คำพิพากษาฎีกาที่มาของการแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 “ตามสัญญายืม” - singhalaw

  • Home
  • คำพิพากษาฎีกาที่มาของการแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 “ตามสัญญายืม”

คำพิพากษาฎีกาที่มาของการแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 “ตามสัญญายืม”

8 ตุลาคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

คำพิพากษาฎีกาที่มาของการแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 “ตามสัญญายืม”

ผู้เขียนได้ลองเปรียบเทียบเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันรถยนต์ฉบับเก่า 11/2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ ตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 10/2563 มีประเด็นเพิ่มเติมที่น่าสนใจในหลายเรื่อง และเห็นว่าแนวคำพิพากษาที่เคยตัดสินไว้ตามเงื่อนไขเดิมหลายฉบับไม่อาจยึดถือใช้ปฏิบัติได้อีกต่อไปแล้ว วันนี้จึงจะขอหยิบยกในบางประเด็นนำมาเขียนเล่าสู่กันฟังตามหัวข้อเรื่องข้างต้น

เดิมเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 กำหนดข้อยกเว้นไม่คุ้มครองกรณีรถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหายจากการถูกลักทรัพย์หรือยักยอกโดยบุคคลผู้ได้รับมอบหรือครอบครองรถยนต์ที่เอาประกันภัยเฉพาะแต่เพียงตาม (1) สัญญาเช่า (2) สัญญาเช่าซื้อ และ (3) สัญญาจำนำ เท่านั้น ดังปรากฎตามเงื่อนไขกรมธรรม์ข้อความว่า

“ข้อ 5 การยกเว้นรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหายหรือไฟไหม้อันเกิดจาก

5.1 ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น”

ดังนั้น หากเกิดกรณีอื่น ๆ นอกจากเงื่อนไขข้อยกเว้นข้อ 5.1 ดังกล่าวแล้ว ผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้เขียนได้นำมาเสนอนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่ารถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ถูกยักยอกไปโดยสัญญายืม เช่น เพื่อยขอยืมรถไปใช้แต่กลับนำไปขาย กรณีเช่นนี้บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะปฏิเสธโดยอ้างข้อยกเว้นตามข้อ 5.1 ไม่ได้ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4564/2557

ข้อต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิดของจำเลยร่วมตามกรมธรรม์ประกันภัยหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหายไฟไหม้ ข้อ 5.1 มีใจความว่า “การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหายหรือไฟไหม้อันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น” แต่กรณีนี้รถยนต์คันพิพาทถูกยักยอกโดยนายเกรียงไกร ซึ่งเป็นผู้ที่ “ขอยืม” รถยนต์จากจำเลยที่ 1 ไปใช้ ทั้งไม่ได้ความว่าเป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาจำนำ หรือโดยบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยร่วม(ผู้รับประกันภัย)จะปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยได้

แต่ต่อมาเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยได้ออกคำสั่งที่เป็นการแก้ไขปรับปรุงเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เป็นคำสั่งนายทะเบียนที่ 10/2563 และออกคู่มือการตีความกรมธรรม์ประกันภัยตามคำสั่งที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวเป็นคำสั่งนายทะเบียนที่ 66/2563

โดยในหมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นขึ้นใหม่ในหลายกรณี และหนึ่งในนั้นคือการเพิ่มข้อยกเว้นการไม่คุ้มครองกรณีรถยนต์ที่เอาประกันภัยถูกยอกยอกไปโดย “สัญญายืม” เปรียบเสมือนเป็นการปิดหรืออุดช่องว่างตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับข้างต้น โดยมีเงื่อนไขข้อยกเว้นเพิ่มเติมขึ้นใหม่ ดังนี้ 

“ข้อ 5 การยกเว้นรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญหาย หรือไฟไหม้ อันเกิดจาก

5.1 ความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ โดยคู่สมรสหรือบุคคลซึ่งอยู่กินฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรือบุคคลที่เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับผู้เอาประกันภัย หรือผู้ค้ำประกันตามสัญญาเช่าซื้อ หรือบุคคลที่ได้รับมอบรถยนต์หรือครอบครองรถยนต์ “ตามสัญญายืม” สัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจำนำ หรือบุคคลที่จะกระทำสัญญาดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวมีเจตนาแท้จริงจะทำสัญญาดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม”

ดังนั้น คำพิพากษาฎีกา 4564/2557 ที่ผู้เขียนนำเสนอมานี้ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานหรือแนวทางตั้งเรื่องฟ้องคดีได้อีกต่อไปแล้ว

อนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นข้อ 5.1 ดังกล่าวยังทำให้คำพิพากษาศาลฎีกาอีกหลายฉบับที่ไม่อาจนำมายึดถือเป็นแนวทางการตีความได้อีก เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5239/2562 เป็นต้น (ผู้สนใจสามารถสืบค้นอ่านได้ที่เพจกฎหมายเรื่องใกล้ตัว โพสต์เมื่อ 19 ตุลาคม 2563) และในอีกหลาย ๆ เรื่องที่น่าสนใจ หากผู้เขียนมีเวลาว่างจะนำมาเขียนเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป