สารบัญ (Contents)
ข้อเท็จจริงและเอกสารที่อ้างอิงในบทความนี้ เป็นคดีที่เกิดขึ้นจริงและมีการฟ้องร้องกันจนปัจจุบันคดีได้ถึงที่สุดแล้วทั้งทางแพ่งและทางอาญา และลูกความซึ่งเป็นฝ่ายผู้บาดเจ็บก็ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนเงินที่ตกลงกันได้จากผู้ขับขี่ฝ่ายผิดและบริษัทประกันครบถ้วนแล้ว ซึ่งคดีนี้ทีมงานทนายความของเราได้รับการติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาและให้เข้าช่วยดำเนินการทางคดีภายหลังจากผู้บาดเจ็บเคยเข้าเจรจาค่าเสียหายในชั้นพนักงานสอบสวนกับผู้ขับขี่ฝ่ายผิดและบริษัทประกันมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยเห็นว่าค่าเสียหายที่บริษัทประกันเสนอให้ จำนวน 5,000 บาท นั้น ไม่เหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงแต่งตั้งให้ทีมทนายความให้ดำเนินการฟ้องร้องผู้ขับขี่รถยนต์ที่เป็นฝ่ายประมาทและบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในชั้นศาล




ทีมทนายความได้สอบถามข้อเท็จจริงสรุปได้ความโดยย่อว่า “เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 นาย ศ. ได้ขับขี่รถยนต์มาตามถนนแม่ใจ-แม่นาเรือจากทางด้านอำเภอแม่ใจมุ่งหน้าไปทางตำบลแม่นาเรือ เมื่อถึงบริเวณสี่แยกไฟแดงบ้านต๋อม ได้ขับฝ่าไฟแดงเข้าไปยังสี่แยกดังกล่าวโดยมิได้หยุดรถแต่อย่างใด ซึ่งในขณะนั้นผู้บาดเจ็บขับรถจักยานยนต์ หมายเลขทะเบียน…พะเยา มาตามถนนด้านอำเภอเมืองพะเยา มุ่งหน้าทางบ้านต๋อมดง ซึ่งได้รับสัญญาณไฟจราจรสีเขียว โดยขับรถจักยานยนต์เข้าไปยังสี่แยกที่เกิดเหตุได้ประมาณกึ่งกลางสี่แยกแล้ว จึงถูกรถรถยนต์คันที่นาย ศ. ขับฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรสีแดงเฉี่ยวชนเป็นเหตุให้รถจักยานยนต์เสียหายและได้รับบาดเจ็บปากฉีก หัวแตก รอบตาขวาซ้ำแตก บริเวณใบหน้าด้านขวาถลอก เจ็บแน่บริเวณหน้าอกและไหปลาร้า และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลพะเยาราม แพทย์ตรวจร่างกายและสแกนดูศีรษะพบว่า มีเลือดออกใต้เยื่อบุผนังสมองซ้ายเล็กน้อย จำเห็นการณ์ไม่ได้ นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 วัน และแพทย์ลงความเห็นในใบรับรองแพทย์ว่า ใช้เวลาในการพักรักษาตัว 5 วัน ก่อนเกิดเหตุผู้บาดเจ็บประกอบอาชีพเป็นแม่ค้าขายผักสดทั้งค้าส่งและค้าปลีกมีรายได้ต่อวันละประมาณ 3,000 บาท และภายหลังเกิดเหตุมีอาการความจำเลือนลางหลงๆลืมๆ ณ จุดเกิดเหตุบริเวณสี่แยกไฟแดง มีกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุไว้ได้โดยตลอด”
รถยนต์คันที่นาย ศ.ขับขี่ มีการเอาประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) และมีการเอาประกันภัยรถยนต์ ประเภท 2+ โดยมีวงเงินคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย จำนวน 1,000,000 บาท และคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคลภายนอก จำนวน 1,500,000 บาท
ในชั้นการสอบสวน นอกจากพนักงานสอบสวนจะได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีอาญากับนาย ศ.ซึ่งเป็นผู้ขับขี่โดยประมาทในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตาม ปอ.มาตรา 390 แล้ว ยังได้มีการนัดให้คู่กรณีเจรจาตกลงค่าสินไหมทดแทน กล่าวคือ มีการนัดเจรจาค่าสินไหมทดแทนระหว่างลูกความซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บกับคู่กรณีและบริษัทผู้รับประกันภัยที่สถานีตำรวจ ผลการเจรจา ปรากฎว่าผู้ขับขี่และบริษัทผู้รับประกันภัยเสนอชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพียง จำนวน 5,000 บาท จึงไม่สามารถตกลงกันได้ โดยในเบื้องต้นนาย ศ.ผู้ขับขี่รถยนต์ได้ให้การรับสารภาพว่าตนเป็นฝ่ายประมาทฝ่ายเดียว และพนักงานสอบสวนได้ชี้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทของนาย ศ.เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
