จ่ายค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าคำพิพากษาถึงที่สุด (ทำอย่างไร) - singhalaw

  • Home
  • จ่ายค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าคำพิพากษาถึงที่สุด (ทำอย่างไร)

จ่ายค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าคำพิพากษาถึงที่สุด (ทำอย่างไร)

จ่ายค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่าคำพิพากษาถึงที่สุด (ทำอย่างไร)

1.ข้อเท็จจริงโดยย่อ

          คดีนี้ลูกความของเราเป็นสามีของผู้เอาประกันภัย ซึ่งภรรยาของเขาได้เอาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) และประกันภัยค้ำจุน (ประเภท 1) รถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ผต … เชียงราย ไว้กับบริษัท S มีระยะคุ้มครอง เริ่มวันที่ 28 มีนาคม 2565 ถึง 28 มีนาคม 2566 โดยสำหรับประกันภัยประเภท 1 มีจำนวนเงินเอาประกันภัยคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก จำนวน 500,000 บาท

          เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2565 นาย… ซึ่งเป็นสามีีของนางสาว…(ผู้เอาประกันภัย) ได้ขับรถยนต์คันเอาประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย ขับรถไปตามถนนสาธารณะสายแม่จัน-แม่อาย ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนกับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กข … แม่ฮ่องสอน เป็นเหตุให้สิบเอก…และนาง… ได้รับอัตรายสาหัส ต่อมาพนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงรายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนาย….(สามีผู้เอาประกันภัย) เป็นจำเลยต่อศาลแขวงเชียงราย เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ …/2565 และสิบเอก…และนาง…ได้ยื่นคำร้องเรียกค่าเสียหาย (ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1) และขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าว

          ในระหว่างการดำเนินคดีของศาลชั้นต้น จำเลยได้รับการช่วยเหลือทางคดีจากทนายความของบริษัทประกันภัย โดยจำเลยให้การรับสารภาพในคดีส่วนอาญา แต่ส่วนคดีแพ่งให้การว่าทำนองว่าค่าสินไหมทดแทนสูงเกินไป โดยในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นก่อนศาลมีคำพิพากษา บริษัทประกันมิได้นำเงินมาช่วยวางต่อศาลเพื่อเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่จำเลยแต่อย่างใด

          เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2565  นาย…ได้วางเงินเพื่อเยียวยาเป็นค่าสินไหมทดแทนให้แก่สิบเอก…และนาง… เป็นเงิน จำนวน 50,000 บาท และชำระเป็นเงินสดภายนอกอีก จำนวน 5,000 บาท ศาลแขวงเชียงรายพิพากษาลงโทษจำคุกในคดีส่วนอาญา แต่ให้รอลงอาญาไว้ และในคดีส่วนแพ่งพิพากษาให้นาย…ชำระเงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง จำนวน 511,045 บาท ทั้งนี้ หักส่วนเงินที่วางชำระไว้ต่อศาล และชำระภายนอก จำนวน 55,000 บาท จึงพิพากษาให้ชำระเงิน จำนวน 456,045 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง (ดูคำพิพากษาศาลแขวงเชียงราย)

คำพิพากษาศาลแขวงเชียงราย

จำเลยอุทธรณ์ประเด็นค่าสินไหมทดแทนสูงเกินไป และศาลอุทธรณ์ก็มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว (ดูคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5)  

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

และคดีนี้บริษัทประกันหรือทนายความของบริษัทประกันก็ได้ให้จำเลย หรือสามีผู้เอาประกันภัย ยื่นขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่งเพื่อขอลดจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนลง และคดีอยู่ระหว่างการรอฟังคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฏีกาของศาลฎีกา

          จำเลย (หรือสามีของผู้เอาประกันภัย) และภรรยา (หรือผู้เอาประกันภัย) จึงได้เข้ามาขอคำปรึกษาจากทีมทนายความของเรา เนื่องจากกำลังจะถูกบังคับยึดบ้าน อีกทั้ง บริษัทประกันซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของตนก็อยู่ระหว่างยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ แต่หากปล่อยเนินนานไปก็กลัวว่าจะถูกบังคับยึดบ้านออกขายทอดตลาดเสียก่อน

