สู้คดีบริษัทประกันฟ้องไล่เบี้ยอย่างไร ให้พ้นความรับผิด - singhalaw

  • Home
  • สู้คดีบริษัทประกันฟ้องไล่เบี้ยอย่างไร ให้พ้นความรับผิด

สู้คดีบริษัทประกันฟ้องไล่เบี้ยอย่างไร ให้พ้นความรับผิด

1.เกริ่นนำ

คดีนี้ลูกความถูกบริษัทประกันภัยซึ่งได้ดำเนินการจัดซ่อมรถยนต์ของลูกค้าตนเองที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัทฯ ซึ่งถูกรถบรรทุกคันที่มีชื่อของลูกความปรากฎอยู่ในคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ว่าเป็นผู้ครอบครองในฐานะผู้เช่าซื้อและมีชื่อเป็นผู้จดทะเบียนประกอบการขนส่งรถบรรทุกคันดังกล่าว โดยรับช่วงสิทธิจากลูกค้าตนเองซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเรียกคืนเงินค่าซ่อมจากผู้ขับขี่รถบรรทุกเป็นจำเลยที่ 1 และลูกความเป็นจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าลูกความคดีนี้ อยู่ในฐานะเป็นนายจ้าง ตัวการ หรือผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้ขับขี่ในขณะเกิดอุบัติเหตุ

2.ข้อเท็จจริงโดยย่อ

คดีนี้ภายหลังจากลูกความถูกฟ้องบริษัทประกันฟ้องแล้วได้นำเอาสำเนาคำฟ้องเข้ามาขอรับปรึกษา โดยจากการสอบถามข้อเท็จจริงได้ความว่า “ลูกความซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นผู้มีชื่อครอบครองรถยนต์บรรทุก คันหมายเลขทะเบียน 70-2739 และเป็นผู้จดทะเบียนประกอบการขนส่งรถบรรทุกคันที่ถูกฟ้องจริง โดยลูกความได้เช่าซื้อรถบรรทุกคันเกิดเหตุมาจากบริษัท ตรีเพชรอีซูชุลิสซิ่ง จำกัด เมื่อปี 2559 โดยใช้ประโยชน์ประกอบกิจการหารายได้และผ่อนชำระค่างวดจนถึงปี 2561 ต่อมาเมื่อประมาณกลางปี 2561 มีอาการเจ็บป่วยและต้องเข้ารับการรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง จึงได้ขายดาวน์และส่งมอบรถบรรทุกคันเกิดเหตุคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 (ผู้ขับขี่ในขณะเกิดเหตุ) ซึ่งเป็นเพื่อนกัน เพื่อให้นำไปประกอบอาชีพหารายได้เลี้ยงครอบครัวและส่งค่างวดต่อ แต่มิได้ดำเนินการเปลี่ยนสัญญาหรือตัวคู่สัญญาผู้เช่าซื้อกับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อให้เรียบร้อยแต่อย่างใด จากนั้นลูกความจึงกลับมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเกิด ณ จังหวัดพะเยา เรื่อยมาจนถึงขณะถูกฟ้อง”

3.คลิปเหตุกาณ์อุบัติเหตุและการยอมรับผิดเปรียบเทียบปรับ

(คลิปจากกล้องหน้ารถบรรทุก (ฝ่ายผิด)

ภายหลังจากเกิดอุบัติเหตุแล้วพนักงานเคลมของบริษัทประกันภัยรถยนต์คันได้รับความเสียหายได้ลงพื้นที่มายังสถานที่เกิดเหตุจัดทำแผนที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพความเสียหายของรถยนต์คันเอาประกันภัยแล้วเรียบร้อย ได้พาผู้ขับขี่รถยนต์ทั้งสองไปที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ จากนั้นพนักงานสอบสวนจึงได้นำภาพวีดีโอที่บันทึกได้จากกล้องหลังรถคันประกันภัยมาตรวจดูก็พบความผิดชัดเจนว่าเกิดจากความประมาทของผู้ขับขี่รถบรรทุกหรือจำเลยที่ 1 พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อกล่าวหาตามความผิด พรบ.จราจรทางบก แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและยินยอมเสียค่าปรับ จำนวน 400 บาท จากนั้น บริษัทผู้รับประกันได้นำรถยนต์ของลูกค้าคันที่เสียหายเข้าจัดซ่อมแล้วเสร็จ จึงมาฟ้องผู้ขับขี่และลูกความเพื่อเรียกคืนเงินค่าซ่อมเป็นคดีนี้  

