ชนท้าย ใครผิด-ใครถูก (สรุปจบโพสต์เดียว) - singhalaw

  • Home
  • ชนท้าย ใครผิด-ใครถูก (สรุปจบโพสต์เดียว)

ชนท้าย ใครผิด-ใครถูก (สรุปจบโพสต์เดียว)

8 ตุลาคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

ชนท้าย ใครผิด-ใครถูก

สรุปจบโพสต์เดียว

1.การชนท้าย

“การชนท้าย” อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น คันหน้าเบรกกระทันหัน คันหน้าเปลี่ยนช่องเดินรถอย่างกระทันหัน หรือคันหลังไม่รักษาระยะห่างที่ปลอดภัย การขับขี่ด้วยความเร็วสูง เหม่อลอยหรือหลับใน หรือสภาพอากาศและทัศนวิสัยทำให้ไม่สามารถมองเห็นรถคันหน้าได้ชัดเจน ฯลฯ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติแล้วหากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอมักถูกพิจารณาว่าเป็นความผิดของผู้ขับขี่รถคันหลัง เนื่องจากการไม่รักษาระยะห่างที่ปลอดภัย ตามพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 40 ที่กำหนดให้ “ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างจากคันข้างหน้าพอสมควร ในระยะที่สามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยและเมื่อจำเป็นจะต้องหยุดรถ…”

                แต่หากเกิดการชนท้ายในลักษณะต่อไปนี้ จะถือว่าเป็นความผิดของผู้ขับขี่รถคันหลังที่มาชนท้ายไม่ได้

1.รถคันหน้าเบรกกะทันหันโดยไม่มีเหตุอันสมควร เช่น หยุดรถกระทันหันเพราะเลยจุดกลับรถ ขับรถผิดช่องเดินรถ หลับในหรือเหม่อลอยแล้วรู้สึกสะดุ้งเบรกกะทันหัน

2.รถคันหน้าเปลี่ยนช่องเดินรถกะทันหัน (ปาดหน้า) หรือเลี้ยวกะทันหัน โดยไม่เปิดไฟเลี้ยว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14975/2557

แม้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ” ก็ตาม แต่ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยขับรถจักรยานยนต์เยื้องไปทางด้านหลังซ้ายรถยนต์ที่ ร. ขับ ดังนี้ จำเลยจึงขับรถอยู่คนละช่องเดินรถกับรถที่ ร. ขับ และเหตุที่รถที่จำเลยขับชนรถที่ ร. ขับเนื่องมาจาก ร. เบี่ยงรถมาทางด้านซ้าย กรณีจึงถือไม่ได้ว่ารถที่ ร. ขับเป็นรถคันหน้าที่จำเลยต้องขับรถให้ห่างพอสมควรที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถตามบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งได้ความว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วเพียง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่ทรัพย์สิน จำเลยจึงไม่มีความผิด

3.ขับออกจากไหล่ทางเข้าขวางในช่องเดินรถอย่างกระทันหัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 197/2530

จำเลยขับรถยนต์บรรทุกออกจากไหล่ถนนและเลี้ยวขวาทันทีโดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังดูรถที่แล่นมาในช่องทางเดินรถว่ามีรถแล่นมาหรือไม่ เป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งขับรถมาในช่องทางดังกล่าว หยุดรถไม่ทันและหักหลบไม่พ้น จึงพุ่งชนท้ายรถจำเลยทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และ ว.จ.กับอ. ซึ่งนั่งมาในรถที่ผู้ตายขับได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,300 ลงโทษบทหนักตามมาตรา 291.

4.รถโดนชนท้ายจากรถคันหลัง ทำให้เคลื่อนไปชนรถคันหน้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2540

จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกชนท้ายรถสามล้อเครื่อง เป็นเหตุให้รถสามล้อเครื่องกระเด็นไปชนรถยนต์ของบริษัท ง. แล้วรถยนต์ดังกล่าวไปชนกับท้ายรถยนต์โดยสาร ดังนี้ แม้เหตุเป็นเพราะลูกยางแม่ปั๊มเบรกแตกก็ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย เพราะหากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกได้ตรวจตราและดูแลรถยนต์บรรทุกประจำตามวิสัยของผู้มีอาชีพขับรถยนต์ก็ย่อมป้องกันไม่ให้ลูกยางแม่ปั๊มเบรกแตกโดยกะทันหันได้ จำเลยที่ 3 จึงกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของบริษัท ง. ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างไปในทางการที่จ้างแล้วหลังจากนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะทุจริตขับรถยนต์ไปธุระส่วนตัวแล้วไปกระทำละเมิดต่อผู้อื่นก็ตามก็เป็นเรื่องการปฏิบัติงานในหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่ชอบแต่ในกรณีบุคคลภายนอกถือว่าเป็นการกระทำละเมิดในทางการที่จ้างซึ่งจำเลยที่1และที่2จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ด้วย

2.กรณีชนท้ายกันหลายคัน พิจารณาความประมาทอย่างไร

กรณีรถชนท้ายซ้ำซ้อนกันหลายคัน เป็นเรื่องซับซ้อนในการพิจารณาว่าคันใดเป็นฝ่ายประมาท ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งรถคันด้านหน้าสุด หรือคันที่อยู่ตรงกลาง หรือคันสุดท้าย เป็นฝ่ายประมาทก็ได้ ซึ่งอาจจะพอยกตัวอย่างคร่าวๆได้ดังนี้

2.1 กรณีที่คันแรกขับขี่มาตามปกติ แต่มีรถอีกคันตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด เป็นเหตุให้ต้องหยุดรถกระทันหัน ทำให้รถคันที่ 2, 3, 4, 5, 6 และ 7 ที่ขับตามมาชนซ้อนๆ กัน คันที่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย คือ รถคันที่วิ่งมาตัดหน้าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับรถยนต์ทุกคันครับ แต่อย่างไรก็ดีในกรณีดังกล่าวนี้มีผู้ให้ความเห็นว่า รถคันตัดหน้าต้องรับผิดต่อคันที่โดนตัดหน้าคันเดียวเท่านั้น เพราะว่าคันถัดๆไปมีหน้าที่ต้องเว้นระยะห่างจากรถคันหน้า ดังนั้น ถ้าเกิดเหตุ รถคันถัดๆไปที่ขับขี่มาตามมีหน้าที่จะต้องเบรคให้ทัน

2.2 กรณีเราเป็นรถคันที่ 2 ขับไปชนท้ายรถคันที่ 1 เพราะมีรถคันที่ 3 ขับมาชนท้ายเรา กรณีนี้รถคันที่ 3 จะต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งรถของเรา และคันที่ 2

2.3 กรณีเหตุเกิดเพราะเราขับไปชนท้ายคันที่ 1 ทำให้รถคันที่ 3 ซึ่งขับตามมาชนท้ายเรา กรณีนี้ต้องแยกความผิดกัน คือ เราจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบรถคันที่ 1 และรถคันที่ 3 จะต้องรับผิดชอบรถของเรา

2.4 กรณีเราเป็นผู้ขับขี่คันสุดท้าย จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ว่าเป็นผลโดยตรงจากรถเราเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ หากรถชน 7 คันซ้อนกัน และเราเป็นคันที่ 7 โดยพิสูจน์ได้ว่ารถทั้ง 6 คัน ข้างหน้าเราชนกันจนเกิดความเสียหายมาก่อนที่คันที่ 7 จะชนเป็นคันสุดท้าย กรณีนี้เราซึ่งเป็นคันที่ 7 ไม่ต้องรับผิดชอบรถคันที่ 1-5 แต่จะต้องรับผิดชอบเฉพาะต่อรถคันที่ 6

เรียบเรียงจาก : กลุ่ม Facebook “กฎหมายเรื่องใกล้ตัว” โดยอุดม งามเมืองสกุล (โพสต์ 1 ตุลาคม 2022) https://www.facebook.com/groups/LAW.DOME/posts/5505951572814354/

3.คำพิพากษาศาลฎีกากรณีรถชนท้ายกันหลายคัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3373/2535

รถยนต์ 5 คัน ขับตามกันมาในทิศทางเดียวกัน ธ.เป็นผู้ขับรถคันที่ 4 ซึ่งเป็นคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ธ.ขับรถโดยประมาทหยุดรถไม่ทันเป็นเหตุให้ไปชนรถคันที่ 3 ที่แล่นนำหน้าอยู่ และเป็นผลทำให้จำเลยที่ขับรถคันที่ 5 ตามมาด้วยความประมาทเช่นกันหยุดรถไม่ทันจึงชนท้ายรถคันที่ 4 อีกคันหนึ่ง กรณีเช่นนี้ ธ.ไม่ได้มีส่วนร่วมทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถคันที่ตนขับ ดังนั้น ความเสียหายที่รถคันที่ 4 ได้รับจากการที่ถูกรถคันที่ 5 ชน จะนำไปอาศัยพฤติการณ์ที่ ธ.ไปกระทำโดยประมาทก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถคันที่ 3 มารวมพิจารณาโดย ถือว่า ธ.หรือจำเลยผู้ใดเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใดย่อมไม่ได้ความเสียหายที่รถคันที่ 4 ได้รับ ต้องถือว่าเกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยผู้ขับรถคันที่ 5 แต่เพียงฝ่ายเดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2540

จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกชนท้ายรถสามล้อเครื่อง เป็นเหตุให้รถสามล้อเครื่องกระเด็นไปชนรถยนต์ของบริษัท ง. แล้วรถยนต์ดังกล่าวไปชนกับท้ายรถยนต์โดยสาร ดังนี้ แม้เหตุเป็นเพราะลูกยางแม่ปั๊มเบรกแตกก็ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย เพราะหากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกได้ตรวจตราและดูแลรถยนต์บรรทุกประจำตามวิสัยของผู้มีอาชีพขับรถยนต์ก็ย่อมป้องกันไม่ให้ลูกยางแม่ปั๊มเบรกแตกโดยกะทันหันได้ จำเลยที่ 3 จึงกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของบริษัท ง. ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างไปในทางการที่จ้างแล้วหลังจากนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะทุจริตขับรถยนต์ไปธุระส่วนตัวแล้วไปกระทำละเมิดต่อผู้อื่นก็ตามก็เป็นเรื่องการปฏิบัติงานในหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่ชอบแต่ในกรณีบุคคลภายนอกถือว่าเป็นการกระทำละเมิดในทางการที่จ้างซึ่งจำเลยที่1และที่2จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 ด้วย