สารบัญ (Contents)
เมื่อเข้าข้อกยกเว้นตาม กธ.ที่ บ.ประกัน ไม่ให้คามคุ้มครอง แต่ได้จ่ายสินไหมฯให้ไป ต้องถือว่าจ่ายไปเอง ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาเรียกคืนได้
ฎีกาที่ 12980/2558 คดีนี้มีข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-0387 ชัยนาท จากนาย A โดยในสัญญาประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ มีเงื่อนไขว่า “การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง ข้อ 7.2 การแตกหักของเครื่องจักรกลไกของรถยนต์ หรือการเสีย หรือการหยุดเดินของเครื่องจักรกลไก หรือเครื่องไฟฟ้าของรถยนต์ อันมิได้เกิดจากอุบัติเหตุ
ปรากฏว่ารถยนต์คันเอาประกันภัยนี้ ได้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนสุนัขได้รับความเสียหาย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัย จึงนำรถเข้าจัดซ่อมให้แก่ลูกค้า โดยว่าจ้างจำเลยในฐานะเป็นอู่ซ่อม เสียค่าซ่อมทั้งหมด 33,000 บาท ต่อมาหลังซ่อมเสร็จจำ เลยหรืออู่ซ่อมได้ส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่นาย A ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ขณะนาย A ขับรถซึ่งได้รับคืนดังกล่าวจะไปตรวจเช็คสภาพตามระยะที่ศูนย์บริการรถยนต์ ปรากฏว่า “มีไฟสีแดงที่หน้าปัดรถและเครื่องยนต์ดับทันที” โดยช่างที่ศูนย์บริการตรวจ พบว่า “ท่อยางจากหม้อน้ำเข้าเครื่องยนต์หลุดออก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการซ่อมที่มีการถอดหมอน้ำออก แต่หลังจากซ้อมเสร็จแล้ว จำเลยไม่ได้รัดเข็มขัดท่อยางระหว่างหม้อน้ำกับเครื่องยนต์ให้แน่น เมื่อเครื่องยนต์ร้อนจากการใช้งานจะเกิดแรงดันทำให้ท่อยางหลุดออกน้ำในเครื่องยนต์จึงไหลออกมาหมด เป็นเหตุให้ฝาสูบโก่งและลูกสูบเสียหายไม่สามารถซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้ ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่คิดเป็นเงิน 431,100.49 บาท
นาย A ผู้เอาประกันภัย จึงขอให้โจทก์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว เปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ใหม่หรือให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินที่เอาประกันภัย โจทก์จึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นาย A ผู้เอาประกันภัยจำนวน 730,000 บาท (เรียกว่า คืนทุนประกันหรือจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอประกันภัยเต็มตามจำนวนเงินที่เอาประกันภัยซึ่งระบุไว้ในตาราง)
จากนั้น โจทก์นำรถออกขายทอดตลาดได้เงิน 350,000 บาท ยังมีส่วนต่างอยู่อีก 380,000 บาท จึงมาฟ้องให้จำเลยซึ่งเป็นอู่ซ่อมรับผิด รวมค่ายกลากรถยนต์จากจังหวัดชัยนาทไปที่ กทม. 7,000 บาท รวมทั้งสิ้น 387,000 และเมื่อหักค่าซ่อมรถยนต์ จำนวน 33,000 บาท ออกแล้ว คงเหลือที่เรียกร้องจากจำเลย จำนวน 354,000 บาท
จำเลยให้การต่อสู้ในหลายประเด็นรวมถึงให้การต่อสู้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไม่คุ้มครองถึงความเสียหายของเครื่องยนต์อันเกิดจากการใช้งานของผู้เอาประกันภัยเอง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า “โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่” โดยวินิจฉัยว่า ตามเงื่อนไขกรมธรรมประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง…“7.2 การแตกหักของเครื่องจักรกลไกของรถยนต์ หรือการเสีย หรือการหยุดเดินของเครื่องจักรกลไก หรือเครื่องไฟฟ้าของรถยนต์ อันมิได้เกิดจากอุบัติเหตุ” ดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าการที่เครื่องยนต์ของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายเกิดจากการที่จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังในการซ่อมรถยนต์ เท่ากับเป็นการอ้างว่าความเสียหายดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งต้องด้วยข้อยกเว้นตามข้อ 7.2 ความเสียหายของเครื่องยนต์ดังกล่าว จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งโจทก์ผู้รับประกันภัยไม่จำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ดังนั้น การที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไป จึงไม่ได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยที่จะมาฟ้อง เรียกร้องเอาจากจำเลย พิพากษายกฟ้อง