เมื่อทีมทนายความได้รับข้อเท็จจริง คลิปภาพเหตุการณ์ ณ จุดเกิดเหตุ รูปถ่ายจุดเกิดเหตุและร่องรอยการเฉี่ยวชน ผลการตรวจร่างกายและความเห็นแพทย์เรื่องระยะเวลาการรักษา และตรวจสอบเอกสารการประกันภัยรถยนต์และวงเงินที่เอาประกันภัยของรถยนต์คันก่อเหตุละเมิดแล้ว จากประสบการณ์ในการทำคดีอุบัติเหตุมาเป็นเวลาพอสมควร จึงคาดการณ์ได้ว่าคดีส่วนอาญานาย ศ. ผู้ขับขี่รถยนต์คันก่อเหตุละเมิด น่าจะให้การรับสารภาพทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นศาล โดยจะใช้แนวทางในการเจรจาตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้บาดเจ็บและให้ผู้บาดเจ็บแถลงไม่ติดใจดำเนินคดี หรือในกรณีที่ไม่อาจตกลงค่าสินไหมทดแทนกันได้ ก็น่าจะนำเงินจำนวนหนึ่งไปวางต่อศาลในคดีอาญา เพื่อบรรเทาผลท้าย ทั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ให้ได้รับผลโดยศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกไว้ ประกอบกับในชั้นพนักงานสอบสวนนาย ศ.ก็ให้การรับสารภาพแล้ว และได้เรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยเข้ามาร่วมเพื่อเจรจาค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งแล้วด้วยเพียงแต่ตกลงจำนวนค่าสินไหมทดแทนกันยังมิได้เท่านั้น
ดังนั้น ทีมทนายความจึงได้ประชุมปรึกษาประมวลผลคดีลงความเห็นและให้คำแนะนำแก่ลูกความฝ่ายผู้บาดเจ็บว่า จำนวนเงินที่บริษัทประกันเสนอชดใช้ให้ จำนวน 5,000 บาทนั้น ยังมีจำนวนน้อยเกินไปและยังไม่เหมาะสมกับความเสียหายที่ได้รับ สำหรับในคดีส่วนอาญาเมื่อผู้บาดเจ็บไม่ประสงค์ถึงกับให้นาย ศ.ผู้ขับขี่ต้องโทษจำคุกจริง จึงจะไม่ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการแต่อย่างใด ประกอบกับคดีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอัตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ปอ.390 หากจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีการวางเงินบรรเทาผลร้ายในคดีอาญาบ้างตามสมควรแล้ว ย่อมมีโอกาสสูงที่ศาลจะใช้ดุลยพินิจพิพากษารอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย
เมื่อพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆครบถ้วน จึงแจ้งข้อกล่าวหาต่อนาย ศ. ในฐานะผู้ขับขี่รถยนต์คันก่อเหตุ ในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตาม ปอ.มาตรา 390 และ พรบ.จราจรทางบก โดยนาย ศ.ให้การ “รับสารภาพ” ว่าเป็นฝ่ายประมาทเพียงฝ่ายเดียว และต่อมาเมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องนาย ศ. ต่อศาลในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ปอ.มาตรา 390 และ พรบ.จราจรทางบก มาตรา 43 (4), 157 ในชั้นศาลนาย ศ.ได้ให้การ “รับสารภาพ”
โดยในคดีอาญานาย ศ. ได้ขอวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายต่อศาล จำนวน 10,000 บาท โดยศาลได้มีคำพิพากษาสรุปว่า “จำเลยมีความผิด ตาม ปอ.มาตรา 390 พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 40 (3), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้ ปอ.มาตรา 390 อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลย ตาม ปอ.มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ปอ.มาตรา 78 คงจำคุก 15 วัน และปรับ5,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า จำเลยรู้สึก ความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายจนไม่ติดใจเอาความแล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุกระยะเวลา 3 เดือน ต่อครั้ง กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดไม่เกิน 12 ชั่วโมง และเข้ารับการอบรมการใช้รถใช้ถนนของกรมคุมประพฤติหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ตาม ปอ.มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ปอ.มาตรา 29, 30