2.วิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหา

          ภายหลังจากทีมทนายความของเราตกลงรับงานคดีนี้ เนื่องจากเห็นแล้วว่า บริษัทซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันก่อเหตุละเมิดคดีนี้ อยู่ระหว่างยื่นคำขอร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ประกอบกับเมื่อได้อ่านพิจารณาคำฟ้องฎีกาและคำร้องขออนุญาตฎีกาที่จัดทำยื่นต่อศาลนั้น เป็นการขออนุญาตฏีกาให้ประเด็นอื่นๆซึ่งมิได้เคยว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลล่าง ซึ่งทีมทนายความของเราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาอย่างแน่นอน ดังนั้น หากรอให้ให้ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตฎีกาเสียก่อน ก็จะทำให้คดีจบหรือถึงที่สุดโดยบริบูรณ์ ไม่อาจมีวิธีอื่นใดเพื่อแก้ไขหรือยุติการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเป็นอย่างอื่นได้อีกต่อไป

3.เสนอแนวทางแก้ปัญหาหรือวางรูปคดีเพื่อแก้ปัญหา

หลังจากทีมทนายความของเราได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจสอบสำนวนอย่างรอบด้านแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีโอกาสที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในคดีส่วนแพ่งได้ จึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาให้ลูกความใน 2 ด้าน ดังนี้

1.แนวทางสำหรับคดีซึ่งถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่อยู่ระหว่างขออนุญาตฎีกา

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาด้านนี้ ทีมทนายความแนะนำลูกความว่า จะเป็นผู้ช่วยในการเจรจาเพื่อลดจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาของศาล จำนวน  456,045 บาท (คิดคำนวนรวมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดเป็นเงิน ประมาณ 500,000 บาท) ซึ่งหากผลการเจรจาลดจำนวนเงินได้ตัวเลขที่น่าพอใจ จำเลยก็จะยินยอมชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองทั้งก้อน โดยจะตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างกันในระหว่างคดีอยู่ระหว่างรอฟังคำสั่งขออนุญาตฎีกา เพื่อได้ลดจำนวนเงินที่ต้องชำระลดและไม่ต้องถูกบังคับยึดบ้านออกขายทอดตลาด

2.ในส่วนของการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนคืนจากบริษัทประกันภัย

เนื่องจากกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) มีจำนวนเงินความคุ้มครอง จำนวน 80,000 บาท และในตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ (ประเภท 1) มีจำนวนเงินเอาประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก จำนวน 500,000 บาท ซึ่งมีจำนวนเงินเกินกว่ายอดเงินตามคำพิพากษาของศาลแขวงเชียงรายมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ทีมทนายความจึงให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลด้านกฎหมายประกันภัยว่า “ถ้าหากผู้เอาประกันภัยมีการจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาไปก่อนแล้วไม่ว่าจำนวนเท่าไรซึ่งอยู่ในวงเงินที่เอาประกันภัยไว้ ย่อมสามารถนำมาเรียกร้องคืนภายหลังจากบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ได้”  

4.ผลสำเร็จของการเจรจา

หลังจากลูกความได้ตกลงตามแนวทางที่ทีมทนายความได้ให้คำปรึกษาดังกล่าวแล้ว จึงได้โทรศัพท์ติดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง ผลการเจรจาได้ข้อสรุปว่า “โจทก์ร่วมพอใจในจำนวนเงิน 350,000 บาท แต่ชำระเป็นเงินสดเพียงครั้งเดียว” ผลการเจรจาจึงเป็นผลสำรวจว่าได้ลดจำนวนเงินหรือหนี้ตามคำพิพากษาลงประมาณ 150,000 บาท จึงได้นัดให้โจทก์ร่วมทั้งสองไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลแขวงเชียงรายและตกลงเซ็นสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาล ในวันที่ 20 ธันวาคม 2566

