัญ (Contents)
ข้อเท็จจริงและเอกสารที่อ้างอิงในบทความนี้ เป็นคดีที่เกิดขึ้นจริงและมีการฟ้องร้องกันจนปัจจุบันคดีได้ถึงที่สุดแล้วทั้งทางแพ่งและทางอาญาแล้ว และปัจจุบันทายาทของผู้เสียชีวิตก็ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจากบริษัทประกันแล้ว ซึ่งคดีนี้ทีมงานทนายความของเราได้รับการติดต่อเพื่อขอคำปรึกษา โดยได้ให้คำแนะตั้งแต่ต้นและได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายความดูแลคดีในชั้นศาล วางแนวทางการดำเนินคดีที่เป็นประโยชน์มากที่สุดให้กับฝ่ายผิดในฐานะทนายความของจำเลย
ทีมทนายความของเราได้รับการติดต่อจากลูกความที่จังหวัดระยอง เมื่อได้สอบถามสรุปข้อเท็จจริงได้โดยย่อว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2563 เวลาประมาณ 19.00 น. ผู้ขับขี่ซึ่งเป็นน้องชายของเจ้าของรถ (พี่ชาย-เป็นผู้เช่าซื้อและเป็นผู้เอาประกันภัย) ได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยได้รับความยินยอมจากพี่ชาย (ผู้เอาประกันภัยกับผู้ขับขี่ในขณะเกิดเหตุเป็นคนละบุคคลกัน) เมื่อถึงจุดเกิดเหตุได้ขับรถออกจากปากซอยจะข้ามถนนเพื่อไปยังถนนฝั่งตรงกันข้ามเพื่อเลี้ยวเข้าซอยซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นจุดกลับรถ ( U-Turn) มีรถวิ่งหนาแน่น โดยความประมาทจึงขับรถพุ่งออกจากซอยอย่างกระทันหันเข้าไปยังช่องทางเดินรถของผู้ตาย ตัดหน้ารถจักยานรถซึ่งผู้ตายขับมาในทางตรงตามถนนปกติ จึงเกิดการเฉี่ยวชนกันเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเสียหายและผู้ขับขี่รถจักยานยนต์ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา
รถยนต์มีการเอาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) และมีการเอาประกันภัยรถยนต์ ประเภท 1 โดยมีวงเงินคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย จำนวน 1,000,000 บาท และมีการเอาประกันการประกันตัวผู้ขับขี่วงเงิน จำนวน 200,000 บาท

ในชั้นการสอบสวน นอกจากพนักงานสอบสวนจะได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีอาญากับลูกความซึ่งเป็นผู้ขับขี่โดยประมาทในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ปอ.มาตรา 291 แล้ว ยังได้มีการนัดให้คู่กรณีเจรจาตกลงค่าสินไหมทดแทน กล่าวคือ มีการนัดเจรจาค่าสินไหมทดแทนระหว่างบิดาผู้ตาย ในฐานะทายาท กับลูกความซึ่งเป็นผู้ขับขี่และบริษัทผู้รับประกันภัย ผลการเจรจา บริษัทผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) ยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงิน จำนวน 500,000 บาท ให้แก่ฝ่ายผู้ตาย แต่สำหรับบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 เสนอชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 450,000 บาท และต่อมาเสนอลดลงเหลือ 400,000 บาท (จากวงเงินเต็ม จำนวน 1,000,000 บาท) แต่ฝ่ายบิดาผู้ตายขอเรียกร้องเต็มจำนวนวงเงิน 1,000,000 บาท การเจรจาค่าเสียหายจึงไม่ยุติทั้งหมด ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้บันทึกข้อเสนอและผลการเจรจาไว้ในบันทึกการตกลงชดใช้ค่าเสียหายในแต่ละครั้งและบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีประกอบเข้าไว้ในสำนวนครบถ้วนแล้ว (โดยทีมทนายไม่ขอเปิดเผยบันทึกการเจรจาในชั้นนี้)
