รถประกันภัยสูญหายจากการขายดาวน์ มีวิธีแก้อย่างไร ??? - singhalaw

  • Home
  • รถประกันภัยสูญหายจากการขายดาวน์ มีวิธีแก้อย่างไร ???

รถประกันภัยสูญหายจากการขายดาวน์ มีวิธีแก้อย่างไร ???

10 มีนาคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

รถประกันภัยสูญหายจากการขายดาวน์ มีวิธีแก้อย่างไร ???

เช่าซื้อรถมาแล้ว แต่ผ่อนต่อไม่ไหว จึงขายดาวน์/ให้เอาไปผ่อนต่อแบบฟรี ๆ (โดยไม่เปลี่ยนสัญญา) ซึ่งภาษากฎหมายเรียกว่า “การขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ หรือ การโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ” หากต่อมาผู้ซื้อดาวน์/ผู้รับไปผ่อนต่อ ไม่ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ(ค่างวด)ให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ แต่ได้นำรถไปชำแหละอะไหล่ขายหรือนำไปขายห้ามฝั่ง(ข้ามประเทศ) ฯลฯ (หลอกซื้อดาวน์เพื่อเอาไปขายต่อ) จนท่านต้องถูกบริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและฟ้องให้คืนรถหรือชดใช้ราคาแทน ต่ยังโชคดีที่ท่านได้ทำประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 หรือประเภท 2 (ชั้น 1 หรือ 2) ที่มีการคุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหายไว้

ขั้นตอนการเก็บหลักฐาน

วันนี้ทีมทนายความจะมาบอกเล่าวิธีการแก้ไขปัญหาให้ท่านทราบ เพื่อให้บริษัทประกันที่ท่านได้ทำประกันภัยไว้เข้ามาชดใช้ราคารถยนต์หรือค่าเช่าซื้อหรือค่างวดรถที่คงเหลือให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ ลองไปดูกันเลย

1. หากท่านได้เช่าซื้อรถยนต์มาแล้วแต่ผ่อนต่อไปไม่ไหว…จึงได้ขายดาวน์หรือให้ญาติพี่น้องหรือคนอื่นเอาไปผ่อนต่อแบบฟรี ๆ (โดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนสัญญา/เปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อ) …หรืออาจเป็นกรณีที่ท่านได้ตกลงกับผู้จะซื้อดาวน์หรือผู้จะขอรับเอารถไปผ่อนต่อไว้แล้วว่าตกลงจะไปเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อกับไฟแนนซ์ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนสัญญาให้แล้วเสร็จและท่านได้ส่งมอบรถให้ไปก่อนแล้ว

2. หากต่อมาปรากฏว่า ผู้ที่ซื้อดาวน์ไปหรือผู้ที่รับเอารถไปผ่อนต่อนั้น ไม่ยอมผ่อนชำระค่างวดให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ และท่านไม่สามารถติดต่อผู้ซื้อดาวน์หรือผู้ที่รับรถไปผ่อนต่อนั้นได้

เมื่อท่านแน่ใจแล้วว่าท่านถูกหลอกซื้อดาวน์ เช่น ท่านได้ไปติดตามตรวจสอบและสอบถามเพื่อนบ้านของผู้ซื้อดาวแล้ว แต่ไม่พบรถและได้รับแจ้งจากเพื่อนบ้านว่าผู้ซื้อดาวน์ถูกดำเนินคดีลักษณะเดียวกันนี้ (ให้ท่านไปขอลงบันทึกประจำวันการไปสืบหารถนี้ไว้ด้วย) หรือท่านเห็นผู้ซื้อดาวน์หรือบุคคลอื่นนำรูปรถหรือชิ้นส่วนอุปกรณ์รถของท่านไปโพสต์ลงขายในกลุ่มหรือเพจ facebook ต่าง ๆ (เช่น รูปกะบะรถที่มีตำหนิ, รูปล้อแม็กที่มีตำหนิที่ท่านจำได้ว่าเป็นล้อรถของท่าน) เป็นต้น

ขั้นตอนดำเนินการ

3. หากรถที่ท่านขายดาวน์ไปหรือให้บุคคลอื่นนำไปผ่อนต่อนั้น อยู่ในระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย (ภาคสมัครใจ เท่านั่น) ประเภท 1 และ ประเภท 2 (ชั้น 1 หรือ 2) ซึ่งมีการคุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหายไฟไหม้

ให้ท่านดำเนินการ ดังนี้

3.1 ให้ท่านแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับผู้ซื้อดาวน์หรือผู้รับรถไปผ่อนต่อนั้นต่อพนักงานสอบสวนในข้อหาความผิดฐาน “ยักยอก”

