การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น (ตัวอย่าง : กรณีเสียชีวิต) - singhalaw

  • Home
  • การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น (ตัวอย่าง : กรณีเสียชีวิต)

การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น (ตัวอย่าง : กรณีเสียชีวิต)

8 มีนาคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

สารบัญ (Contents)

การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นและส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น

(ตัวอย่าง : กรณีเสียชีวิต)

1.ค่าเสียหายที่เรียกร้องตามคำฟ้อง

          ในคดีอุบัติเหตุทางรถ เมื่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ประสบภัยฝ่ายถูกที่แก่ความตายในทันทีในที่เกิดเหตุ ทายาทของผู้ประสบภัยมีสิทธิยื่นฟ้องคดีต่อศาล เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 443  ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างกรณีผู้ประสบภัยถึงแก่ความตายในทันที ณ ที่เกิดเหตุ ทายาทของผู้ประสบภัยจะเกิดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ได้แก่ (1) ค่าปลงศพ (วรรคหนึ่ง) และ (2) ค่าขาดไร้อุปการะ (วรรคท้าย)

2.ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรมคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ)

          เนื่องจากกรมธรรมคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ) ได้กำหนดแบ่งจำนวนเงินชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัยหรือทายาทของผู้ประสบภัยออกเป็น 2 ส่วน คือ

(1) ค่าเสียหายเบื้องต้น เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ผู้รับประกันภัยจ่ายแก่ผู้ประสบภัย ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่ได้รับคำร้องขอ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิดว่าอุบัติเหตุที่เกิดเป็นความผิดของฝ่ายใด และ

(2) ส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น (หรือค่าสินไหมทดแทน) ซึ่งเงินส่วนดังกล่าวนี้ผู้รับประกันภัยจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัยหรือคู่กรณีที่เป็นฝ่ายถูก เมื่อมีการพิสูจน์ความรับผิดแล้ว ในฐานะเป็นค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ.

3.เหตุที่ต้องรู้ว่าการจ่าย ค่าเสียหายเบื้องต้น และส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น เป็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนในฐานะเป็นค่าปลงศพหรือค่าขาดไร้อุปการะ

          เนื่องจากเมื่อทราบแล้วตามข้อ 1 ว่า ในการฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ในคำฟ้องของโจทก์ที่เสนอต่อศาล จะมีคำขอเรียกร้องค่าเสียหายออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

(1) ค่าปลงศพ และ

(2) ค่าขาดไร้อุปการะ

ซึ่งค่าเสียหายทั้งสองส่วนดังกล่าว เป็นค่าสินไหมทดแทนที่กฎหมายกำหนดให้สามารถเรียกร้องได้แยกจากกัน และเมื่อศาลพิพากษาก็จะกำหนดเป็นจำนวนเงินระบุแยกออกจากกันอย่างชัดเจน และเนื่องจากกรมธรรมคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ) ได้แบ่งจำนวนเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

(1) ค่าเสียหายเบื้องต้น และ

(2) ส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น

          ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องทราบว่า ค่าเสียหายเบื้องต้นและส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น ที่บริษัทประกันจ่ายให้แก่ทายาทของผู้เสียชีวิตเป็นการจ่ายชดใช้ในฐานะเป็นค่าปลงศพ หรือค่าขาดไร้อุปการะ ทั้งนี้ เพื่อที่จะนำเงินเสียหายเบื้องต้น หรือส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น มาหักออกจากค่าปลงศพหรือค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลพิพากษากำหนดไว้ได้

4.ค่าเสียหายเบื้องต้นและส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น จ่ายในฐานะเป็นค่าสินไหมทดแทนส่วนใด***

ส่วนที่ 1.ค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวน 35,000 บาท

ตามมาตรา 4 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว “ค่าเสียหายเบื้องต้น หมายความว่า … ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น” ประกอบกับมาตรา 25 วรรคท้ายบัญญัติ “ให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ.”

ดังนั้น การที่บริษัทผู้รับประกันภัยตามกรมธรรมคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (พ.ร.บ.) จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเฉพาะค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ ตามความหมายมาตรา 4 เท่านั้น ไม่สามารถนำไปหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลกำหนดได้ ซึ่งหากศาลพิพากษากำหนดค่าปลงศพไว้จำนวนเท่าไร ก็สามารถนำเงินค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวน 35,000 บาท หักออกได้  

ส่วนที่ 2.ส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น จำนวน 465,000 บาท (เดิม 265,000 บาท)

