การวางเงินบรรเทาผลร้ายในคดีอาญา (คดีรถชน) - singhalaw

  • Home
  • การวางเงินบรรเทาผลร้ายในคดีอาญา (คดีรถชน)

การวางเงินบรรเทาผลร้ายในคดีอาญา (คดีรถชน)

14 มกราคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

สารบัญ (Contents)

การวางเงินบรรเทาผลร้ายในคดีอาญา (คดีรถชน)

1.วัตถุประสงค์การวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้าย   

ในคคดีขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายแก่กายสาหัสนั้น ผู้ขับขี่ฝ่ายประมาทจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอีกส่วนหนึ่ง จำเลยหรือบริษัทประกันอาจยื่นคำร้องขอวางเงินต่อศาลในคดีอาญา โดยเป็นความประสงค์ของจำเลยฝ่ายเดียวโดยที่ผู้เสียหายไม่ได้ตกลงด้วย เพื่อเป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่ทายาทผู้ตายหรือผู้เสียหายก็ได้ หรืออาจเป็นกรณีที่จำเลยและผู้เสียหายในคดีอาญาได้เจรจาตกลงกันให้จำเลยนำเงินมาวางศาลตามจำนวนที่ตกลงกันแล้วผู้เสียหายจะแถลงไม่ติดใจเอาความกับจำเลย โดยการวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เป็นเหตุบรรเทาโทษแก่ตัวจำเลยเอง ทั้งนี้ เพื่อศาลจะนำไปใช้ประกอบดุลยพินิจในการกำหนดบทลงโทษให้แก่จำเลย

2.แม้จะเป็นคดีอาญาในข้อหา ปอ.291 หรือ ปอ.300 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก ที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือมีคำขอเกี่ยวกับเงินค่าเสียหาย จำเลยก็ขอวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2544

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏเรื่องเงินจำนวน 160,000 บาท ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งในเรื่องนี้นั้น เห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีอาญาและโจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือมีคำขอเกี่ยวกับเงินค่าเสียหายจำนวน 160,000 บาท ก็ตาม แต่จำเลยเป็นผู้ขอวางเงินชดใช้ค่าเสียหายต่อศาลชั้นต้นโดยประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการวางโทษจำเลยสถานเบา การวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายต่อศาล จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคดี ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งเกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าวได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน”

3.เงินที่วางเพื่อบรรเทาผลร้ายในคดีอาญา ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง

ซึ่งโดยทั่วไปในคำร้องขอวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายต่อศาลนั้น มักจะไม่ได้มีการระบุว่าเป็นการวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนใดโดยเฉพาะ เช่น มิได้ระบุว่าเป็นการชดใช้ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ หรือค่าขาดไร้อุปการะ  แต่จะระบุข้อความในทำนองว่า “เพื่อเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหาย หรือเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหาย” และเมื่อศาลมีการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลก็จะนำเงินที่จำเลยหรือบริษัทประกันวางไว้ในคดีอาญามาหักออกจากค่าเสียหายที่ศาลได้กำหนดให้จำเลยชดใช้ในคดีส่วนแพ่ง 

โดยผู้เขียนเห็นว่า หากในคำร้องขอวางเงินต่อศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายในคดีอาญาไม่มีข้อความหรือพฤติการณ์อื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้วางเงินประสงค์จะให้เป็นการชดใช้ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ หรือค่าขาดไร้อุปการะไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงต้องถือว่าเป็นการวางเงินค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการทำละเมิด ซึ่งรวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ และค่าขาดไร้อุปการะด้วย ดังนั้น เงินส่วนนี้จึงจะสามารถนำไปหักออกจากค่าเสียหายส่วนใดๆก็ได้ที่จำเลยในคดีแพ่งมีหน้าที่ต้องชดใช้แล้วแต่กรณี

4.เงินที่วางเพื่อบรรเทาผลร้ายต่อศาลไว้แล้ว ไม่สามารถขอรับคืนได้ เว้นแต่ศาลไม่ได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายมาวินิจฉัยว่าจะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ และไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินไปจากศาลเลย ซึ่งเท่ากับศาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในส่วนนี้ จำเลยจึงขอรับเงินคืนได้

เงินที่วางต่อศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายในคดีอาญานี้ จำเลยผู้วางไม่อาจขอคืนไปจากศาลได้ แม้ฝ่ายผู้เสียหายหรือทายาทผู้ตายเห็นว่าเงินที่วางไว้เพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นจำนวนเงินที่น้อยและยังไม่พึ่งพอใจ แต่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนที่มากกว่าจำนวนเงินที่วางไว้ก็ตาม ได้ เว้นแต่ศาลไม่ได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายมาวินิจฉัยว่าจะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ และไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินไปจากศาลเลย ซึ่งเท่ากับศาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในส่วนนี้ จำเลยจึงขอรับเงินคืนได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2544

