เรื่อง บาดเจ็บสาหัส – ยื่นคำร้องตาม ปวิอ.มาตรา 44/1 - singhalaw

  • Home
  • เรื่อง บาดเจ็บสาหัส – ยื่นคำร้องตาม ปวิอ.มาตรา 44/1

เรื่อง บาดเจ็บสาหัส – ยื่นคำร้องตาม ปวิอ.มาตรา 44/1

1.เกริ่นนำ

ข้อเท็จจริงและเอกสารที่อ้างอิงในบทความนี้ เป็นคดีที่เกิดขึ้นจริงและมีการฟ้องร้องกันจนปัจจุบันคดีได้ถึงที่สุดแล้วทั้งทางแพ่งและทางอาญา และลูกความซึ่งเป็นฝ่ายผู้บาดเจ็บสาหัสได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยฝ่ายผิดครบถ้วนตามวงเงินกรมธรรม์ประปันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) แล้ว แต่สำหรับผู้ขับขี่ซึ่งเป็นฝ่ายผิดได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในชั้นศาลโดยขอผ่อนเป็นงวดรายเดือนอีกจำนวนหนึ่ง โดยคดีนี้ลูกความได้เข้ามาติดต่อขอรับคำปรึกษาและให้ทนายความเข้ามาช่วยเหลือได้ทันเวลา มิฉะนั้น อาจจะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียงจำนวนเล็กน้อย

2.ข้อเท็จจริงโดยย่อ

ทีมทนายความได้สอบถามข้อเท็จจริงสรุปได้ความโดยย่อว่า “เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 นาย ร. ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน… เชียงราย ไปตามถนนสายปง-บ้านสันติสุข จากทางบ้านสันติสุขมุ่งหน้าไปทางอำเภอปง ซึ่งขณะนั้นมีนาย ว. (ลูกความ) ขับรถจักยานยนต์ หมายเลขทะเบียน…พะเยา สวนทางมา ถนนบริเวณที่เกิดเหตุแบ่งช่องทางรถเดินออกเป็นสองช่องทางไปและกลับ กำลังมีการซ่อมบำรุงผิวถนนบริเวณไหล่ทาง และเป็นเขตชุมชน สภาพถนนมีลักษณะลาดชัน มืด และมีฝุ่นมาก โดยนาย ร. ขับรถแล่นล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถสวนซึ่งลูกความขับขี่มาตามถนนปกติ (จุดชนอยู่ในช่องเดินรถของลูกความห่างจากเส้นกึ่งกลางถนนประมาณ 60 ซม.) เป็นเหตุให้รถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์คันที่นาย ว. ขับ ได้รับความเสียหายและนาย ว. ได้รับอันตรายสาหัส กระดูกเชิงกรานหัก  กระดูกหน้าแข้งขวาหัก หลังเกิดเหตุถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลปงและส่งตัวต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลเชียงคำ โดยแพทย์ต้องผ่าตัดใช้เหล็กดามบริเวณเอวเพื่อไม่ให้กระดูกเชิงกรานเคลื่อน และผ่าตัดใช้เหล็กยาวประมาณ 35 ซม. ดามที่บริเวณหน้าแข้งขวาและเย็บยาวประมาณ 32 เข็ม พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลในฐานะเป็นผู้ป่วยในเป็นเวลา 11 วัน และต้องนอนพักรักษาตัวต่อที่บ้านเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน (ต้องหยุดงาน)”

3.ข้อมูลการประกันภัยรถยนต์ (ฝ่ายผิด)

รถยนต์คันที่นาย ร.ขับขี่ มีการเอาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) แต่ไม่มีการเอาประกันภัยรถยนต์ (ภาคสมัครใจ) ทั้งนี้ วงเงินคุ้มครองตาม พรบ.กรณีบาดเจ็บมีตามที่กฎหมายกำหนด จำนวน 80,000 บาท และค่าชดเชยนอนโรงพยาบาลคืนละ 200 บาท ไม่เกิน 20 วัน

4.การเจรจาค่าเสียหายชั้นพนักงานสอบสวน

คดีนี้ภายหลังเกิดเหตุ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาชุลมุน ผู้ขับขี่รถยนต์ฝ่ายผิดได้นำนาย ช. ซึ่งเป็นญาติ เข้ามาอ้างต่อพนักงานสอบสวนว่าเป็นผู้ขับขี่รถยนต์ฝ่ายผิด แต่รูปถ่ายซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์และเข้ามาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บถ่ายรูปไว้ได้ว่าผู้ขับขี่ไม่ใช่นาย ช. เพราะนาย ช. มิได้อยู่ในที่เกิดเหตุตามที่แจ้งต่อพนักงานสอบสวน จึงได้มีการทักทวง จากนั้นจึงได้มีการดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ตัวจริง (ผลคือไม่ได้มีการเป่าวัดแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ตัวจริงขณะเกิดเหตุ) อีกทั้ง พนักงานสอบสวนยังมีการแจ้งต่อฝ่ายผู้บาดเจ็บสาหัสอีกว่า มีส่วนประมาทร่วมด้วย เพราะไม่ได้ขับรถจักยานยนต์ชิดขอบทางด้านซ้าย ซึ่งขณะนั้นนาย ว.ได้โทรขอคำปรึกษาจากทีมทนายความ จึงได้แนะนำว่าหากมีการแจ้งข้อกล่าวฐานไม่ขับรถชิดขอบทางด้ายซ้ายตามที่อ้าง ให้แจ้งได้เลย โดยจะขอใช้สิทธิปฏิเสธและสู้คดี  พนักงานสอบสวนจึงไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาตามที่อ้างแต่อย่างใด 

คดีนี้มีการเจรจาค่าสินไหมทดแทนในชั้นพนักงานสอบสวน 2 ครั้ง 

ครั้งที่ 1 ฝ่ายนาย ร.ซึ่งเป็นฝ่ายผิดยินยอมมอบเงินเพื่อให้ผู้บาดเจ็บใช้จ่ายระหว่างการรักษาเบื้องต้น 5,000 บาท 

ครั้งที่ 2 ฝ่ายผู้บาดเจ็บเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน จำนวน 250,000 บาท แต่ผู้ขับขี่รถยนต์ฝ่ายผิดยินยอมชดใช้เพียง 100,000 บาท จึงไม่อาจตกลงเจรจาค่าเสียหายกันได้ในชั้นพนักงานสอบสวน 

จากนั้น พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีอาญากับนาย ร.ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ ในฐานความผิดประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตาม ปอ.มาตรา 300 โดยนาย ร.ให้การรับสารภาพ โดยที่ในชั้นที่สุดคดีนี้พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนมีความเห็นว่านาย ร.เป็นฝ่ายประมาทฝ่ายเดียว  

5.การดำเนินคดีส่วนแพ่ง ; เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

ในคดีประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตาม ปอ.มาตรา 300 และ พรบ.จราจรทางบกมาตรา 43,157 ซึ่งเป็นคดีอที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง ที่กำหนดให้ในกรณีที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการจะต้องส่งตัวฟ้องศาลภายใน 48 ชั่วโมง ดังนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยหรือผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนพนักงาน อัยการจึงฟ้องคดีภายในกำหนด 48 ชั่วโมงดังกล่าว จึงทำให้การดำเนินคดีรีบเร่ง กล่วคือ ผู้เสียหายได้รับแจ้งจากพนักงานอัยการในช่วงเช้าของวันส่งฟ้องตัวผู้ต้องหาต่อศาลและขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในคดีอาญาตาม ปวิอ.มาตรา 44/1 โดยในคำร้องดังกล่าวได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแต่เพียงตามจำนวนที่ปรากฎในใบเสร็จเท่านั้น เช่น ค่าขาดงานตามเงินเดือนที่ได้รับ, ค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จรับเงิน, ค่าเดินทางไปโรงพยาบาลพบแพทย์ตามใบเสร็จการจ้างรถโดยสาร เป็นต้น โดยมีคำขอให้จำเลยชดใช้เพียง จำนวน 103,490 บาท ทั้งนี้ มิได้เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอื่นๆตามที่กฎหมายให้สิทธิเรียกร้องได้ด้วยจนครบถ้วน เช่น ค่าเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต, ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน

ดังนั้น เมื่อผู้บาดเจ็บเห็นว่าจำนวนเงินที่เรียกร้องตามคำร้อง 44/1 ดังกล่าวน้อยเกินไป จึงติดต่อขอรับคำปรึกษาจากทีมทนายความและให้ดำเนินการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำร้อง ปวิอ.มาตรา 44/1 เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม รวมเป็นเงินที่เรียกร้อง จำนวน 253,490 บาท และขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ

อย่างไรก็ดี เมื่อศาลได้ไกล่เกลี่ยคู่ความในคดีแล้ว โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บและจำเลยซึ่งเป็นผู้ขับรถขี่รถยนต์โดยประมาท ได้มีการตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่กัน โดยจำเลยตกลงชำระเงินแก่โจทก์ร่วมรวมจำนวนรวมทั้งสิ้น 185,00 บาท และจากนั้น ทีมทนายความได้ดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมอีก จำนวน 52,200 บาท (หักค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น 30,000 บาท) รวมเป็นค่าเสียหายที่ผู้บาดเจ็บได้รับทั้งสิ้น จำนวน 237,200 บาท

6.ข้อสังเกตจากทีมทนายความ

1.หากคดีนี้ผู้บาดเจ็บไม่โทรศัพท์ขอรับคำปรึกษาจากทีมทนายความ อาจถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าขับรถโดยไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย และต่อมาพนักงานสอบสวนอาจสรุปสำนวนความเห็นเป็นประมาทร่วม

2.หากคดีนี้ ไม่มีการทักทวงเรื่องผู้ขับขี่ ผู้ขับขี่รถยนต์โดยประมาทแท้จริงหากไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งหากผู้ที่ถูกนำมาสวมเป็นผู้ขับขี่นั้น ไม่มีความสามารถในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเลย ผู้บาดเจ็บอาจไม่ได้รับการเยียวยาหรือชดใช้แม้แต่น้อย

3.หากคดีนี้ผู้บาดเจ็บติดต่อเข้ามาล่าช้าจนเลยกำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง ศาลก็อาจจะมีคำพิพากษาให้ชดใช้เงินในจำนวนไม่เกิน 103,490 บาท ตามที่ขอ หรือใช้ยอดเงินจำนวน  103,490 บาท ในการเจรจาต่อรองไกล่เกลี่ยระหว่างคู่ความ 

เพราะในการไกล่เกลี่ยคดีนี้ จำเลยหรือผู้ขับขี่จะขอชำระเพียงตามยอดเงินจำนวน 103,490 บาท  ก่อนที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ดังนั้น เมื่อทีมทนายความได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องเดิมที่เรียกร้องค่าเสียหายตาม ปวิอ.มาตรา 44/1 ไว้ที่ 103,490 บาท เป็น จำนวน 253,490 บาท จึงทำให้ในชั้นศาลได้มีการใช้ยอดเงินจำนวน 253,490 บาท ในการเจรจาระหว่างคู่ความ ซึ่งต่อมาตกลงกันได้ที่ยอดเงิน จำนวน 180,000 บาท 

4คดีนี้ในมุมมองของทีมทนายความถือว่าผู้บาดเจ็บยังได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในจำนวนที่น้อยไม่เพียงพอต่อการเยียวยาอาการบาดเจ็บที่ได้รับ แต่เนื่องจากมีเหตุปัจจัยภายนอกหลายอย่างประกอบด้วย เช่น ฐานะของผู้ขับขี่รถยนต์ฝ่ายผิด รถยนต์ไม่มีการเอาประกันภัยภาคสมัครใจ ฯลฯ เป็นต้น จึงเป็นเหตุให้ผู้บาดเจ็บไม่ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เหมาะสมตามควร