เนื่องจาก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด (ต่างจากค่าเสียหายเบื้องต้นหรือเงินส่วนที่ 1 ที่กำหนดไว้เป็นค่าปลงศพตามมาตรา 4 ) จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการทำละเมิด ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะด้วย เงินส่วนนี้ก็จะสามารถนำไปหักออกจากค่าปลงศพหรือค่าขาดไร้อุปการะได้ เว้นแต่ โดยพฤติการณ์มีเจตนาจ่ายเป็นค่าปลงศพเพียงอย่างเดียว กรณีเช่นนี้ก็จะไม่สามารถนำหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะได้  

5.คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาฎีกาที่ 4478/2565

กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถสำหรับรถบรรทุกคันเกิดเหตุส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกําหนดให้จำเลยร่วมที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยระบุจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 300,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต ส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นสำหรับความเสียหายต่อชีวิตกำหนดไว้เป็นเงิน 35,000 บาท และจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของจำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย แสดงว่าในกรณีที่ผู้รับประกันภัยได้ชําระค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยไป 35,000 บาท แล้ว ย่อมนํามาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยที่ผู้รับประกันภัยต้องชําระทั้งหมด 300,000 บาท ได้ ผู้ประสบภัยจะได้รับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองอีกเพียง 265,000 บาท การจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 เช่นนี้ เฉพาะแต่ค่าเสียหายเบื้องต้น (35,000) ซึ่งผู้รับประกันภัยชําระแก่โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยเท่านั้นที่ถือเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น ไม่รวมถึงค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าขาดไร้อุปการะตามที่โจทก์ฟ้องเรียกมา

ส่วนค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 265,000 บาท (ปัจจุบัน 465,000 บาท) นั้น เมื่อ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติไว้เฉพาะว่าเป็นความคุ้มครองความเสียหายในส่วนใด ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใด ๆ อันเกิดจากการทำละเมิดกรณีผู้ถูกทำละเมิดถึงแก่ความตาย ซึ่งรวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยร่วมที่ 1 ชําระค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนหัวลากให้แก่โจทก์ 265,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพ และชําระค่าเสียหายเบื้องต้นรวมกับค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนพ่วงให้แก่โจทก์ 300,000 บาท โดยระบุรายการสินไหมว่าเป็นค่าปลงศพเช่นเดียวกัน พฤติการณ์แห่งคดีชี้ให้เห็นเจตนาของโจทก์กับจำเลยร่วมที่ 1 ว่าประสงค์ให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงเป็นจำนวนเงินชดเชยค่าปลงศพเพียงอย่างเดียว ไม่รวมถึงค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ฟ้องเรียกมาด้วย จึงไม่อาจนําเงินซึ่งจำเลยที่ 1 ชําระแก่โจทก์เป็นค่าสินไหมทดแทนส่วนที่สองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถบรรทุกส่วนหัวลากและส่วนพ่วงกรมธรรม์ละ 265,000 บาท รวม 2 กรมธรรม์ เป็นเงิน 530,000 บาท ไปหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 5204/2562

เงินค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นเงินที่บริษัทผู้รับประกันภัยชำระให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535  และบทบัญญัติมาตรา 4  ได้ให้คำจำกัดความของค่าเสียหายเบื้องต้นในกรณีทำให้เขาถึงตาย  ได้แก่  ค่าปลงศพ  ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ  รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น   ซึ่งผู้ประสบภัยหมายความรวมถึงทายาทโดยธรรมของผู้ประสบภัยที่ถึงแก่ความตายด้วย   และมาตรา 25 วรรคสอง  บัญญัติให้ถือว่า  ค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ดังนั้น  ค่าเสียหายเบื้องต้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทน  ได้แก่  ค่าปลงศพ  รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นๆ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 443 วรรคหนึ่ง  ดังนั้น  เงินค่าเสียหายเบื้องต้นที่บริษัทผู้รับประกันภัยชำระให้แก่โจทก์ร่วม  จึงเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนอันเป็นค่าปลงศพซึ่งโจทก์ร่วมได้รับแล้ว  จึงต้องนำมาหักออกจากค่าปลงศพผู้ตายด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ 8919/2563

ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าปลงศพ 140,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 1,200,000 บาท และนำเงินค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 2 ได้รับตามกรมธรรม์ประกันภัยและจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รวม 460,000 บาท มาหักออกจากค่าเสียหายตามคำพิพากษา โดยมิได้วินิจฉัยว่าหักจากค่าเสียหายส่วนใด แต่ “ค่าเสียหายเบื้องต้น” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 หมายความว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้น และมาตรา 25 บัญญัติให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้น เป็นส่วน หนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ค่าปลงศพจึงเป็นส่วนหนึ่ง ของค่าสินไหมทดแทน กรณีต้องพิจารณาไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 11

ดังนี้ ต้องถือว่าศาลชั้นต้นหักเงินค่าเสียหายจำนวน 460,000 บาท ออกจากค่าขาดไร้อุปการะ คงเหลือค่าขาดไร้อุปการะ 740,000 บาท และค่าปลงศพ 140,000 บาท ที่จำเลยทั้งสี่ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าเสียหายจากบริษัท ม.ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 อีก 600,000 บาท จึงต้องนำมาหักออกจากค่าปลงศพอันเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นและเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทน ดังนี้ จำเลยทั้งสี่ไม่ต้องชำระค่าปลงศพแก่โจทก์ที่ 2

ส่วนค่าขาดไร้อุปการะ เป็นค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ตายถูกกระทำละเมิดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และทำให้โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทต้องขาดไรอุปการะตามกฎหมาย มิใช่ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ รวมทั้งค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยในเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 จึงไม่ใช่ค่าเสียหายเบื้องต้นอันจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบที่จะนำเงินค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 2 ได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาหักออกจากค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์จะได้รับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

6.เงินที่วางเพื่อบรรเทาผลร้ายในคดีอาญา

          ในคคดีขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายแก่กายสาหัสนั้น ผู้ขับขี่ฝ่ายประมาทจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอีกส่วนหนึ่ง จำเลยหรือบริษัทประกันอาจวางเงินต่อศาลในคดีอาญาเพื่อเป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่ทายาทผู้ตายหรือผู้เสียหาย ทั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ให้เป็นเหตุบรรเทาโทษแก่จำเลยเพื่อประกอบดุลยพินิจในการกำหนดบทลงโทษของศาล ซึ่งโดยทั่วไปในคำร้องขอวางเงินเพื่อบรรเทาผลร้ายต่อศาลนั้น มักจะไม่ได้มีการระบุว่าเป็นการวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนใดโดยเฉพาะ เช่น มิได้ระบุว่าเป็นการชดใช้ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ หรือค่าขาดไร้อุปการะ  แต่จะระบุข้อความในทำนองว่าเพื่อเป็นการบรรเทาผลร้ายให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหาย ซึ่งเมื่อศาลมีการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลก็จะนำเงินที่จำเลยหรือบริษัทประกันวางไว้ในคดีอาญามาหักออกจากค่าเสียหายที่ศาลได้กำหนดให้จำเลยชดใช้ในคดีส่วนแพ่ง  โดยผู้เขียนเห็นว่า หากในคำร้องขอวางเงินต่อศาลเพื่อบรรเทาผลร้ายในคดีอาญาไม่มีข้อความหรือพฤติการณ์อื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าผู้วางเงินประสงค์จะให้เป็นการชดใช้ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ หรือค่าขาดไร้อุปการะไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงต้องถือว่าเป็นการวางเงินค่าสินไหมทดแทนเพื่อชดเชยความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการทำละเมิด ซึ่งรวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ และค่าขาดไร้อุปการะด้วย ดังนั้น เงินส่วนนี้จึงจะสามารถนำไปหักออกจากค่าเสียหายส่วนใดๆก็ได้ที่จำเลยในคดีแพ่งมีหน้าที่ต้องชดใช้แล้วแต่กรณี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2127/2565

          มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเพียงใด โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้เดือนละ 11,000 บาท เป็นเวลา 15 ปี ต่ำเกินไป ขอให้กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นอัตราเดือนละ 14,000 บาท เป็นเวลา 15 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ โจทก์มีอายุ 48 ปี ส่วนผู้ตายกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 หลักสูตร 4 ปี คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาสถิติประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งนายชนาพันธ์ อาจารย์หัวหน้าภาควิชาเบิกความว่า ผู้ตายน่าจะสำเร็จการศึกษาภายในกำหนด 4 ปี และมีงานทำ หากทำงานบริษัทเอกชนจะอยู่ฝ่ายวางแผนและวิจัย รายได้เริ่มต้นเดือนละ 18,000 บาท ถึง 20,000 บาท และย่อมได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นจากประสบการณ์การทำงานที่มากขึ้น หากผู้ตายไม่ถึงแก่ความตายย่อมมีโอกาสจบการศึกษาและประกอบอาชีพมีรายได้จากการทำงาน เห็นควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะในอัตราเดือนละ 14,000 บาท เป็นเวลา 15 ปี เป็นเงิน 2,520,000 บาท เมื่อนำไปรวมกับค่าสินไหมทดแทนรายการอื่นจำนวน 75,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้แล้ว รวมเป็นจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 2,625,000 บาท แต่โจทก์ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยร่วมนอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 800,000 บาท จากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 800,000 บาท จากจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท (จำเลยที่ 1 นำไปวางในคดีอาญา 100,000 บาท) และจากบริษัท ว. อีก 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,000,000 บาท แล้ว คงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมต้องร่วมชำระให้แก่โจทก์อีกเป็นเงิน 625,000 บาทฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน