ตัวอย่างคำฟ้องอาญา คดีขับรถโดยประมาท - singhalaw

  • Home
  • ตัวอย่างคำฟ้องอาญา คดีขับรถโดยประมาท

ตัวอย่างคำฟ้องอาญา คดีขับรถโดยประมาท

10 มีนาคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

ตัวอย่างคำฟ้องอาญา คดีขับรถโดยประมาท

         ในบทความที่น่าสนใจตอนนี้ ทีมทนายความจะขอนำเอาตัวอย่างการบรรยายคำฟ้องของพนักงานอัยการที่ยื่นฟ้องผู้ขับขี่ซึ่งเป็นฝ่ายผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มีคนเจ็บหรือคนตายมาให้ท่านผู้ติดตามได้อ่าน ทั้ง กรณีที่ผู้ขับขี่ประมาทฝ่ายเดียวและกรณีที่ผู้บาดเจ็บมีส่วนประมาทด้วย

1.กรณีประมาทฝ่ายเดียว

1.1 ประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย

คำบรรยายฟ้องพฤติกาณ์ขับรถโดยประมาท (ชนท้าย)

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยซึ่งมีใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลจากนายทะเบียนตามกฎหมายได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2222 พะเยา เล่นมาตามถนนพหลโยธิน จากทิศทางสี่แยกป่าแดงมุ่งหน้าไปทิศทางสี่แยกวัดศรีโคมคำ ซึ่งแบ่งช่องทางเดินรถออกเป็นสองช่องทางแล่นไปในทิศทางเดียวกัน จนถึงที่เกิดเหตุบริเวณตรงข้ามร้านพีมาร์ทหมู่ที่ 3  ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นที่ชุมชนและเป็นช่วงเวลากลางคืน ที่มีรถสัญจรผ่านไปมาจำนวนมาก วิสัยทัศมองเห็นได้ไม่ชัดเจน ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยนั้นจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ กล่าวคือ จำเลยได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความเร็วสูงโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินจนไม่สามารถหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะขับหลบหลีกไม่ชนรถคันอื่นหรือสิ่งอื่นใดที่กีดขวางอยู่ข้างหน้าได้ทัน ขณะเวลากลางคืนซึ่งมีวิสัยทัศน์การมองเห็นไม่ชัดเจน และขับรถในขณะที่จำเลยเพิ่งดื่มเบียร์มาก่อน (ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด จำนวน 34.5 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) จำเลยจะขับรถคันดังกล่าวตรงไปข้างหน้าซึ่งขณะเดียวกันมีนาย ก. ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน 3333 พะเยา ได้ครับขี่ไปในทิศทางเดียวกันกับรถยนต์ที่จำเลยขับ ซึ่งแล่นอยู่ข้างหน้าจำเลย (ซึ่งนาย ก. มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 67 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ซึ่งในภาวะและพฤติการณ์เช่นนี้จำเลยจะต้องใช้ความระมัดระวังโดยจะต้องไม่ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินควรในเขตพื้นที่ชุมชน ที่มีรถสัญจรไปมาจำนวนมากในเวลากลางคืนที่มองไม่เห็นทัศนวิสัยได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อที่จะสามารถควบคุมบังคับรถให้วิ่งอยู่ในช่องทางเดินรถที่จำเลยขับมาเพื่อให้ปลอดภัย ซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ โดยจำเลยยังคงขับรถด้วยความเร็วสูงเกินควรในที่ชุมชน ในช่วงเวลากลางคืนและขับในขณะที่จำเลยเพิ่งดื่มเบียร์มาก่อน จนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับมาพุ่งชนเข้ากับท้ายรถจักรยานยนต์ที่นาย ก. ขับขี่ม้าอย่างรุนแรงทำให้รถจักรยานยนต์คันที่นาย ก. ขับล้มลงบริเวณไหล่ทางได้รับความเสียหายและเป็นเหตุให้นาย ก. ตกลงจากรถจักรยานยนต์ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรง ทำให้นายถึงแก่ความตาย อันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามผลการตรวจชันสูตรพลิกศพเอกสารท้ายฟ้อง

          เหตุเกิดที่ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

ข้อ 2. ต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลากลางวัน จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน

          ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ

          ระหว่างรอสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว โจทก์ได้ส่งตัวจำเลยมาพร้อมฟ้องนี้แล้ว

          ประวัติอาชญากรรม

ข้อ 3. ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแขวงพระนครใต้ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับคนละ 8,000 บาท โดยศาลกำหนดให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ฐานขับรถขณะเมาสุรา ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4444/2554 ของศาลแขวงพระนครใต้ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 และก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลนี้ให้ลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท โดยศาลกำหนดให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ฐานขับรถขณะเมาสุราตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5555/2560 ของศาลนี้ เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2560 จึงแถลงมาเพื่อประกอบดุลพินิจในการลงโทษจำเลย

ผลการเจรจาค่าสินไหมทดแทนก่อนฟ้อง

          จำเลยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นาง ข. ภรรยาผู้ตาย จำนวน 493,180 บาท แล้ว โดยนาง ข. ไม่ติดใจดำเนินคดีอื่นใดแล้ว รายละเอียดปรากฏตามบันทึกการช่วยเหลือลงวันที่ 14  กันยายน 2564 บันทึกการตกลงค่าเสียหาย ครั้งที่ 2 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2564 และครั้งที่ 3 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2564 ที่แนบมาท้ายฟ้อง

          นาง ข. ภรรยาผู้ตาย อยู่บ้านเลขที่ 1111 ตำบลดงสุวรรณ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ 8888888888

          หากจำเลยยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวให้อยู่ในดุลพินิจศาล

          อนึ่งโจทก์ได้แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยมาพร้อมฟ้องนี้ด้วยแล้ว

คำขอท้ายคำฟ้อง

การที่จำเลยได้กระทำตามข้อความที่กล่าวมาในคำฟ้องนั้น ข้าพเจ้าถือว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายและบทมาตราดังนี้ คือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43, 157 พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2551 มาตรา 4 ขอศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย

1.2 ประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย

คำบรรยายฟ้องพฤติกาณ์ขับรถโดยประมาท (ชนท้าย)

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 เวลากลางวัน จำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกพ่วงหัวลากคันหมายเลขทะเบียน 1111 พิษณุโลก และคันพ่วงหมายเลขทะเบียน 2222 พิษณุโลก เล่นไปตามถนนพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ จากทางด้านสี่แยกอินโดจีน ตำบลสมอแข อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก มุ่งหน้าไปทางจังหวัดอุตรดิตถ์ มาถึงบริเวณสี่แยกประโดก ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นทางร่วมทางแยกที่ถนนสายพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ ตัดกับถนนสายเลี่ยงเมืองพิษณุโลก ถนนเป็นทางตรงแบ่งช่องทางเดินรถออกเป็นสี่ช่องทางจราจร กำหนดให้รถแล่นสวนทางกันด้านละสองช่องทางจราจร มีเกาะกลางเป็นแนวแบ่งกึ่งกลางถนนและมีสัญญาณไฟจราจร จำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวด้วยความประมาท กล่าวคือ เมื่อจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วงคันดังกล่าวมาใกล้ถึงสี่แยกประโดกในช่องเดินรถของจำเลยมีสัญญาณไฟจราจรเป็นสี เขียว จำเลยจะขับรถเข้าสี่แยกดังกล่าวในสภาวะเช่นนั้นตามวิสัยและพฤติการณ์แล้วจำเลยจะต้องขับรถยนต์บรรทุกพ่วงคันดังกล่าวด้วยความระมัดระวังโดยการใช้ความเร็วต่ำและตรวจดูให้ดีว่ามีรถคันอื่นแล่นอยู่ข้างหน้ารถของจำเลยหรือไม่ หากมีจำเลยต้องเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้พอสมควรในระยะที่จะสามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย เมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ ทั้งนี้ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ โดยจำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกพ่วงเข้าสี่แยกประโดกไปด้วยความเร็วสูงโดยไม่ดูให้ดีเสียก่อนว่ามีรถผู้อื่นแล่นอยู่ด้านหน้ารถของจำเลยหรือไม่ อันเป็นการขับรถโดยประมาทหน้าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ด้วยความประมาทของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกพ่วงคันที่จำเลยขับพุ่งเข้าเฉี่ยวชนด้านท้ายของรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน 3333 พิษณุโลก ที่นาง ก. กำลังขับขี่อยู่ด้านหน้ารถของจำเลยอย่างแรงเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและนาง ก. ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ล้มลงกับพื้นถูกล้อรถบรรทุกทับได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย รายละเอียดปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและรายงานการตรวจสภาพศพเอกสารท้ายฟ้อง

          เหตุเกิดที่ตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

          ข้อ 2. ต่อมาเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 จำเลยได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ทำการสอบสวนแล้ว

          ชั้นสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธ

          ระหว่างสอบสวน จำเลยไม่ถูกควบคุมตัว ได้ส่งตัวจำเลยมาศาลพร้อมฟ้องนี้แล้ว

ผลการเจรจาค่าสินไหมทดแทนก่อนฟ้อง

          ภายหลังเกิดเหตุทายาทฝ่ายผู้ตายกับจำเลยไม่สามารถตกลงเรื่องค่าสินไหมทดแทนกันได้โดยจำเลยได้มอบเงินเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเบื้องต้นแก่ทายาทผู้ตายแล้ว รายละเอียดปรากฏตามบันทึกเจรจาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนและรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์สองพัน 2564 เอกสารท้ายฟ้อง

          หากจำเลยขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

          อนึ่งโจทก์ได้แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยมาพร้อมฟ้องนี้แล้ว

คำขอท้ายคำฟ้อง

การที่จำเลยได้กระทำตามข้อความที่กล่าวมาในคำฟ้องนั้น ข้าพเจ้าถือว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายและบทมาตราดังนี้ คือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2551 มาตรา 4 ขอศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย

1.3 ประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัส (แล่นล้ำเข้าไปชนในช่องทางรถสวน)

คำบรรยายฟ้องพฤติกาณ์ขับรถโดยประมาท

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1111 เชียงราย ไปตามทางเดินรถถนนสายปง-บ้านสันติสุข จากทางบ้านสันติสุขมุ่งหน้าไปทางอำเภอปง ซึ่งแบ่งช่องทางเดินรถออกเป็นสองช่องทางไปและกลับด้านละหนึ่งช่องทาง ถึงที่เกิดเหตุบริเวณท้องที่หมู่ 11 ตำบลขุนควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นที่ชุมชน มืด และเป็นทางลาดชันและมีฝุ่นมาก เนื่องจากบริเวณข้างทางมีการซ่อมบำรุงผิวถนนบริเวณไหล่ทาง ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ไม่ดี ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยนั้น จะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ กล่าวคือ จำเลยได้ขับรถคันดังกล่าวด้วยความเร็วสูงโดยประมาท หรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน จนไม่สามารถหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะขับหลบหลีกไม่ชนรถคันอื่นหรือสิ่งอื่นใดที่กีดขวางอยู่ข้างหน้าได้ทัน จำเลยจะขับรถคันดังกล่าวตรงไปข้างหน้าซึ่งขณะนั้นมีนาย ก. ขับรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนแล่นสวนทางมา จำเลยควรใช้ความระมัดระวังในการขับรถคันดังกล่าว ด้วยการชะลอความเร็วของรถให้ช้าลง และควรควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางของตนไม่แล่นล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถสวน ทั้งนี้ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ ทั้งที่เกิดเหตุเป็นทางลาดชัน มืด มีฝุ่นมากและทัศนวิสัยในการขับขี่ไม่ดี แต่จำเลยยังคงขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรโดยไม่ชะลอความเร็วให้ช้าลง และขับรถคันดังกล่าวด้วยความเร็วสูง เข้าไปในช่องทางเดินรถสวนด้วยความประมาทของจำเลย เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยขับขี่ชนกับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวในช่องทางเดินรถของจักรยานยนต์อันเป็นช่องทางเดินรถสวนทำให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและเป็นเหตุให้นาย ก. ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้รับอันตรายสาหัส กระดูกเชิงกรานหัก และกระดูกหน้าแข้งขวาหัก ต้องเจ็บป่วยด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน  รายละเอียดบาดแผลปรากฏตามรายงานการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง

เหตุเกิดที่ตำบลขุนควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา

ข้อ 2. ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2565 เวลากลางวัน พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทราบ และทำการสอบสวนจำเลยแล้ว

ชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว โจทก์ได้ส่งตัวจำเลยมาศาลพร้อมฟ้องนี้แล้ว

ผลการเจรจาค่าสินไหมทดแทนก่อนฟ้อง

อนึ่ง จำเลยและผู้เสียหายไม่สามารถตกลงค่าเสียหายกันได้ รายละเอียดปรากฏตามบันทึก ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเอกสารท้ายฟ้อง

หากจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โจทก์ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล โดยโจทก์ได้แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ของจำเลยมาท้ายคำฟ้องนี้ด้วยแล้ว

นาย ก. ผู้เสียหายมีภูมิลำเนาอยู่ที่ 2222 ตำบลขุนควร อำเภอปงจังหวัดพะเยา โทรศัพท์ 8888888888

คำขอท้ายคำฟ้อง

ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2551 มาตรา 4 ขอศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย

1.4 ประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัส (ฝ่าไฟแดง)

คำบรรยายฟ้องพฤติกาณ์ขับรถโดยประมาท

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2565 เวลากลางวัน จำเลยได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1111 พะเยา ไปตามถนนแม่ใจ-แม่นาเรือ จากทางด้านอำเภอแม่ใจมุ่งหน้าไปทางตำบลแม่นาเรือ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์  กล่าวคือ เมื่อจำเลยขับรถไปถึงบริเวณสี่แยกบ้านต๋อมซึ่งตัดกับถนนสายอำเภอเมืองพะเยา-บ้านต๋อมดง จำเลยได้ขับรถคันดังกล่าวผ่านสี่แยกตรงไปทันที ทั้ง ๆ ไฟสัญญานจราจรข้างหน้าของจำเลยเป็นสัญญาณไฟสีแดง ซึ่งในภาวะและพฤติการณ์เช่นนี้ จำเลยจะต้องใช้ความระมัดระวังโดยเมื่อจำเลยขับรถไปถึงสี่แยกดังกล่าวและสัญญาณจราจรข้างหน้าเป็นสัญญาณไฟสีแดงเช่นนี้ จำเลยจะต้องหยุดรถหลังเส้นแนวหยุดรถและจะต้องรอจนกว่าสัญญาณไฟจราจรข้างหน้าของจำเลย เปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟสีเขียว จำเลยจึงจะขับรถผ่านสี่แยกดังกล่าวตรงไปได้ จำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ โดยจำเลยได้ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง ผ่านสี่แยกดังกล่าวตรงไปทันที ขณะนั้นมีรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน 2222 พะเยา ซึ่งมีนาง ก. ผู้เสียหายเป็นผู้ขับมาตามถนนสายอำเภอเมืองพะเยา-บ้านต๋อมดง จากทางด้านอำเภอเมืองพะเยามุ่งหน้ามาทางบ้านต๋อมดง ซึ่งได้รับสัญญาณไฟจราจรสีเขียว กำลังวิ่งผ่านสี่แยกดังกล่าวด้วยความประมาทของจำเลยดังกล่าวทำให้รถคันที่จำเลยขับขี่มาพุ่งชนรถจักรยานยนต์คันที่ผู้เสียหายเป็นผู้ขับขี่ทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ เป็นอันตรายแก่กาย รายละเอียดปรากฏตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง

เหตุเกิดที่ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา

ข้อ 2. ต่อมาวันที่ 6 เมษายน 2565 พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยทราบ และทำการสอบสวนแล้ว

ชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างสอบสวน จำเลยไม่ถูกควบคุมตัว ได้ส่งตัวจำเลยมาศาลพร้อมฟ้องนี้แล้ว

อนึ่ง โจทก์ได้แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยมาพร้อมคำฟ้องนี้ด้วยแล้ว

ผลการเจรจาค่าสินไหมทดแทนก่อนฟ้อง

-ไม่มี-

คำขอท้ายคำฟ้อง

ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 21, 22, 43, 157 พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2551 มาตรา 4 ขอศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย

ข้อสังเกต

คดีนี้มีการนัดเจรจาคู่พิพาทในชั้นพนักงานสอบสวนแล้ว แต่เนื่องจากในครั้งนั้นพนักงานสอบสวนไม่ได้มีการจัดบันทึกไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีหรือบันทึกการตกลงชดใช้ค่าสินไหม โดยในการเจรจาครั้งดังกล่าว บริษัทประกันได้เสนอชดใช้ค่าเสียหายจำนวนน้อยมาก ผู้เสียหายจึงแจ้งไม่ประสงค์ไกล่เกลี่ยอีกและแจ้งให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนการสอบสวนส่งอัยการฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้น จึงทำให้ไม่มีเอกสารปรากฎเกี่ยวกับการเจรจาค่าสินไหมทดแทนในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการจึงไม่ได้มีการบรรยายฟ้องในส่วนของผลการเจรจาค่าสินไหมทดแทนก่อนฟ้องมาในคำฟ้องด้วย