สำหรับในคดีส่วนแพ่ง (เรียกร้องค่าเสียหาย) ทีมทนายความให้นำแนะนำว่า ควรจะใช้วิธีการยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลแยกต่างหากจากคดีอาญา โดยการยื่นฟ้องทั้งผู้ขับขี่และบริษัทผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) และบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากหากใช้วิธีการยื่นคำร้องขอให้จำเลยในคดีอาญาหรือผู้ขับขี่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ปวิอ.มาตรา 44/1 จะมีข้อจำกัดตามกฎหมายว่า ไม่สามารถเรียกให้บริษัทผู้รับประกันภัยเข้ามาในคดีอาญาได้ ดังนั้น การยื่นฟ้องเป็นคดีแพ่งใหม่ย่อมเป็นประโยชน์มากกว่า และการดำเนินคดีแพ่งที่ฟ้องแยกต่างหากนี้ซึ่งถือเป็น “คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา” ดังนั้น เมื่อผู้ขับขี่ซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญาได้ให้การรับสารภาพว่าได้ขับรถโดยประมาทจริง ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาของศาลในคดีส่วนอาญาว่าจำเลยเป็นฝ่ายประมาท จึงมีประเด็นในคดีแพ่งเพียงว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ขับขี่และบริษัทผู้รับประกันภัยต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เพียงใดเท่านั้น
ทีมทนายความจึงได้ยื่นฟ้องนาย ศ.ผู้ขับขี่ และบริษัทผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) และบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ เป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่อศาลตามลำดับ ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผลในคดีส่วนแพ่ง เมื่อทีมทนายความได้ยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน โดยมีคำขอท้ายคำฟ้องที่เรียกร้อง จำนวน 300,000 บาท ได้มีการไกล่เกลี่ยจำนวนเงินค่าเสียหายในชั้นศาล ระหว่างโจทก์ (ผู้บาดเจ็บ) และจำเลยทั้งสาม โดยบริษัทผู้รับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พรบ.) ตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน 80,600 บาท (เต็มจำนวนความรับผิดตามเบื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย) โดยนำเงินมาวางต่อศาลเพื่อชำระให้แก่โจทก์ และบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ ได้ตกลงยินยอมชำระค่าเสียหายส่วนเกิน พรบ. เพิ่มเติมอีก จำนวน 90,000 บาท เมื่อรวมกับจำนวนเงินที่นาย ศ.ผู้ขับขี่หรือจำเลยวางต่อศาลในคดีอาญาเพื่อบรรเทาผลร้ายให้แก่ผู้บาดเจ็บอีก จำนวน 10,000 บาท จึงรวมเป็นจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่ลูกความหรือผู้บาดเจ็บหรือโจทก์ในคดีส่วนแพ่งได้รับรวมทั้งสิ้น จำนวน 186,000 บาท ซึ่งมีจำนวนสูงกว่าที่ผู้ขับขี่และบริษัทประกันเสนอชดใช้ให้ในชั้นพนักงานสอบสวน (เสนอ 5,000 บาท) หลายเท่า และเมื่อการจรจายุติกันได้ด้วยจำนวนเงินดังกล่าว โดยลูกความหรือโจทก์ในคดีแพ่งพึ่งพอใจในจำนวนค่าเสียหายแล้ว จึงได้ให้ทีมทนายความยื่นขอรับเงินไปจากศาลและถอนฟ้องคดีออกจากสารบบความของศาล
(คำร้องขอรับเงิน)




(คำร้องขอถอนฟ้อง)




จากประสบการณ์ของทีมทนายความพบว่าการเจรจาค่าสินไหมทดแทนในชั้นพนักงานสอบสวน บริษัทประกันมักจะเสนอชดใช้เป็นเงินเพียงจำนวนเล็กน้อย โดยหากผู้มีสิทธิเรียกร้องมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินหรือด้วยเหตุอื่นและประสงค์จะรับเงินจำนวนตามที่เสนอทันที ก็จะมีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ทำให้ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้อีกต่อไป แต่หากผู้มีสิทธิเรียกร้องไม่ยินยอมรับเงินจำนวนตามที่บริษัทประกันเสนอ เพราะอาจเห็นว่าน้อยเกินไปหรือยังไม่เหมาะสมกับความเสียหาย และโดยเลือกใช้สิทธิฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นคดีต่อศาลหรือยื่นเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ผลมักจะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมากกว่าจำนวนเงินที่บริษัทประกันเสนอชดใช้ให้ในชั้นพนักงานสอบสวนหลายเท่าตัวและยังได้รับดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างรอหรือระหว่างการดำเนินคดีอีกด้วย