3.2 ให้ท่านแจ้งเรื่องที่ท่านขายดาวน์หรือส่งมอบรถให้บุคคลอื่นไปผ่อนต่อแก่บริษัทผู้รับประกันภัยทราบโดยเร็ว และขอให้บริษัทประกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ในกรณีที่บริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย (หรือแจ้งให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ท่าน หากท่านเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยเอง)

แยกพิจารณาปฏิบัติ ดังนี้

4.1 หากเป็นกรณีที่บริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อยังไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อหรือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้ฟ้องให้ท่านในฐานะผู้เช่าซื้อ(รวมถึงผู้ค้ำประกัน) ให้ส่งคืนรถยนต์หรือชดใช้ราคาแทนต่อศาล

ให้ท่านดำเนินการตาม ข้อ 3.1 และ 3.2 และให้ท่านแจ้งเรื่องที่ท่านขายดาวน์หรือมอบรถให้บุคคลอื่นไปผ่อนต่อให้กับบริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อทราบด้วย

เมื่อบริษัทไฟแนนซ์ทราบเรื่อง อาจแจ้งให้ท่านรีบไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ (ตามข้อ 3.1) และเร่งติดตามรถคืนเอง

4.1.1 เมื่อท่านได้แจ้งให้บริษัทผู้รับประกันภัยทราบเรื่องและขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนค่าแก่บริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ(เช่าซื้อ/ค่างวด)แล้ว

บริษัทผู้รับประกันภัยอาจปฏิเสธ(ส่วนมากๆๆๆๆปฏิเสธ) การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คือ ไม่ยินยอมชำระค่าเช่าซื้อหรือค่างวดที่คงเหลือให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

– รถยนต์ที่ขายดาวน์ไปนั้น ยังไม่สูญหายยังอยู่กับผู้ซื้อดาวน์

– ผู้เอาประกันภัย (คือ ท่านที่เป็นผู้เช่าซื้อ) แจ้งความดำเนินคดีและแจ้งเหตุให้ผู้รับประกันภัยทราบเรื่องล่าช้า

– การที่ผู้เช่าซื้อ(ท่าน)ซึ่งไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ได้ขายดาวน์รถยนต์ไป โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบริษัทไฟแนนซ์หรือผู้ให้เช่าซื้อเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต หรือ

– การกระทำของท่าน(การขายดาวน์)เป็นกรณีเข้าข้อยกเว้นที่บริษัทประกันภัยภัยไม่ต้องรับผิดตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 เป็นต้น

4.1.2 เมื่อบริษัทประกันภัยปฏิเสธไม่ยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว (ตามข้อ 4.1.1)

ให้ท่านติดต่อทนายความ เพื่อยื่นฟ้องบริษัทผู้รับประกันภัยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คือ ค่าเช่าซื้อ(ค่างวด) ให้แก่บริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ในฐานะผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย (หรือให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ท่านหากท่านเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย) โดยขอให้ศาล “หมายเรียก” บริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อศาลจะได้มีคำพิพากษาให้บริษัทผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน(ค่าเช่าซื้อ/ค่างวด)ให้แก่บริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อได้โดยตรง

อนึ่ง หากรถยนต์ที่ท่านขายดาวน์ไปนั้น ท่านได้ชำระค่าเช่าซื้อไปเยอะแล้ว และทุนประกัน(จำนวนเงินที่เอาประกันภัยไว้)มีจำนวนเกินกว่าราคาค่าเช่าซื้อที่คงเหลือตามสัญญาเช่าซื้อ บริษัทผู้รับประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่เกินนั้นให้แก่ท่าน

4.2 หากเป็นกรณีที่บริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้วและฟ้องให้ท่านในฐานะผู้เช่าซื้อ(รวมถึงผู้ค้ำประกัน) ให้ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนหากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทนต่อศาลแล้ว และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล

ให้ท่านติดต่อทนายความ เพื่อยื่นคำให้การต่อสู้คดีและขอให้ศาล “หมายเรียก” บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่ท่านขายดาวน์ไปหรือมอบให้คนอื่นไปผ่อนต่อนั้นเข้ามาเป็น “จำเลยร่วมในคดี”

ทั้งนี้ เพื่อศาลจะได้พิพากษาให้บริษัทผู้รับประกันภัยชดใช้ราคารถยนต์หรือค่าเช่าซื้อ(ค่างวดคงเหลือ)ให้แก่บริษัทไฟแนนซ์หรือบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ (ในฐานะผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย) ได้ โดยตรง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2846/2562