2.กรณีผู้บาดเจ็บประมาทร่วมด้วย

คำบรรยายฟ้องพฤติกาณ์ขับรถโดยประมาท (ออกปากซอยไม่ระวัง)

          ข้อ 1. เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลาประมาณ 06.00 นาฬิกา จำเลยและนาง ก. ต่างได้กระทำด้วยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลเช่นจำเลยและนาง ก. จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ กล่าวคือ จำเลยได้ขับรถยนต์เก๋ง คันหมายเลขทะเบียน 1111 พะเยา ด้วยความเร็วสูงไปตามถนนแม่นาเรือ-แม่ใจ จากทางบ้านแม่ใจมุ่งหน้าไปทางบ้านแม่นาเรือ ซึ่งถนนดังกล่าวแบ่งช่องทางเดินรถออกเป็นสองช่องทางเดินรถ มีเส้นแบ่งกึ่งกลางถนน กำหนดให้รถแล่นสวนทางกันได้ด้านละหนึ่งช่องทาง เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ ปากซอย 3 บ้านสันปูเลย หมู่ที่ 3 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นทางร่วมทางแยก ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยนั้น จะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ กล่าวคือ จำเลยได้คับ รถยนต์คันดังกล่าวด้วยความเร็วสูงโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินเข้าสู่ทางร่วมทางแยกจนไม่สามารถหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะ ขับหลบหลีกไม่ชนรถคันอื่นหรือสิ่งอื่นใดที่กีดขวางอยู่ข้างหน้าได้ทัน ซึ่งจำเลยควรใช้ความระมัดระวังในการขับขี่รถคันดังกล่าวด้วยการชะลอความเร็วของรถให้ช้าลง และควรดูให้ดีว่าด้านหน้ามีบุคคลใดหรือสิ่งอื่นใดกีดขวางทางร่วมทางแยกหรือไม่ และสามารถหยุดได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเฉี่ยวชนกับรถคันอื่น ทั้งนี้เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่จำเลยหาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ โดยจำเลยยังคงขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความเร็วสูง เกินสมควรโดยไม่ชะลอความเร็วให้ช้าลง และขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความเร็วสูงเช่นเดิม โดยมิได้ตรวจดูให้ดีว่า ด้านหน้ามีรถคันอื่นเล่นออกมาจากทางร่วมทางแยกหรือไม่ และในขณะเดียวกันนั้นได้มีนาง ก. ขับรถจักรยานยนต์ คันหมายเลขทะเบียน 2222 พะเยา ออกมาจากซอย 3 บ้านสันปูเลย หมู่ที่ 3 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา เข้าสู่ทางร่วมทางแยกบริเวณปากซอยดังกล่าว ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์  กล่าวคือ นาง ก. ได้ขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวโดยประมาทน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ออกจากปากซอย 3 ซึ่งนาง ก. อาจใช้ความระมัดระวังในการขับรถคันดังกล่าว โดยหยุดรถบริเวณปากซอยก่อน แล้วดูให้ดีว่ามีรถคันอื่นแล่นมาในทางร่วมทางแยกหรือไม่ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงขับรถเข้าสู่ทางร่วมทางแยกดังกล่าว เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเฉี่ยวชนกับรถคันอื่น  ทั้งนี้ เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ซึ่งนาง ก. อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอไม่ โดยนาง ก. ยังคงขับรถเข้าสู่ทางร่วมทางแยก บริเวณที่เกิดเหตุอย่างกะทันหัน ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยและนาง ก.  ดังกล่าวมาข้างต้น เป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งของจำเลยและรถจักรยานยนต์ของนาง ก. ที่ขับมาดังกล่าวเฉี่ยวชนกันบริเวณปากซอยดังกล่าว และเป็นเหตุให้นาง ก. ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน  รายละเอียดบาดแผลปรากฏตามผลการชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง

          เหตุเกิดที่ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา

          ข้อ 2. ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2564 เวลากลางวัน พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้แก่จำเลยทราบ และทำการสอบสวนแล้ว

          ชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพ

          ระหว่างสอบสวน จำเลยไม่ถูกควบคุมตัว ได้ส่งตัวจำเลยมาศาลพร้อมฟ้องนี้แล้ว

          อนึ่ง พนักงานสอบสวนได้ทำการเปรียบเทียบปรับนาง ก. ในข้อหาขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายแล้ว

