สารบัญ (Contents)
เราอาจเคยได้ยินหรือคุ้นชินว่าเมื่อรถยนต์เกิดอุบัติเหตุและรถยนต์คันดังกล่าวมีการเอาประกันภัยรถยนต์ไว้ จะต้องแจ้งให้บริษัทผู้รับประกันภัยทราบหรือเรียกให้พนักงานเคลมมาตรวจสอบความเสียหายของรถยนต์ หรือในกรณีเป็นฝ่ายผิดจะต้องเรียกให้ตัวแทนของบริษัทประกันภัยเข้ามาร่วมช่วยในการเจรจาจำนวนค่าเสียหายที่จะต้องชดใช้ให้แก่คู่กรณีฝ่ายถูก ซึ่งวันนี้ทีมทนายความจะนำประสบการณ์จากการทำคดีจริงที่เกี่ยวกับการเจรจาต่อรองค่าสินไหมทดแทนมานำเสนอให้ผู้อ่านได้รับทราบถึงข้อเสียบางประการของการเจรจาต่อรองค่าสินไหมทดแทนนอกศาล แต่ก็เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาทที่นิยมปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานระหว่างคู่พิพาทเมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการประกันภัยรถยนต์
ข้อเสียที่ว่านี้ หมายถึง ในการเจรจาต่อรองค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากอุบัติเหตุรถยนต์ ระหว่างบริษัทประกันภัยกับคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่ง จะไม่มีวิธีการปฏิบัติ รูปแบบ กฎเกณฑ์ หรือวิธีการที่ชัดเจนเป็นมาตราฐานอย่างเดียวกัน แม้จะเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นลักษณะอย่างเดียวกัน บริษัทเดียวกัน และแม้กระทั่งตัวแทนของบริษัทประกันคนเดียวกันเป็นผู้เจรจาก็ตาม ซึ่งจากประสบการณ์พบว่า ผลการเจรจาขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรองแบบ Case by Case ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้บาดเจ็บหรือทายาทผู้ตาย มีเหตุปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้หรือไม่ เช่น มีความจำเป็นต้องใช้เงินในการรักษาพยาบาลต่อเนื่องหรือไม่ ต้องใช้เงินในการผ่าตัดอวัยวะสำคัญในระยะเวลาอันใกล้หรือไม่ การจัดการศพผู้ตายต้องติดค้างหนี้สินหรือหยิบยืมเงินมาใช้ล่วงหน้าหรือไม่ หรือไม่สามารถอดทนรอระยะเวลายาวนานในการดำเนินคดีจึงทำให้ถอดใจยินยอมในภายหลัง ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งเหตุปัจจัยเหล่านี้มีผลทำให้ต้องตกอยู่ในสถานะจำยอมหรืออำนาจในการเจรจาต่อรองลดน้อยลงโดยปริยาย ซึ่งท่านอาจเคยได้ยินคนพูดกันมาบ้างในทำนองว่า “จ่ายน้อย จ่ายช้า เป็นธรรมดาของบริษัทประกันภัย” จึงทำให้ในหลายกรณีผู้ประสบภัยหรือทายาทผู้ตายต้องยินยอมรับเอาค่าสินไหมทดแทนเพียงจำนวนน้อยนิดที่บริษัทประกันเสนอชดใช้ซึ่งแม้จะยังเห็นว่าไม่เหมาะสมกับความเสียหายที่ได้รับก็ตาม
ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นแต่เพียงเหตุปัจจัยบางประการที่ทำให้อำนาจในการเจรจาต่อรองเสียบเปรียบเท่านั้น ซึ่งอำนาจในการเจรจาต่อรองจำนวนค่าสินไหมทดแทนยังรวมถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในด้านองค์ความรู้ ข้อมูล หลักฐาน และประสบการณ์ในการเจรจาต่อรองอีกด้วย
เมื่อหากการเจรจาจำนวนค่าสินไหมทดแทนเป็นที่ยุติกันแล้ว บริษัทประกันภัยก็จะให้ท่านลงนามในสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อระงับสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมในอนาคต และชดใช้เงินตามจำนวนที่ตกลงกันได้ดังกล่าว
EP.7 ข้อระวัง !!! “บันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี” หรือ “บันทึกเจรจาค่าเสียหาย” ที่มีการบันทึกในชั้นตำรวจ อาจถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ทำให้ผู้เสียหายไม่อาจเรียกร้องสิ่งอื่นใดได้อีก
บันทึกชื่อ, อีเมล และชื่อเว็บไซต์ของฉันบนเบราว์เซอร์นี้ สำหรับการแสดงความเห็นครั้งถัดไป
EP.8 การเจรจาต่อรองค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากอุบัติเหตุรถยนต์
สารบัญ (Contents)
1.การเจรจาต่อรองค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากอุบัติเหตุรถยนต์
เราอาจเคยได้ยินหรือคุ้นชินว่าเมื่อรถยนต์เกิดอุบัติเหตุและรถยนต์คันดังกล่าวมีการเอาประกันภัยรถยนต์ไว้ จะต้องแจ้งให้บริษัทผู้รับประกันภัยทราบหรือเรียกให้พนักงานเคลมมาตรวจสอบความเสียหายของรถยนต์ หรือในกรณีเป็นฝ่ายผิดจะต้องเรียกให้ตัวแทนของบริษัทประกันภัยเข้ามาร่วมช่วยในการเจรจาจำนวนค่าเสียหายที่จะต้องชดใช้ให้แก่คู่กรณีฝ่ายถูก ซึ่งวันนี้ทีมทนายความจะนำประสบการณ์จากการทำคดีจริงที่เกี่ยวกับการเจรจาต่อรองค่าสินไหมทดแทนมานำเสนอให้ผู้อ่านได้รับทราบถึงข้อเสียบางประการของการเจรจาต่อรองค่าสินไหมทดแทนนอกศาล แต่ก็เป็นกระบวนการระงับข้อพิพาทที่นิยมปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานระหว่างคู่พิพาทเมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการประกันภัยรถยนต์
ข้อเสียที่ว่านี้ หมายถึง ในการเจรจาต่อรองค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากอุบัติเหตุรถยนต์ ระหว่างบริษัทประกันภัยกับคู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่ง จะไม่มีวิธีการปฏิบัติ รูปแบบ กฎเกณฑ์ หรือวิธีการที่ชัดเจนเป็นมาตราฐานอย่างเดียวกัน แม้จะเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นลักษณะอย่างเดียวกัน บริษัทเดียวกัน และแม้กระทั่งตัวแทนของบริษัทประกันคนเดียวกันเป็นผู้เจรจาก็ตาม ซึ่งจากประสบการณ์พบว่า ผลการเจรจาขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรองแบบ Case by Case ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้บาดเจ็บหรือทายาทผู้ตาย มีเหตุปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้หรือไม่ เช่น มีความจำเป็นต้องใช้เงินในการรักษาพยาบาลต่อเนื่องหรือไม่ ต้องใช้เงินในการผ่าตัดอวัยวะสำคัญในระยะเวลาอันใกล้หรือไม่ การจัดการศพผู้ตายต้องติดค้างหนี้สินหรือหยิบยืมเงินมาใช้ล่วงหน้าหรือไม่ หรือไม่สามารถอดทนรอระยะเวลายาวนานในการดำเนินคดีจึงทำให้ถอดใจยินยอมในภายหลัง ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งเหตุปัจจัยเหล่านี้มีผลทำให้ต้องตกอยู่ในสถานะจำยอมหรืออำนาจในการเจรจาต่อรองลดน้อยลงโดยปริยาย ซึ่งท่านอาจเคยได้ยินคนพูดกันมาบ้างในทำนองว่า “จ่ายน้อย จ่ายช้า เป็นธรรมดาของบริษัทประกันภัย” จึงทำให้ในหลายกรณีผู้ประสบภัยหรือทายาทผู้ตายต้องยินยอมรับเอาค่าสินไหมทดแทนเพียงจำนวนน้อยนิดที่บริษัทประกันเสนอชดใช้ซึ่งแม้จะยังเห็นว่าไม่เหมาะสมกับความเสียหายที่ได้รับก็ตาม
ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นแต่เพียงเหตุปัจจัยบางประการที่ทำให้อำนาจในการเจรจาต่อรองเสียบเปรียบเท่านั้น ซึ่งอำนาจในการเจรจาต่อรองจำนวนค่าสินไหมทดแทนยังรวมถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในด้านองค์ความรู้ ข้อมูล หลักฐาน และประสบการณ์ในการเจรจาต่อรองอีกด้วย
2.นำมาสู่การตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ
เมื่อหากการเจรจาจำนวนค่าสินไหมทดแทนเป็นที่ยุติกันแล้ว บริษัทประกันภัยก็จะให้ท่านลงนามในสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อระงับสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมในอนาคต และชดใช้เงินตามจำนวนที่ตกลงกันได้ดังกล่าว
3.บทความที่น่าสนใจอ่านต่อเนื่อง
EP.7 ข้อระวัง !!! “บันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี” หรือ “บันทึกเจรจาค่าเสียหาย” ที่มีการบันทึกในชั้นตำรวจ อาจถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ทำให้ผู้เสียหายไม่อาจเรียกร้องสิ่งอื่นใดได้อีก