โจทย์ขายเงินดาวน์ให้แก่ ว. โดยมีข้อตกลงให้ ว. ไปเปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อจากชื่อโจทก์เป็นชื่อ ว. ต่อบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ถือได้ว่าเป็นการตกลงซื้อขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ มิใช่ตกลงซื้อขายหรือเช่าซื้อรถยนต์พิพาทต่อกัน แม้โจทก์จะมิได้เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท โจทก์ก็มีอำนาจทำได้ไม่เป็นการฝ่าฝืนสัญญาเช่าซื้อและไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุที่รถยนต์พิพาทสูญหายเป็นเพราะ ว. กระทำความผิดฐานฉ้อโกง แม้จำเลยให้การต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยถึง ทั้งจำเลยมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ จำเลยซึ่งนำมาโต้แย้งในชั้นฎีกา ถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7รถยนต์พิพาทสูญหายเพราะถูก ว. ยักยอกไป ซึ่ง ว. เป็นผู้รับมอบรถยนต์พิพาทจากตัวแทนโจทก์ อันเนื่องมาจากโจทก์และ ว. ตกลงซื้อขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อต่อกัน ว. หาใช่ผู้เช่า ผู้เช่าซื้อ ผู้รับจำนอง หรือผู้ซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์ไม่ กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ที่ไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกโดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าว จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยไม่อาจหลุดพ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย

______________________

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ฌห 7514  กรุงเทพมหานคร และโจทก์เอาประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวไว้กับจำเลย ต่อมานางวิไลลักษณ์หรือตุ้ม จรัสประพาฬ เบียดบังยักยอกรถยนต์ไปโดยทุจริต โจทก์แจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 900,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์ที่เอาประกันภัยมาไว้เพื่อใช้ส่วนบุคคลมิได้นำไปให้รับจ้างหรือให้เช่า แต่โจทก์ปฏิบัติผิดเงื่อนไขสัญญาเช่าซื้อโดยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกให้นางวิไลลักษณ์ จรัสประพาฬ เช่าซื้อ ซึ่งการกระทำดังกล่าวกระทำด้วยความไม่สุจริตผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย และรถยนต์ไม่ได้สูญหายไปจริง แต่เป็นเพราะโจทก์ส่งมอบการครอบครองให้แก่นางวิไลลักษณ์เอง ถ้าหากรถยนต์สูญหายไปจริง จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย เพราะเหตุความสูญหายเกิดจากการยักยอกโดยนางวิไลลักษณ์ผู้เช่าซื้อ ทั้งจำเลยจะต้องรับผิดกรณีรถยนต์สูญหายเฉพาะพฤติการณ์อันเกิดจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์เท่านั้น แต่กรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ไม่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 900,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถยนต์พิพาท ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคัมรี่ หมายเลขทะเบียนหอ ฌห 7514 กรุงเทพมหานคร โดยเช่าซื้อมาจากบริษัทโตโยต้า ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2555 ในราคาเช่าซื้อ 1,839,744  บาท ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.4 และ จ.1 ตามลำดับ โจทก์ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์พิพาทไว้กับจำเลย วงเงินคุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหายหรือไฟไหม้ 900,000 บาท โดยไม่ปรากฏรายการชื่อของผู้รับประโยชน์ ระยะเวลาประกันภัยเริ่มต้นวันที่ 30 มีนาคม 2556 สิ้นสุดวันที่ 30 มีนาคม 2557 ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.5 โจทก์จึงเป็นผู้เอาประกันภัยโดยมีจำเลยเป็นผู้รับประกันภัย ซึ่งตามเอกสารดังกล่าวในหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 2 การชดใช้ความเสียหายหรือสูญหายต่อรถยนต์กำหนดว่า ข้อ 2.1 ในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตาราง ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2556  โจทย์ขายเงินดาวน์รถยนต์พิพาทให้แก่นางวิไลลักษณ์ จรัสประพาฬ ในราคา 50,000 บาท มีข้อตกลงให้นางวิไลลักษณ์ไปดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อจากโจทก์เป็นนางวิไลลักษณ์ต่อบริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนโจทก์มอบรถยนต์พิพาทให้แก่นางวิไลลักษณ์ และเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 นางวิไลลักษณ์โอนเงินดาวน์ชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน ตามสำเนาสมุดบัญชีและใบแจ้งรายการบัญชีออมทรัพย์เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 แต่นางวิไลลักษณ์ไม่ได้ไปดำเนินการทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด แทนที่โจทก์ และรถยนต์พิพาทสูญหายไป โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์ตามสำเนาหนังสือทวงถามและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 แต่จำเลยปฏิเสธ ตามสำเนาหนังสือปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเอกสารหมาย ล.5 พนักงานอัยการฟ้องนางวิไลลักษณ์เป็นจำเลยในความผิดฐานยักยอกต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2557 ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ตามสำเนาคำพิพากษาท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ (อันดับที่ 29 แผ่นที่ 9 ถึง 25)