การที่จำเลยวางเงินต่อศาลเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไป ก็เพื่อเป็นการบรรเทาผลร้ายจากการกระทำผิดของจำเลย และจำเลยยังประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการลงโทษจำเลยสถานเบาด้วยซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นเหตุบรรเทาโทษให้จำเลยแล้วทั้งการวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับนั้นย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยจะไม่ถอนเงินออกไปหากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้นการที่ผู้เสียหายไม่ยอมรับเงินในครั้งแรกก็เนื่องด้วยเห็นว่าเป็นจำนวนน้อยเกินไปมิใช่ไม่ประสงค์จะเรียกค่าเสียหายหรือไม่ประสงค์จะรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลและเมื่อศาลได้สอบถามแล้วผู้เสียหายประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจถอนเงินจำนวนดังกล่าวได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 138/2547

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส การที่จำเลยให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้เสียหายมารับไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายบางส่วน เพราะมีเจตนาที่จะให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปโดยไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหาย แม้ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย โดยอ้างเหตุที่ได้วางเงินชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็พิพากษายืนโดยไม่รอการลงโทษและไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยวางเงิน จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ดำเนินการแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่วางศาลและไม่วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายเพื่อใช้ดุลพินิจรอหรือไม่รอการลงโทษจำคุก และเมื่อคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นคืนไปได้

หมายเหตุท้ายฎีกา

การที่จำเลยแถลงขอวางเงินเพื่อจะชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย เป็นกรณีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ซึ่งถือเป็นเหตุอื่นอันควรปราณีที่ศาลจะใช้ดุลพินิจในการรอหรือไม่รอการลงโทษจำคุกได้ จำเลยต้องผูกพันตามคำแถลง โดยไม่มีเงื่อนไขที่จะรับเงินคืนหากศาลไม่รอการลงโทษจำเลย กรณีเช่นนี้ ถ้าศาลนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยแล้ว แม้เห็นว่าไม่ควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยก็ตามจำเลยก็ขอรับเงินดังกล่าวคืนไม่ได้ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 7024/2544 แต่คดีนี้ศาลไม่ได้นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าจะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่และไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินไปจากศาลเลย จึงเท่ากับศาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในส่วนนี้ ย่อมไม่มีผลที่จะทำให้จำเลยต้องผูกพันตามคำแถลงของตน จำเลยจึงขอรับเงินคืนได้

ไพโรจน์ วายุภาพ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17225/2557

เมื่อจำเลยยื่นคำแถลงและวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์ร่วมต่อศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและขอให้การรับสารภาพ กับแถลงขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษแก่จำเลย การที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาความเสียหายอันเป็นผลที่เกิดจากจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมเพื่อประกอบดุลพินิจของศาลในการพิจารณาพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษารอการลงโทษให้แก่จำเลย แม้คดีจะถึงที่สุด โจทก์ร่วมก็ยังมีสิทธิขอรับเงินที่จำเลยวางต่อศาลเพื่อชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าไม่ประสงค์จะรับเงินค่าเสียหายที่จำเลยวางไว้ดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิมาขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืน

5.แม้มีการวางเงินบรรเทาผลร้าย ศาลก็อาจจะไม่รอลงอาญาก็ได้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจำเลยจะมีการวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายในคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นการวางโดยจำเลยหรือจำเลยในฐานะผู้เอาประกันภัยได้ขอให้บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันก่อเหตุเป็นผู้วางแทนก็ตาม ศาลมักจะหยิบยกนำมาใช้ประกอบดุยพินิจในการกำหนดโทษในทางที่เป็นผลดีกับจำเลย แต่ก็ไม่เสมอไปว่าในคดีที่มีการวางชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาหรือบรรเทาผลร้ายในคดีอาญาแล้วศาลจะพิพากษารอการลงโทษให้แก่จำเลยเสมอไป เพราะถ้าหากพฤติการณ์แห่งคดีเป็นความประมาทอย่างร้ายแรง เช่น   เช่น จำเลยขับขี่รถโดยไม่คำนึกถึงความปลอดภัยอย่างมาก ขับรถขณะเมาสุราและด้วยความเร็วสูง หรือหรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจำนวนมาก เป็นต้น ศาลก็อาจจะไม่รอลงการโทษให้แก่จำเลยก็ได้

6.วางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ได้

การวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายในคดีอาญานั้น จำเลยสามารถทำได้ในระหว่างการพิจาณราคดีของทุกชั้นศาล แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่ทนายความจะแนะนำให้วางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายตั้งแต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น เพื่อให้ศาลชั้นต้นนำไปใช้ประกอบดุลยพินิจในการรอการลงโทษตั้งแต่ชั้นต้น แต่อย่างไรก็ดี หากศาลชั้นต้นยังคงพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ และจำเลยประสงค์จะยื่นอุทธรณ์เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษให้แก่จำเลย จำเลยอาจจะวางเงินต่อศาลเพิ่มเติมพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกา หรือขอวางในระหว่างการพิจารณาของอุทธรณ์หรือฎีกา ก็ย่อมทำได้เช่นเดียวกัน ซึ่งศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็อาจนำเหตุการวางเงินของจำเลยดังกล่าวมาประกอบดุลพินิจในการพิพากษาโดยพิพากษารอการลงโทษ หรือพิพากษาไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยก็ได้   