4.การตั้งรูปเรื่องและข้อต่อสู้

จากข้อเท็จจริงที่ทีมทนายความได้รับจากลูกความข้างต้น จึงได้ค้นคว้าแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาเพื่อนำมาเทียบเคียงเป็นแนวทางในการดำเนินคดี ซึ่งแม้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่ค้นพบจะไม่ตรงตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ตาม โดยทีมทนายความได้นำแนวทางรูปเรื่องการต่อสู้คดีเบื้องต้นจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5679/2545 มาใช้เป็นแนวทาง ซึ่งศาลฎีกาได้วางแนวการตัดสินในทำนองว่า “เมื่อมิได้เป็นผู้ขับหรือโดยสารไปในรถยนต์ด้วย แม้จะมีชื่อในทะเบียนเป็นเจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุก็ตาม  ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลรถยนต์คันเกิดเหตุตาม จึงไม่ต้องรับผิด”

ดังนั้น ทีมทนายความจึงได้ยื่นคำให้การเพื่อต่อสู้คดีตามข้อเท็จจริงที่ได้รับจากลูกความ ดังนี้ “จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นผู้มีชื่อครอบครองรถยนต์บรรทุก คันหมายเลขทะเบียน 70-2739 และเป็นผู้ประกอบการขนส่งจริง แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้าง ตัวแทน ผู้รับคำสั่ง หรือทำงานเพื่อประโยชน์ร่วมกันแก่จำเลยที่ 2 แต่อย่างใด กล่าวคือ จำเลยที่ 2 เช่าซื้อรถบรรทุกคันเกิดเหตุคดีนี้มาจากบริษัท ตรีเพชรอีซูชุลิสซิ่ง จำกัด เมื่อปี 2559 โดยใช้ประโยชน์ประกอบกิจการหารายได้และผ่อนชำระค่างวดจนถึงปี 2561 ต่อมาเมื่อประมาณกลางปี 2561 จำเลยที่ 2 มีอาการเจ็บป่วยและต้องเข้ารับการรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง จึงได้ขายดาวน์และส่งมอบรถบรรทุกคันเกิดเหตุคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำไปประกอบอาชีพหารายได้เลี้ยงครอบครัวและส่งค่างวดต่อ แต่ยังมิได้ดำเนินการเปลี่ยนตัวคู่สัญญาผู้เช่าซื้อ จากนั้น จำเลยที่ 2 จึงกลับมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเกิด ณ บ้านเลขที่ .. หมู่ .. ตำบล .. อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่นายจ้าง ตัวแทน หรือผู้มีประโยชน์ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด” 

5.คำถามค้านและคำพิพากษา

โดยในคดีนี้ ทีมทนายความได้ตั้งคำถามค้าน ถามพยานโจทก์ สรุปสาระสำคัญดังนี้

“1.ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ไม่ได้นั่งมาในรถด้วยใช่หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้ไปปรากฏตัวหรือร่วมเจรจาที่สถานตำรวจด้วยใช่หรือไม่

2.รถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ (ดูรูป) ไม่ปรากฏ ตรา สัญญาลักษณ์ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายการค้าใดที่สื่อความหมายถึงจำเลยที่ 2 ใช่หรือไม่

3.ในวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 จะได้รถที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองมาขับขี่ได้อย่างไร พนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุของโจทก์ก็มิได้สอบถามและบันทึกไว้ใช่หรือไม่

4.หนังสือบันทึก หมาย จ….ที่มีข้อความทำนองว่า “จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้าง” เป็นแบบฟอร์มเอกสารใช้ภายในของโจทก์ และปรากฏเพียงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ลงไว้ ไม่มีลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ด้วยใช่หรือไม่

5.เหตุที่ฟ้องจำเลยที่ 2 คดีนี้ด้วย เพราะตรวจสอบทางทะเบียนรถแล้ว ปรากฎชื่อจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นผู้เช่าซื้อและเป็นผู้จดทะเบียนประกอบการการขนส่งใช่หรือไม่”

ต่อมาเมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วเสร็จศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่  2 (ดังรายละเอียดตามคำพิพากษา) โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาคดีจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

(คำพิพากษาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด)

6.ข้อสังเกตจากทีมทนายความ

จะเห็นว่าคดีนี้ ลูกความหรือจำเลยที่ 2 ถูกฟ้องเพียงเพราะเมื่อตรวจสอบหลักฐานคู่มือจดทะเบียนรถแล้วปรากฎมีชื่อลูกความเป็นผู้ครอบครองในฐานะผู้เช่าซื้อและมีชื่อเป็นผู้จดทะเบียนประกอบการขนส่งรถบรรทุกคันก่อเหตุละเมิดเท่านั้น ดังนั้น หากท่านมีความจำเป็นที่ต้องขายดาวน์รถยนต์ในระหว่างการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ขอแนะนำให้ท่านไปดำเนินการเปลี่ยนคู่สัญญาให้แล้วเสร็จ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาถูกฟ้องฟ้องในภายหลังดังเช่นคดีนี้