อย่างไรก็ดี เมื่อถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2566 ศาลแขวงเชียงรายแจ้งว่าคำสั่งของศาลฎีกาถูกส่งมาให้ศาลชั้นต้นเพื่อมีหมายแจ้งนัดให้มาฟังคำสั่งแล้วซึ่งอยู่ในระหว่างกำลังจะออกหมายแจ้งให้คู่ความมาฟังคำสั่งของศาลฎีกา และถ้าหากโจทก์ทั้งสองและจำเลยมีความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลก็สามารถทำได้แต่จะต้องถูกส่งไปให้ศาลฎีกาเป็นคนสั่ง ซึ่งจะทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ในวันนี้ ดังนั้น ทีมทนายความของเราจึงแถลงศาลขอให้อ่านคำสั่งของศาลฎีกาในวันดังกล่าว โดยที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงกันว่า เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงิน จำนวน 350,000 บาท ในวันนี้แล้ว ก็จะไม่ติดใจบังคับคดีในส่วนหนี้ตามคำพิพากษาที่เหลือเอากับจำเลยอีก ดังนั้น จึงได้มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยวิธีการดังกล่าวข้างต้น แต่มีผลสุดท้ายเท่ากัน คือ จำเลยชำระเงินหรือหนี้ตามคำพิพากษาเพียง จำนวน 350,000 บาท และพ้นจากการจะถูกบังคับคดีโดยการยึดบ้านขายทอดตลาด

คำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาและคำแถลงสละสิทธิบังคับคดี

5.บทสรุป

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าคดีนี้แม้จะถือว่าคดีถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นอุทธรณ์ แต่หากคดีอยู่ในระหว่างการขออนุญาตฎีกาในคดีส่วนแพ่ง คู่ความก็สามารถที่จะตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้ หรือแม้หากจะมีการอ่านคำสั่งของศาลฎีกาว่า ไม่อนุญาต ให้ฏีกา ซึ่งมีผลทำให้คดีสิ้นสุดโดยสมบูรณ์ คู่ความก็อาจทำหนังสือสละสิทธิการบังคับคดีต่อกันได้

6.คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ใช้เทียบเคียงเป็นแนวทางให้คำปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาคดีนี้

เรื่อง การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา

คําพิพากษาฎีกาที่ 3996/2561

ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องได้เฉพาะก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเท่านั้น จะขอถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วไม่ได้ หากมีการตกลงกันได้ระหว่างคู่ความ ก็ชอบที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นฎีกา โดยจะทำที่ศาลชั้นต้นหรือศาลฎีกาก็ได้ กรณีจึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ได้ตามคำร้องของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 6 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงไม่ชอบ ให้ยกคำร้องขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 6 เสีย แต่เมื่อได้ความว่าภายหลังจากโจทก์ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 แต่ไม่รับฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 และไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ดังกล่าว ดังนั้น จึงต้องฟังว่า โจทก์ฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เท่านั้น

เรื่อง การสละสิทธิบังคับคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2810/2565

การทำหนังสือสัญญาธุรกิจระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. และการทำคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์และคำร้องขอถอนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีความเกี่ยวพันและเป็นลำดับสืบเนื่องกันมา ถือได้ว่า อ. เป็นตัวแทนของโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797 จึงมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้กล่าวถึงหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ไว้ในหนังสือสัญญาธุรกิจ และโจทก์ยื่นคำร้องโดยระบุข้อความว่า ขอถอนฟ้อง ประกอบกับโจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกเงินลงทุนทั้งหมด ส่วนโจทก์เป็นผู้บริหารกิจการโดยมิได้ออกเงินลงทุนเพิ่มเติม แสดงให้เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้คดียุติลงอย่างแท้จริง โดยนำหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้แปลงเป็นทุนในการทำธุรกิจร่วมกัน และโจทก์ยอมสละสิทธิในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาธุรกิจและยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและคำร้องขอถอนอุทธรณ์ จึงเป็นข้อตกลงในชั้นบังคับคดีที่โจทก์ยอมรับในศาลแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยแปลงเป็นทุนในการทำธุรกิจร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในหนังสือสัญญาธุรกิจครบถ้วนแล้ว หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ย่อมระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยยึดและอายัดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปได้ หมายบังคับคดีและการบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นดำเนินการจึงไม่ชอบ