ค่าสินไหมทดแทนคดีอุบัติเหตุ: จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9209/2558 - singhalaw

  • Home
  • ค่าสินไหมทดแทนคดีอุบัติเหตุ: จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9209/2558

ค่าสินไหมทดแทนคดีอุบัติเหตุ: จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9209/2558

10 สิงหาคม 2025 singhalaw 0 Comments

ค่าสินไหมทดแทนคดีอุบัติเหตุ: จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9209/2558

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9209/2558 ในคดีอุบัติเหตุจราจร เราสามารถสรุปหลักกฎหมาย เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง และข้อคิดที่ได้ดังนี้ครับ:

หลักกฎหมายที่สำคัญ

1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 (ป.วิ.อ. มาตรา 46)

    ◦ หลักการ: เมื่อคดีส่วนอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุด ศาลในคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา

    ◦ การประยุกต์ใช้ในคดีนี้: ศาลฎีกาถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ว่าจำเลยที่ 1 (ผู้ขับรถ) กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส และโจทก์ไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะโต้แย้งเป็นอย่างอื่นไม่ได้ อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 3 (ผู้รับประกันภัย) ซึ่งไม่ได้ถูกฟ้องในคดีอาญาจึงไม่ถูกผูกพันโดยตรงตามมาตรา 46 นี้ในแง่ของข้อเท็จจริง

2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง (ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง)

    ◦ หลักการ: ผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยที่เกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ

    ◦ การประยุกต์ใช้ในคดีนี้:

        ▪ แม้จำเลยที่ 2 (ผู้เอาประกันภัย) จะไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 (ผู้ขับรถ) ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 และมีสิทธิใช้รถยนต์คันดังกล่าวเสมือนเป็นรถยนต์ของตนเอง จึงถือเสมือนว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยด้วย

        ▪ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยโจทก์ไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 3 (ผู้รับประกันภัย) จึงต้องรับผิดตามมาตรานี้ และไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงให้แตกต่างไปจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 ได้ นอกจากนี้ จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้ปฏิเสธตั้งแต่แรกว่าตนไม่ต้องรับผิดเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้เอาประกันภัย

ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์:

    ◦ จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส

    ◦ โจทก์ได้รับบาดเจ็บรุนแรง กระดูกขาขวาหัก กระดูกเชิงกรานแตก ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง มีอาการปวดเรื้อรัง ข้อเท้าผิดรูป เดินไม่ได้ตามปกติ ต้องใช้ไม้พยุงค้ำยัน และต้องรักษาต่อเนื่องไปอีก แพทย์ลงความเห็นว่าโจทก์เป็นผู้ป่วยทุพพลภาพถาวรของขาขวา ใบหน้ามีบาดแผลเสียโฉม และปวดศีรษะตลอดเวลา

    ◦ โจทก์ต้องออกจากงานประจำที่สถานีบริการน้ำมัน ซึ่งมีรายได้เดือนละ 7,500 บาท และไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ

ลำดับการพิจารณาคดีและการตัดสิน:

    ◦ ศาลชั้นต้น: พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,044,311 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยจำเลยที่ 3 รับผิดไม่เกิน 1,000,000 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 2

    ◦ ศาลอุทธรณ์ภาค 2: พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 3 แต่แก้ค่าเสียหายบางส่วน โดยให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ 2,044,311 บาท และให้จำเลยที่ 3 รับผิดในจำนวนดังกล่าวแต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท

    ◦ ศาลฎีกา:

        ▪ ประเด็นความประมาท: ยืนยันว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่มีส่วนประมาทเลินเล่อ โดยอ้างอิงจากคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้วตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46

        ▪ ค่าเสียหาย: คำนวณใหม่เป็น 1,994,311 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้:

            • ค่ารักษาพยาบาล: แม้โจทก์จะนำสืบค่าใช้จ่ายไป 454,311 บาท แต่เงินที่จำเลยที่ 4 (ผู้รับประกันภัยของรถจำเลยที่ 1) จ่ายให้โจทก์รวม 50,000 บาท ถือเป็นการจ่ายแทนจำเลยที่ 1 จึงต้องนำมาหักออก ส่วนเงิน 60,000 บาท ที่บริษัท อเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด (ประกันส่วนตัวของโจทก์) จ่ายให้ ไม่ถือเป็นการจ่ายแทนผู้ทำละเมิด โจทก์ยังมีสิทธิเรียกจากจำเลยที่ 1 ได้

            • ค่าพาหนะ: กำหนดให้ 50,000 บาท เห็นว่าพอสมควร แม้โจทก์ไม่ได้ระบุรายละเอียด แต่พิจารณาจากอาการบาดเจ็บและความจำเป็นในการเดินทางไปรักษา

            • ค่าเสียความสามารถในการประกอบอาชีพ: กำหนดให้เดือนละ 8,000 บาท เป็นเวลา 15 ปี รวม 1,440,000 บาท โดยพิจารณาว่าโจทก์อายุ 40 ปี สุขภาพแข็งแรง น่าจะทำงานได้ถึง 60 ปี และจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบโต้แย้งรายได้ของโจทก์

            • ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน (ค่าเจ็บป่วยทรมานและเสียโฉม): กำหนดให้ 100,000 บาท เห็นว่าพอสมควรแล้ว เนื่องจากโจทก์กลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต

        ▪ ความรับผิดของจำเลยที่ 3 (ผู้รับประกันภัย): ศาลฎีกายืนยันว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง โดยถือว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 (ผู้เอาประกันภัย) มีสิทธิใช้รถยนต์เสมือนเป็นของตนเอง และจำเลยที่ 3 ไม่สามารถนำสืบเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยที่ 1 ได้ ศาลล่างทั้งสองที่สั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 3 จึงชอบด้วยกฎหมายในผล

        ▪ คำพิพากษาขั้นสุดท้าย: ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ 1,994,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (1 เมษายน 2554) จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในเงินจำนวนดังกล่าว แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมของจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

ข้อคิดและประโยชน์ที่ได้จากเนื้อหาคำพิพากษาฉบับนี้

1. ความสำคัญของคำพิพากษาคดีอาญา: แสดงให้เห็นว่าคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดมีผลผูกพันข้อเท็จจริงในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องความประมาทและผู้กระทำละเมิด

2. การขยายความรับผิดของบริษัทประกันภัย (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง): เป็นประโยชน์ต่อผู้เสียหายอย่างมาก เพราะศาลฎีกาตีความว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ที่มิใช่ผู้เอาประกันภัยโดยตรง แต่มีความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับผู้เอาประกันภัย (เช่น ภริยา) และมีสิทธิใช้รถเสมือนเป็นของตนเอง ก็ถือเสมือนว่าเป็น “ผู้เอาประกันภัย” ในแง่ของความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยประเภทนี้ด้วย ทำให้บริษัทประกันภัยต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

3. การคำนวณค่าเสียหายที่ละเอียดและครอบคลุม: คำพิพากษานี้ให้แนวทางในการพิจารณาค่าเสียหายต่างๆ อย่างละเอียด ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าเสียความสามารถในการประกอบอาชีพในอนาคต (ซึ่งคำนวณจากอายุ รายได้ และระยะเวลาที่น่าจะทำงานได้) และค่าความเสียหายทางจิตใจ/ความทุกข์ทรมาน

4. ความแตกต่างระหว่างประกันภัยบุคคลที่สามกับประกันส่วนตัว: ชี้ให้เห็นว่าเงินค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ได้รับจากประกันชีวิต/สุขภาพส่วนตัวของโจทก์เอง ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนจากค่าเสียหายที่ผู้ทำละเมิดต้องชดใช้ได้ เพราะเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นจากสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับบริษัทประกันนั้นโดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดของผู้ทำละเมิด