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาทำนองว่า โจทก์นำรถยนต์พิพาทไปขายเงินดาวน์ให้แก่นางวิไลลักษณ์ จรัสประพาฬ โดยโจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ดังกล่าวและไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซื้อ จึงเป็นการใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริต และจำเลยจะต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อเมื่อรถยนต์พิพาทสูญหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ แต่การกระทำของนางวิไลลักษณ์เป็นความผิดฐานฉ้อโกง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งการที่รถยนต์พิพาทสูญหายไปก็เป็นพฤติการณ์ที่จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 5 ข้อ 5.1 ซึ่งกำหนดว่า ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ดังนี้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกันนั้น

เห็นว่า การที่โจทก์ขายเงินดาวน์ให้แก่นางวิไลลักษณ์โดยมีข้อตกลงให้นางวิไลลักษณ์ไปเปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อจากชื่อโจทก์เป็นชื่อนางวิไลลักษณ์ต่อบริษัทโตโยต้า ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อนั้น ถือได้ว่าเป็นการตกลงซื้อขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ มิใช่ตกลงซื้อขายหรือเช่าซื้อรถยนต์พิพาทต่อกัน ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาท โจทก์ก็มีอำนาจทำได้ไม่เป็นการฝ่าฝืนสัญญาเช่าซื้อ และไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่ประการใด

ที่จำเลยอ้างว่า เหตุที่รถยนต์พิพาทสูญหายไปเพราะนางวิไลลักษณ์กระทำความผิดฐานฉ้อโกงนั้น

เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ถึงปัญหานี้ไว้ในคำให้การ แต่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยถึงปัญหาดังกล่าว ทั้งจำเลยมิได้อุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ในปัญหานี้ด้วย การที่จำเลยพึ่งนำมาโต้แย้งในชั้นฎีกา ถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรค 1  (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอ้างว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 5.1 นั้น

เห็นว่า ผู้รับประกันภัยเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เอาประกันภัย เงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ถ้ามีข้อสงสัยต้องตีความให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัย ซึ่งตามเงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดว่า ผู้รับประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อรถยนต์สูญหาย ในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย และมีข้อยกเว้นความรับผิดว่า การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ สัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น เมื่อพิจารณาข้อความตามเงื่อนไขที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัยนี้โดยตลอดแล้ว ย่อมหมายถึงความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ที่กระทำโดยบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ สัญญาจำนำ เท่านั้น เนื่องจากการลักทรัพย์หรือยักยอกโดยบุคคลดังกล่าวสามารถกระทำได้โดยง่ายและมีความเสี่ยงสูง กรมธรรม์จึงไม่อาจให้ความคุ้มครองได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ารถยนต์พิพาทสูญหายเพราะถูกนางวิไลลักษณ์ยักยอกไป ซึ่งนางวิไลลักษณ์เป็นผู้รับมอบรถยนต์พิพาทจากตัวแทนโจทก์ อันเนื่องมาจากโจทก์และนางวิไลลักษณ์ตกลงซื้อขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อต่อกัน นางวิไลลักษณ์หาใช่ผู้เช่า ผู้เช่าซื้อ ผู้รับจำนองหรือผู้ซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์แต่อย่างใดไม่ กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามเงื่อนไขความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว จำเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.5 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์นั้นเป็นการชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น”

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(กาญจนา ชัยคงดี-เมทินีช ชโลธร-รังสรรค์ วิจิตรไกรสร)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4556/2547

บริษัทสินพัฒนาลิสซิ่ง จำกัด โจทก์

ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส. เอส. ออฟฟิศ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น กับพวก จำเลย

บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ส่งมอบรถยนต์พิพาทคืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคารถยนต์พิพาท จำเลยทั้งสี่ให้การว่า รถยนต์พิพาทสูญหายไป เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจคืนรถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ซึ่งหากจำเลยทั้งสี่ต้องชำระราคารถยนต์พิพาทให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลยร่วม และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ราคารถยนต์พิพาทให้โจทก์ ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกค่าทดแทนสำหรับความเสียหายของรถยนต์พิพาทจากจำเลยร่วมผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยทั้งสี่จึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามที่จำเลยทั้งสี่ขอดังกล่าวแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยให้โจทก์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

(วีระชาติ เอี่ยมประไพ-สุรพล เจียมจูไร-พลรัตน์ ประทุมทาน)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2658/2544