เมื่อพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆครบถ้วน จึงแจ้งข้อกล่าวหาต่อลูกความในฐานะผู้ขับขี่รถยนต์คันก่อเหตุ ในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ปอ.มาตรา 291 และ พรบ.จราจรทางบก ทีมทนายความจึงแนะนำให้ “รับสารภาพ” ตั้งแต่ในชั้นพนักงานสอบสวน และต่อมาเมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องลูกความต่อศาลในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ปอ.มาตรา 291 และ พรบ.จราจรทางบก มาตรา 43 (4), 157 ในชั้นศาลทีมทนายความก็แนะนำให้ลูกความหรือจำเลย “รับสารภาพ” โดยคดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาว่า “จำเลยมีความผิดตาม ปอ.มาตรา 291 พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43(4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุด ตาม ปอ.มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ปอ.มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดี ซึ่งฝ่ายจำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บิดาของผู้ตายแล้วบางส่วน ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้คุมประพฤติจำเลย ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ มีกำหนด 3 ครั้ง ภายใน 1 ปี กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตาม ปอ.มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ปอ.มาตรา 29, 30 พักใช้ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลของจำเลย ฉบับเลขที่ 62004… ออกโดยนายทะเบียนจังหวัดระยอง มีกำหนด 6 เดือน” ซึ่งผลของคำพิพากษาดังกล่าวเป็นไปตามเป้าประสงค์ที่ทีมทนายความคาดหวัง อันถือว่าเป็นประโยชน์สูงสุดแก่จำเลยในทางคดีแล้ว





เมื่อทีมทนายได้รับข้อเท็จจริง รูปถ่ายจุดเกิดเหตุและร่องรอยการเฉี่ยวชน เอกสารหลักฐานต่างๆ และตรวจสอบเอกสารการประกันภัยรถยนต์และวงเงินที่เอาประกันภัยไว้ทั้งหมดแล้ว ประกอบกับลูกความก็ไม่เคยกระทำความผิดอื่นใดมาก่อน ครั้งนี้เป็นการกระทำความผิดครั้งแรก อีกทั้งลูกความก็ยอมรับว่าเป็นฝ่ายขับรถยนต์โดยประมาทฝ่ายเดียวจริง ทีมทนายความจึงประชุมปรึกษาประมวลผลคดีลงความเห็นและให้คำแนะนำตั้งแต่ต้นว่า คดีนี้ลูกความควรจะให้การรับสารภาพตั้งแต่ในชั้นพนักงานสอบสวน รวมถึงให้การรับสารภาพในชั้นศาลด้วย เพื่อเป็นเหตุบรรเทาโทษที่ศาลจะใช้พิจารณาประกอบการพิพากษาลงโทษสถานเบาโดยการรอการลงโทษได้ นอกจากนี้ผลการเจรจาค่าเสียหายส่วนแพ่ง บริษัทผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) ก็ได้ยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มวงเงิน 500,000 บาทและลูกความซึ่งเป็นผู้ขับขี่ก็ได้พยานช่วยเหลือจนสุดกำลังเพิ่มเติมอีก 10,000 บาท เพื่อเป็นค่าช่วยจัดการงานศพผู้ตาย ดังนั้น ผลของคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาที่เป็นประโยชน์แก่ลูกความมากที่สุด คือ การที่ศาลพิพากษาลงโทษสถานเบาโดยรอการลงโทษไว้
ในคดีส่วนแพ่งหรือค่าสินไหมทดแทนนั้น นอกจากค่าสินไหมทดแทนซึ่งได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ (พรบ.) คันก่อเหตุ จำนวน 500,000 บาท แล้ว บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ในฐานะทายาทโดยธรรม ได้ใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลเป็นคดีแพ่งแยกต่างหากจากคดีอาญา โดยฟ้องเฉพาะตัวลูกความซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถยนต์คันก่อเหตุละเมิดให้ชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย (โดยที่ไม่ได้ฟ้องบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 1 เป็นจำเลยด้วย) โดยมีคำขอท้ายคำฟ้อง “เรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะ จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันฟ้อง (เป็นเวลา 1 ปี) ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คิดเป็นดอกเบี้ยผิดนัดถึงวันฟ้อง 75,000 บาท รวมเป็นทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง จำนวน 1,075,000 บาท และขอคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และขอให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ในอัตราอย่างสูง”
เมื่อทีมทนายความได้รับสำเนาคำฟ้องจากลูกความแล้ว พบว่าจำนวนค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายที่บิดาผู้ตายเป็นโจทก์ฟ้องเรียกร้องนั้น มีจำนวนที่เรียกร้องเท่ากับวงเงินที่เอาประกันภัยค้ำจุนไว้ คือ 1,000,000 บาท แต่มิได้ฟ้องบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 1 เป็นจำเลยในคดีด้วย ดังนั้น นอกจากทีมทนายความจะยื่นคำให้การต่อสู้คดีแล้ว จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันก่อเกิดละเมิด ซึ่งยังเป็นบุคคลภายนอกคดี ให้เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในดคี เพื่อให้ศาลสามารถมีคำพิพากษาให้บริษัทผู้รับประกันภัยค้ำจุนชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ในคดีได้โดยตรง และศาลมีคำสั่งให้เรียกบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันก่อเหตุละเมิดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดี แต่ปรากฏว่าคดีนี้บริษัทผู้รับประกันภัยเมื่อได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้วแต่ยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนด ศาลจึงมีคำสั่งว่าบริษัทผู้รับประกันภัยในฐานะจำเลยยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การ


ต่อมา เมื่อมีการสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วเสร็จ ศาลมีคำพิพากษาว่า “ให้จำเลยและจำเลยร่วม (บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ประเภท 1) ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไปถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่..พฤษภาคม 2564) ต้องไม่เกิน 75,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตาม ปพพ.มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีแต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับให้จำเลยและจำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ”











สำหรับแนวทางการดำเนินคดีส่วนแพ่ง เมื่อทีมทนายความได้ตรวจสำนวนคำฟ้องในส่วนจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่เรียกร้องแล้วเห็นว่ามีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินที่เอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 1 ไว้ คือ 1,000,000 บาท จึงเล็งเห็นในเบื้องต้นแล้วว่า คดีนี้จำเลยหรือผู้ขับขี่มีโอกาสชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (เงินส่วนของตนเอง) เพิ่มเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น โดยวิธีการจะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีแพ่งที่ถูกฟ้อง เพื่อให้รับผิดชดใช้เงินต่อโจทก์เต็มวงเงินหรือจำนวนเงินที่เอาประกันภัย คือ 1,000,000 บาท ซึ่งลูกความเห็นด้วยตามแนวทางการดำเนินคดีที่ทีมทนายความเสนอ จึงมีการดำเนินคดีไปตามแนวทางดังกล่าว จนศาลมีคำพิพากษาดังรายละเอียดข้างต้น
สำหรับคดีนี้ ในส่วนค่าเสียหายทางแพ่ง เนื่องจากผู้ขับขี่มีฐานะไม่ค่อยดี จึงมีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมจากส่วนที่บริษัทประกันภัยทั้งภาคบังคับ (พรบ.) และภาคสมัครใจประเภท 1 ชดใช้ไปแล้ว เพียง จำนวน 10,000 บาท
