สารบัญ (Contents)
ฝ่ายผู้ทำละเมิด จะอ้างไม่ต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล เพราะผู้บาดเจ็บไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเองจริง แต่ใช้สิทธิบัตรทอง (30 บาท), สิทธิรักษาในฐานะเป็นข้าราชการ, สิทธิรักษาในฐานะเป็นพนักงานของรัฐวิสากิจ, สิทธิรักษาจากสำนักงานประกันสังคม ในฐานะเป็นผู้ประกันตน หรือบริษัทประกันชีวิตจ่ายแทนแล้ว ได้หรือไม่
ในกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บในคดีขับรถโดยประมาท มีสิทธิสวสัสดิการที่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานต่างๆ เช่น สวัสดิการของทางราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือสำนักงาประกันสังคม หรือผู้บาดเจ็บได้ใช้สิทธิการรักษาตนตามสัญญาประกันชีวิตที่ได้ทำไว้กับบริษัทประกันชีวิต โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาเอง … จึงมีปัญหาว่า ผู้เสียหายจะสามารถเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากผู้ทำละเมิดได้อีกหรือไม่ จะถือว่าเป็นการซ้ำซ้อนหรือไม่ วันนี้ทีมทนายเราได้นำคำพิพากษาขอศาลฎีกาที่ตัดสิไว้ในกรณีดังกล่าวข้างต้น มานำเสนอให้ทุกท่านได้รับทราบกัน ดังนี้
1.กรณีใช้สิทธิรักษาบัตรทอง 30 บาท ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8467/2559
ปัญหาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจำนวน 758,467 บาท เพราะเหตุที่โจทก์ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ในการรักษาพยาบาล โดยไม่ได้จ่ายจริง หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง ซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่ได้ให้การไว้ ก็ย่อมยกขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้ ในปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาล อันเนื่องจากการใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งบุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันเป็นสิทธิของโจทก์ตามที่กฎหมายกำหนดให้ ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิด ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลได้
2.กรณีใช้สิทธิรักษาในฐานะพนักงานรัฐวิสาหกิจ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 174/2528
การที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยออกค่ารักษาพยาบาลนายทองสาเป็นเรื่องที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยสงเคราะห์พนักงานของตน ไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ทำละเมิดพ้นความรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ตนได้กระทำเมื่อจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเพื่อค่ารักษาพยาบาลนายทองสาแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดด้วย
3.กรณีใช้สิทธิรักษาในฐานะเป็นข้าราชการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2455/2519 (ประชุมใหญ่)
แม้โจทก์เป็นข้าราชการได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลบุตรผู้เยาว์ซึ่งถูกทำละเมิดจากทางราชการแล้ว ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องเอาค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยผู้ต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดอีกได้ เพราะสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินดังกล่าวจากทางราชการเป็นสิทธิที่รัฐกำหนดให้แก่ข้าราชการ ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5897/2554
แม้จะได้ความว่าโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการซ่อมรถยนต์เก๋งคันที่ถูกทำละเมิด แต่เมื่อรถของโจทก์ได้รับความเสียหายจากการทำละเมิด โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้และศาลมีสิทธิกำหนดค่าเสียหายให้ได้ตามที่เห็นสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการนั้นก็เป็นสิทธิที่รัฐกำหนดให้แก่ข้าราชการไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดได้อีก
4.กรณีใช้สิทธิรักษาตามสัญญาประกันชีวิตของตนเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2557
เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท ที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด และบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ชำระไป เป็นจำนวนเงินที่บริษัททั้งสองพึงใช้ตามสัญญาประกันชีวิตระหว่างบริษัททั้งสองกับโจทก์ โดยอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 889 แม้ภัยที่โจทก์ประสบเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 บริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยหาอาจรับช่วงสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ไม่ เพราะตามบทบัญญัติว่าด้วยการประกันชีวิตไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับประกันภัยที่จะเข้ารับช่วงสิทธิได้อย่างกรณีการประกันวินาศภัย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 ดังนั้น แม้โจทก์ได้รับชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท จากบริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยแล้วก็ตาม หาทำให้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับไปไม่
5.สิทธิเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลเอกชน
นอกจากนี้ประเด็นที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหลังเกิดเหตุ ผู้ทำละเมิดมักมีขอโต้แย้งว่าค่ารักษาพยาบาลสูงเกินไป เนื่องจากผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลเอกชน ซึ่งศาลฎีกาเคยตัดสินไว้แล้วว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7317/2553 สิทธิในการรักษาชีวิตและร่างกายของบุคคลนั้น เป็นสิทธิที่บุคคลทุกคนมีสิทธิอันชอบธรรมในการเลือกเข้ารักษาในโรงพยาบาล หรือสถานที่ที่บุคคลนั้นเชื่อว่าสามารถรักษาชีวิตและร่างกายของบุคคลนั้นให้หายเป็นปกติได้โดยเร็ว จำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่มีสิทธิที่จะบังคับหรือเจาะจงให้โจทก์ที่ 3 จำต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐอันมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าโรงพยาบาลเอกชนได้
6.สรุป
จากคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับข้างต้น ทำให้เห็นว่าการที่ผู้บาดเจ็บได้รับการรักษาตามสิทธิของตนที่พึงมีตามกฎหมายไม่ว่าในฐานะใดหรือสิทธิของตนเองตามสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทประกัน ผู้ประมาทหรือฝ่ายละเมิดจะนำมาอ้างเป็นเหตุว่าไม่ต้องรับผิดชอบ หรือเป็นการเรียกร้องซ้ำ เพราะผู้บาดเจ็บไม่ได้จ่ายค่ารักษาที่เกิดขึ้นเองไม่ได้
333