บริษัท ซิตี้คอร์ปลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัดโจทก์

นางสาว ปฎิญญา ดุษฎีวนิช กับพวก จำเลย

บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม

ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) จำเลยร่วมจึงมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่สามารถยกข้อต่อสู้ขึ้นปฏิเสธความรับผิดได้อย่างไม่มีจำกัดและศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาถึงความรับผิดของคู่ความทุกฝ่ายไปได้ในคราวเดียวกันโดยไม่จำต้องให้โจทก์ไปฟ้องจำเลยร่วมเป็นคดีเรื่องใหม่ เมื่อจำเลยร่วมมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีรถยนต์สูญหายแก่โจทก์ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ได้ไม่ถือว่าเกินคำขอของโจทก์

กรมธรรม์ประกันภัยระบุว่าในกรณีรถยนต์สูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ เมื่อรถยนต์ถูก ภ. ลักไปโดยจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย แม้จำเลยที่ 1 จะทราบว่า ภ. นำรถยนต์ไปจำนำไว้ที่บ่อนย่านคลองตัน เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำรถยนต์กลับคืนมาได้ ย่อมถือได้ว่ารถยนต์ได้สูญหายไปโดยเหตุเนื่องจากการลักทรัพย์ตามข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย

(วิรัช ลิ้มวิชัย-วิเทพ ศิริพากย์-ไพศาล เจริญวุฒิ)

ข้อสังเกตเพิ่มเติม

          กรณีขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทผู้รับประกันภัยเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) นั้น ถือเป็นการฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต้องกระทำภายใน 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 (เทียบฎีกา 2904/2535)

คำแนะนำ : เมื่อผ่อนต่อไม่ไหว

หากท่านผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์มาแล้วสักระยะหนึ่งแต่ผ่อนต่อไม่ไหว หากท่านต้องการขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่บุคคลอื่น เพื่อประสงค์ให้ได้รับเงินที่ผ่อนชำระไปบ้างแล้วคืนบางส่วน ให้ท่านติดต่อกับผู้ให้เช่าซื้อเพื่อขอเปลี่ยนสัญญาหรือเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาหากท่านมอบรถให้แก่ผู้ต้องการนำไปผ่อนต่อไปแล้วเขาไม่ยอมชำระค่าเช่าซื้อหรือไม่ผ่อนต่อ หรืออาจเป็นพวกมิจฉาชีพที่ทำทีหลอกขอซื้อดาวน์เพื่อนำไปชำแหละแยกชิ้นส่วนอะไหล่ขาย ท่านจะได้ไม่ต้องผูกพันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้ออีกต่อไป

หรือหากท่านไม่ต้องการมอบรถให้ใครไปผ่อนต่อ หรือไม่สามารถหาคนมารับรถไปผ่อนต่อได้ หรือท่านหาคนมารับรถไปผ่อนต่อได้แล้วแต่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อไม่ยินยอมให้เปลี่ยนสัญญาหรือตัวผู้เช่าซื้อ กรณีนี้ ให้ท่านแจ้งขอคืนรถก่อนผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ หรือหากท่านผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อไปแล้วแต่ยังอยู่ในระหว่างที่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญา ซึ่งปกติบริษัทผู้ให้เช่าซื้อจะแจ้งให้ท่านชำระค่าเช่าซื้อที่คงค้างภายในกำหนด 30 วัน ซึ่งภายในกำหนดเวลาดังกล่าวนี้ ให้ท่าน (1) ติดต่อขอคืนรถหรือ (2) หากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อหรือตัวแทนของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ(กรณีบริษัทไฟแนนซ์จ้าง Outsource)มายึดรถให้ท่านยินยอมให้ยึดคืนไปเลย ทั้งนี้ หากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อรับรถไว้โดยมิได้โต้แย้งประการใดหรือมายึดรถคืนไปในระหว่างกำหนด 30 วันดังกล่าว จะถือเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยาย หากต่อมาเมื่อบริษัทผู้ให้เช่าซื้อนำรถที่รับไว้หรือยึดคืนไปนั้นนำออกขายทอดตลาดได้ราคาน้อยกว่าราคาค่าเช่าซื้อที่คงเหลือตามสัญญาเช่าซื้อ ท่านจะได้ไม่ต้องรับผิด(หลุดพ้น)ในส่วนต่างค่าขาดราคาดังกล่าว

แต่อย่าไรก็ตาม ท่านยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์หรือค่าขาดประโยชน์ตลอดเวลาที่ท่านครอบครองใช้สอยรถยนต์โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อก่อนวันที่ส่งมอบรถคืนหรือถูกยึดคืน (เทียบฎีกา 8619/2559, 15358/2558)