          นาง ก. อยู่บ้านเลขที่ 3333 หมู่ที่ 3 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา

          หากจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โจทก์ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

          โจทก์ได้แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยมาพร้อมคำฟ้องนี้ด้วยแล้ว

คำขอท้ายคำฟ้อง

ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43, 157 พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 มาตรา 27 พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2551 มาตรา 4 ขอศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย

3.ข้อสังเกตจากทีมทนายความ

3.1 การบรรยายผลการเจรจาค่าสินไหมทดแทนก่อนฟ้อง

การที่พนักงานอัยการจะบรรยายคำฟ้องผลการเจรจาค่าสินไหมทดแทนก่อนฟ้องไว้ในคำฟ้องหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าในชั้นพนักงานสอบสวนได้มีการนัดเจรจาค่าสินไหมทดแทนและมีการบันทึกผลการเจรจาค่าเสียหายกันไว้หรือไม่ ซึ่งจากตัวอย่างคำฟ้องข้างต้นจะเห็นว่า ไม่ว่าผลการเจรจาค่าสินไหมทดแทนในชั้นพนักงานสอบสวนคู่กรณีจะสามารถตกลงกันได้หรือไม่อย่างไร พนักงานอัยการก็จะบรรยายผลหรือแนบหลักฐานการเจรจาไปด้วยในขณะฟ้องต่อศาล ซึ่งหากผลการเจรจาค่าสินไหมทดแทนก่อนฟ้องนี้ผู้เสียหายได้รับการชดใช้เยียวยาจนเป็นที่พอใจแล้วและไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยอีก ย่อมส่งผลดีต่อการพิจณาโทษในทางอาญาด้วย

3.2 การบรรยายคำฟ้องว่าผู้บาดเจ็บประมาทร่วมด้วย

การที่พนักงานอัยการบรรยายคำฟ้องในคดีอาญาว่า ผู้เสียหายหรือผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมด้วย ย่อมส่งผลหลายประการ ตัวอย่างเช่น ทำให้ผู้เสียหายไม่อาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ซึ่งส่งผลทำให้ผู้เสียหายไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาในคดีอาญาต่อไปได้ด้วย และในอีกประการสำคัญ คือ อำนาจในการเจรจาต่อรองค่าสินไหมทดแทนหรือการกำหนดค่าเสียหายของศาล  กล่าวคือ แม้ว่าผู้เสียหายจะไม่ได้ยื่นคำร้องเรียกร้องค่าเสียหายตาม ปวิอ.ม.44/1 เข้ามาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ก็ตาม ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องผู้ขับขี่ซึ่งมีประเด็นในการพิจารณาคดีอาญาเพียงว่า “จำเลยซึ่งเป็นผู้ขับขี่กระทำโดยประมาทตามที่ถูกฟ้องเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายการแก่กาย สาหัส หรือตาย หรือไม่เท่านั้น” แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติในชั้นศาล เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาชั้นศาลแล้ว ผู้พิพากษาย่อมไกล่เกลี่ยระหว่างคู่ความเพื่อเจรรจาตกลงเสียหายในส่วนแพ่ง ซึ่งถ้าหากจำเลยและผู้เสียหายสามารถเจรจาตกลงค่าเสียหายกันได้และยอมชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายหรือผ่อนชำระแก่กัน ย่อมเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย แต่อย่างไรก็ดี เมื่อคำฟ้องที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลโดยมีการบรรยายพฤติการณ์ว่า ผู้เจ็บหรือผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ย่อมมีผลเป็นข้อที่ถูกนำมาใช้ต่อรองลดจำนวนค่าเสียหาย อันเป็นการลดทอนอำนาจการเจรจาต่อรองค่าเสียหายสำหรับฝ่ายผู้เสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งวิธีการแก้ไขหรือข้อควรปฏิบัติเพื่อชี้แจงว่าผู้เจ็บหรือผู้ตายมิได้มีส่วนร่วมประมาทด้วย เพื่อมิให้พนักงานอัยการบรรยายคำฟ้องให้ปรากฏต่อศาลดังกล่าว จะกระทำได้โดยวิธีใด ทีมทนายความจะได้แยกเขียนเป็นบทความต่างหาก