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14102/2556

การที่ระหว่างฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องของจำเลยให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามผู้เสียหายว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่แล้ว ทั้งฎีกาของจำเลยก็อ้างเหตุที่จำเลยวางเงิน 20,000 บาท เพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย เป็นเหตุหนึ่งที่ขอให้ศาลฎีการอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยด้วย เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลยเท่ากับศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามคำร้องของจำเลยที่ขอวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและศาลฎีกานำข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวมาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยแล้ว แม้ศาลชั้นต้นเพิ่งออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่การวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยจะไม่ถอนเงินดังกล่าวกลับไป หากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น เมื่อต่อมาปรากฏตามคำร้องของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้

7.เงินที่จำเลยวางเพื่อบรรเทาผลร้ายต่อศาลและศาลได้มีหมายแจ้งให้มารับแล้วแต่ไม่มารับเกิน 5 ปี จะตกเป็นรายได้แผ่นดิน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4753/2565

เมื่อจำเลยนำเงินมาวางเพื่อบรรเทาผลร้ายให้โจทก์ ศาลมีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบว่า มีเงินมาวางไว้ที่ศาลเพื่อให้โจทก์มารับไป เมื่อมีการแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว หากโจทก์ไม่มารับเงินไปภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ทราบว่ามีการวางเงิน เงินค้างจ่ายจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 345 คดีนี้จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายให้โจทก์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 ศาลชั้นต้นได้แจ้งให้โจทก์ทราบในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลในวันที่ 3 สิงหาคม 2559 ว่าจำเลยนำเงินมาวางศาลและให้โจทก์ติดต่อรับเงิน แม้โจทก์ไม่ลงชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นได้จดแจ้งเหตุที่โจทก์ไม่ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 50 (2) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แล้ว ทั้งต่อมาเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์โจทก์ก็ระบุในอุทธรณ์ว่าจำเลยนำเงินมาวางศาล 5,000 บาท ต้องถือว่าโจทก์ทราบว่าจำเลยนำเงินมาวางศาลและโจทก์มีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2559 แล้ว การที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับเงินที่จำเลยวางไว้ที่ศาลในภายหลังเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 อีก ไม่ทำให้วันที่โจทก์ทราบว่าจำเลยนำเงินมาวางศาลและโจทก์มีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป เงินที่จำเลยนำมาวางศาลและโจทก์ยังไม่มาขอรับ จึงเป็นเงินค้างจ่าย ดังนั้น การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอรับเงิน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งเกินกำหนดห้าปี นับแต่วันที่โจทก์ทราบว่ามีการวางเงิน เงินค้างจ่ายดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินแล้ว และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป

8.ตัวอย่าง

ชนแล้วหนี มีคนตาย เมื่อการวางเงินบรรเทาผลร้าย มีโอกาสรอการลงโทษได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 169/2562

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78, 157, 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291

       จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

       ระหว่างพิจารณา นางสาวจันทร์เพ็ญ มารดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาอื่น โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

       จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 (เดิม) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถให้การช่วยเหลือและแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินกับฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับ ไม่คุมความประพฤติ และไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

        สำหรับความผิดฐานขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถให้การช่วยเหลือและแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานเป็นเหตุให้บุคคลนั้นถึงแก่ความตาย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานนี้โดยตรง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้

        ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับพิจารณาในข้อหานี้โดยพิพากษาเป็นไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว และเมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องอ้างเหตุว่าการที่จำเลยไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 นั้น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย คดีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 วรรคสอง ได้

         ปัญหาดังกล่าว แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

         ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุ รถจำเลยแล่นอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 มิได้วิ่งคร่อมช่องเดินรถที่ 1 และที่ 2 การที่รถจำเลยเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ผู้ตายจึงมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น

         เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาและขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ที่แก้ไขใหม่ ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่

        เห็นว่า จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว 80,000 บาท อีกทั้งภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษา บริษัทรับประกันภัยวางเงินชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 565,000 บาท รวมถึงจำเลยวางเงินชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ร่วมอีก 40,000 บาท นับว่าจำเลยรู้สำนึกในการกระทำความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดของตนตามสมควร

         เมื่อปรากฏว่า จำเลยมีอาชีพการงานเป็นหลักแหล่ง และมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว การให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดี และได้ประกอบสัมมาชีพต่อไปน่าจะเป็นผลดีและเป็นประโยชน์แก่จำเลยและสังคมมากกว่าการลงโทษจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว กรณีจึงเห็นสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหลังลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แต่ที่ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 (เดิม) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถให้การช่วยเหลือและแสดงตัวต่อเจ้าพนักงาน ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินกับฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 30,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 1 เดือน 15 วัน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในกำหนดดังกล่าว กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่)