ผลกรณีผู้บาดเจ็บหรือผู้ตายมีส่วนขับขี่รถโดยประมาทด้วยในทางอาญา - singhalaw

  • Home
  • ผลกรณีผู้บาดเจ็บหรือผู้ตายมีส่วนขับขี่รถโดยประมาทด้วยในทางอาญา

ผลกรณีผู้บาดเจ็บหรือผู้ตายมีส่วนขับขี่รถโดยประมาทด้วยในทางอาญา

27 พฤศจิกายน 2024 singhalaw 0 Comments

สารบัญ (Contents)

การพิจารณาว่าผู้บาดเจ็บหรือผู้ตายมีส่วนในความประมาทต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากจะมีผลต่อการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งแล้ว ในทางอาญานั้นก็มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะมีผลต่อสิทธิในทางอาญา กล่าวคือ หากผู้บาดเจ็บหรือผู้ตายมีส่วนขับขี่รถโดยประมาทในอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นด้วยแล้ว จะถือว่า “ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ดังนั้น จะไม่มีสิทธิในการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีอาญา และเมื่อไม่ได้เป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญา เมื่อศาลมีคำพิพากษาอย่างไรแล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์ในการอุทธรณ์หรือฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลต่อไปได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ดังนี้ ทายาทผู้ตายที่มีส่วนขับขี่รถโดยประมาทด้วย ก็ไม่มีสิทธิ์ในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น เพื่อไม่ให้รอลงอาญาแก่จำเลยได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าว

ซึ่งในคดีรถชนเมื่อความประมาทเกิดขึ้นโดยผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่าย พนักงานอัยการจะฟ้องผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่ายมาในคดีเดียวกัน หรือหากผู้ขับขี่ฝ่ายใดเสียชีวิตซึ่งมีทำทำให้ไม่อาจฟ้องผู้ขับขี่ที่เสียชีวิตนั้นได้ พนักงานอัยการก็จะบรรยายความประมาทของผู้ขับขี่ที่ถึงแก่ความตายนั้นให้ปรากฎในคำฟ้องที่ยื่นต่อศาลไว้ด้วย ศึกษาได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปนี้

1.บิดามารดาหรือบุพการีขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7981/2548

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ตายและผู้เสียหายมีส่วนประมาท โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าเหตุที่เกิดเนื่องมาจากผู้ตายมีส่วนกระทำโดยประมาท ดังนั้น ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2553

ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

2.บุตรขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5342/2549

ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามฟ้องโจทก์ว่า เหตุที่รถทั้งสองเกิดเฉี่ยวชนกันทำให้รถยนต์ทั้งสองคันเสียหายและผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ศ. บุตรผู้ตายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1596/2549

เหตุเกิดรถชนกันผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่บ้าง ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตาม ป.อ. 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการีผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามมาตรา 5 (2) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้จึงไม่ชอบ และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยมาโดยไม่ชอบจำเลยก็ฎีกาไม่ได้ เนื่องจากเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกฎีกาของจำเลย

3.สามีหรือภรรยาขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7128/2547

แม้จำเลยจะขับรถจักรยานยนต์โดยประมาท ชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายตกจากรถ ศีรษะฟาดพื้นและถึงแก่ความตาย แต่เหตุรถชนกันเกิดขึ้นก็เพราะผู้ตายซึ่งเป็นภรรยาโจทก์ร่วมมีส่วนกระทำโดยประมาท ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นสามีย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อนี้และพิพากษาจำคุกจำเลยมาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

4.ไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

(ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7128/2547 ข้างต้น)

5.หากเป็นแต่เพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนว่าผู้ตายมีส่วนประมาท ทายาทผู้ตายยังขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2172/2554

การที่จำเลยถูกฟ้องว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส แม้พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมอยู่ด้วย แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อน ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่เป็นเหตุที่ต้องห้ามมิให้ภริยาของผู้ตายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการไม่ได้ คำสั่งอนุญาตขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นชอบแล้ว

6.ในคดีอาญาที่จำเลยให้การรับสารภาพ โดยศาลสามารถพิพากษาคดีไปได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ผู้บาดเจ็บยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมและมีการยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหายตาม ป.วิอาญา มาตรา 44/1 ศาลไม่อาจหยิบยกพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งขึ้นมาวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมีส่วนประมาท จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 783/2565 และ 7426 – 7427/2557 )