1.ในคดีส่วนอาญาพนักงานอัยการโจทก์ มิได้มีคำขอท้ายคำฟ้องให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลยมาด้วยแต่อย่างใด แต่ศาลได้ใช้อำนาจทั่วไปตามมาตรา 162 ของ พรบ.จราจรทางบก ในการพิพากษาพักใช้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลของจำเลยเป็นระยะเวลา 6 เดือนด้วย
2.ในคดีส่วนแพ่ง โดยทั่วไปความรับผิดของบริษัทผู้รับประกันภัย จะรับผิด “เพียงไม่เกินจำนวนเงินที่เอาประกันภัยเท่านั้น” แต่จำนวนเงินดังกล่าวไม่รวมถึงความรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดและความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุดเมื่อศาลพิพากษาให้ฝ่ายแพ้คดีใช้แทนฝ่ายชนะคดีด้วย กล่าวคือ แม้ค่าสินไหมทดแทนที่ศาลพิพากษาให้บริษัทประกันร่วมรับผิดชดใช้แก่โจทก์จะเต็มจำนวนเงินที่เอาประกันภัยไว้แล้วก็ตาม บริษัทประกันภัยก็ยังจะต้องร่วมรับผิดชดใช้ในดอกเบี้ยผิดนัดและและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุดด้วย แม้เมื่อรวมจำนวนดอกเบี้ยผิดนัดและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนเข้ากับจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนด จะเกินกว่าจำนวนเงินที่เอาประกันภัยไว้ก็ตาม
คดีตามตัวอย่างนี้ จะเห็นว่า แม้ผู้ขับขี่รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้มีบุคคลถึงแก่ความตาย แต่หากรถยนต์คันก่อเหตุมีการเอาประกันภัยทั้งการประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) และมีการเอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจไว้ด้วย (ซึ่งอาจจะเป็นการประกันภัยประเภท 1, ประเภท 2, ประเภท 3, ประเภท 2+, หรือประเภท 3+ ก็ตาม) โดยชื้อประกันให้มีวงเงินหรือจำนวนเงินที่เอาประกันภัยค้ำจุนหรือประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภาย ให้มีจำนวนที่สูงพอสมควร เช่น 1,000,000 บาท (ทั่วไปประกันภัยภาคสมัครใจกฎหมายกำหนดขั้นต่ำไว้ที่ 500,000 บาท อยู่แล้ว) ในคดีส่วนอาญา ก็อาจจะไม่ต้องจำคุกจริง โดยหากศาลเห็นว่ามีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนตามสมควรแล้ว ก็อาจพิพากษารอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือผู้ขับขี่ได้ และในคดีส่วนแพ่ง ก็อาจจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนเกินจากจำนวนเงินที่บริษัทผู้รับประกันภัย พรบ.และภาคสมัครใจชดใช้ไปแล้วเพิ่มอีกเพียงจำนวนเล็กน้อย และเมื่อถูกพนักงานอัยการส่งตัวฟ้องคดีอาญาต่อศาลก็ขอให้บริษัทผู้รับประกันภัยเข้ามาประกันให้ได้อีกด้วย
อย่างไรก็ดี หากคดีนี้รถยนต์ของพี่ชายมิได้มีเอาประกันภัยภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) หรือ พรบ.ขาด และหรือไม่ได้มีการเอาประกันภัยภาคสมัครใจไว้ น้องชายซึ่งเป็นผู้ขับขี่และมีฐานะยากจน อาจต้องนอนคุกจริงและทายาทของผู้ตายอาจไม่ได้รับการชดใช้เยียวยาแม้แต่น้อย
ดังนั้น ด้วยประสบการณ์ในการทำคดีอุบัติเหตุรถชนมาเป็นเวลาสมควร และด้วยความห่วงใย ซึ่งหากเมื่อเกิดเหตุอันไม่คาดคิดขึ้นแล้ว จะเป็นการบรรเทาเยียวยาชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัยหรือผู้บาดเจ็บหรือทายาทของผู้เสียชีวิตให้กลับคืนมาได้บ้าง แม้ไม่อาจเทียบได้กับความสูญหายที่เกิดขึ้นก็ตาม รถยนต์ที่มีการนำออกมาใช้ขับรถสัญจรบนท้องถนน ควร (ต้อง) มีการเอาประกันภัยรถยนต์ไว้ทั้งการประกันภัยภาคบังคับ (พรบ.) และภาคสมัครใจ