แต่หากในคดีส่วนอาญาจำเลยให้การปฏิเสธ และมีการสืบพยานหลักฐานในคดีอาญาและเมื่อพิจารณาปรากฎได้ความว่า ผู้บาดเจ็บที่ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการนั้น มีส่วนประมาทด้วย ศาลก็สามารถหยิบยกข้อเท็จจริงที่ได้ความจาการนำสืบในทางอาญาที่เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนประมาทด้วย จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้  (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2550 และ 2869/2553)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 783/2565

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงสามารถพิพากษาคดีไปได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งขึ้นมาวินิจฉัยว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของโจทก์ร่วมและจำเลยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และพิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้ศาลสามารถนำพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งมาวินิจฉัยในคดีส่วนอาญาได้ ทั้งปัญหาดังกล่าวมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7426 – 7427/2557

ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้นำข้อเท็จจริงที่ได้จากคำพิพากษาของคดีในส่วนแพ่งมาฟังเป็นยุติในคดีส่วนอาญาได้ การที่ข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งฟังได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยจึงคงเพียงแต่นำมาฟังประกอบในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่าโจทก์ร่วมควรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยเพียงใดเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยโดยนำข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาคดีส่วนแพ่งมารับฟังในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญาว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย แล้วพิพากษายกคำร้องของ ว. บิดาผู้ตายที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ เป็นการไม่ชอบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2550

ขณะเกิดเหตุเวลา 5.30 นาฬิกา ท้องฟ้งยังมืด บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟจากหลอดไฟฟ้าข้างฟุตบาทและที่ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียซึ่งอยู่กึ่งกลางถนน ผู้ขับรถผ่านบริเวณนั้นยังต้องเปิดไฟหน้ารถซึ่งโดยสภาพไม่น่าจะมองเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าได้ไกลเท่ากับเวลากลางวัน สภาพของถนนที่มีทางเดินรถฝั่งละ 3 ช่องเดินรถในเวลาเกิดเหตุเป็นตอนเช้ามืดของวันเสาร์อันเป็นวันหยุดราชการ รถที่แล่นบนถนนน่าจะน้อยกว่าวันปกติซึ่งทำให้ผู้ขับรถสามารถขับรถได้เร็วขึ้นกว่าวันปกติ ถนนบริเวณเกิดเหตุเป็นทางตรง การข้ามถนนไปยังอีกฝั่งหนึ่งต้องข้ามถนนถึง 6 ช่องเดินรถซึ่งรถที่แล่นไปมาในขณะนั้นน่าจะใช้ความเร็วสูงในสภาพเช่นนั้น ดังนั้น ผู้ตายควรใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการข้ามถนนเนื่องจากเป็นถนนใหญ่มีรถแล่นด้วยความเร็วสูงและเป็นเวลากลางคืนซึ่งผู้ขับรถอาจไม่เห็นคนข้ามถนนในระยะไกลที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยได้ ตรงจุดที่ผู้ตายข้ามถนนมีรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ของสามีผู้ตายบังอยู่อันอาจทำให้จำเลยไม่สามารถเห็นผู้ตายได้ในระยะไกล แต่เห็นในระยะกระชั้นชิดจึงไม่สามารถหักรถหลบหรือหยุดรถได้ทันเป็นเหตุให้ชนผู้ตาย ดังนั้น การที่ผู้ตายข้ามถนนใต้สะพานลอยคนข้ามจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ จึงนับว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 5 (2) และ 3 (2)

          อย่างไรก็ดี แม้จะผู้บาดเจ็บหรือผู้ตายจะมีส่วนขับขี่รถโดยประมาทและหรือโดยพนักงานอัยการได้บรรยายความประมาทของผู้บาดเจ็บหรือผู้ตายมาในคำฟ้องคดีอาญาด้วยก็ตาม แต่ก็ไม่ตัดสิทธิ์ของผู้บาดเจ็บหรือทายาทของผู้ตาย ที่จะยื่นคำร้องขอให้จำเลยในคดีอาญาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ได้ เนื่องจากแม้ในคำฟ้องของพนักงานอัยการจะบรรยายมาด้วยว่า ผู้บาดเจ็บหรือผู้ตายมีส่วนขับขี่รถโดยประมาทด้วย แต่ศาลจะต้องพิจารณาต่อไปว่า ผู้ขับขี่ฝ่ายใดประมาทมากน้อยกว่ากันเพียงใด เพื่อกำหนดให้ผู้ขับขี่ที่มีส่วนประมาทมากกว่าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ขับขี่ที่มีส่วนประมาทน้อยกว่าได้