เมื่อเข้าข้อกยกเว้นตาม กธ.ที่ บ.ประกัน ไม่ให้คามคุ้มครอง แต่บริษัทจ่ายค่าสินไหมทดแทนไปให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเอง แต่ไม่ได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยที่จะมาฟ้องไล่เบี้ยคืนผู้ทำละเมิดได้
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่จำเลยในคดีถูกบริษัทประกันภัยฟ้องไล่เบี้ย สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้คดี ในกรณีที่เห็นว่า เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ไม่ให้ความคุ้มครอง แต่บริษัทประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเอง
โปรดดูเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
-ไม่มี-
EP 5.รับช่วงสิทธิไม่ได้
สารบัญ (Contents)
เมื่อเข้าข้อกยกเว้นตาม กธ.ที่ บ.ประกัน ไม่ให้คามคุ้มครอง แต่ได้จ่ายสินไหมฯให้ไป ต้องถือว่าจ่ายไปเอง ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาเรียกคืนได้
1.เมื่อเข้าข้อกยกเว้นตาม กธ.ที่ บ.ประกัน ไม่ให้คามคุ้มครอง แต่ได้จ่ายสินไหมฯให้ไป ต้องถือว่าจ่ายไปเอง ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาเรียกคืนได้
ฎีกาที่ 12980/2558
คดีนี้มีข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-0387 ชัยนาท จากนาย A โดยในสัญญาประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ มีเงื่อนไขว่า “การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง ข้อ 7.2 การแตกหักของเครื่องจักรกลไกของรถยนต์ หรือการเสีย หรือการหยุดเดินของเครื่องจักรกลไก หรือเครื่องไฟฟ้าของรถยนต์ อันมิได้เกิดจากอุบัติเหตุ
ปรากฏว่ารถยนต์คันเอาประกันภัยนี้ ได้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนสุนัขได้รับความเสียหาย โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัย จึงนำรถเข้าจัดซ่อมให้แก่ลูกค้า โดยว่าจ้างจำเลยในฐานะเป็นอู่ซ่อม เสียค่าซ่อมทั้งหมด 33,000 บาท ต่อมาหลังซ่อมเสร็จจำ เลยหรืออู่ซ่อมได้ส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่นาย A ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ขณะนาย A ขับรถซึ่งได้รับคืนดังกล่าวจะไปตรวจเช็คสภาพตามระยะที่ศูนย์บริการรถยนต์ ปรากฏว่า “มีไฟสีแดงที่หน้าปัดรถและเครื่องยนต์ดับทันที” โดยช่างที่ศูนย์บริการตรวจ พบว่า “ท่อยางจากหม้อน้ำเข้าเครื่องยนต์หลุดออก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการซ่อมที่มีการถอดหมอน้ำออก แต่หลังจากซ้อมเสร็จแล้ว จำเลยไม่ได้รัดเข็มขัดท่อยางระหว่างหม้อน้ำกับเครื่องยนต์ให้แน่น เมื่อเครื่องยนต์ร้อนจากการใช้งานจะเกิดแรงดันทำให้ท่อยางหลุดออกน้ำในเครื่องยนต์จึงไหลออกมาหมด เป็นเหตุให้ฝาสูบโก่งและลูกสูบเสียหายไม่สามารถซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้ ต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่คิดเป็นเงิน 431,100.49 บาท
นาย A ผู้เอาประกันภัย จึงขอให้โจทก์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว เปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ใหม่หรือให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินที่เอาประกันภัย โจทก์จึงจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่นาย A ผู้เอาประกันภัยจำนวน 730,000 บาท (เรียกว่า คืนทุนประกันหรือจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอประกันภัยเต็มตามจำนวนเงินที่เอาประกันภัยซึ่งระบุไว้ในตาราง)
จากนั้น โจทก์นำรถออกขายทอดตลาดได้เงิน 350,000 บาท ยังมีส่วนต่างอยู่อีก 380,000 บาท จึงมาฟ้องให้จำเลยซึ่งเป็นอู่ซ่อมรับผิด รวมค่ายกลากรถยนต์จากจังหวัดชัยนาทไปที่ กทม. 7,000 บาท รวมทั้งสิ้น 387,000 และเมื่อหักค่าซ่อมรถยนต์ จำนวน 33,000 บาท ออกแล้ว คงเหลือที่เรียกร้องจากจำเลย จำนวน 354,000 บาท
จำเลยให้การต่อสู้ในหลายประเด็นรวมถึงให้การต่อสู้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไม่คุ้มครองถึงความเสียหายของเครื่องยนต์อันเกิดจากการใช้งานของผู้เอาประกันภัยเอง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า “โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่” โดยวินิจฉัยว่า ตามเงื่อนไขกรมธรรมประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง…“7.2 การแตกหักของเครื่องจักรกลไกของรถยนต์ หรือการเสีย หรือการหยุดเดินของเครื่องจักรกลไก หรือเครื่องไฟฟ้าของรถยนต์ อันมิได้เกิดจากอุบัติเหตุ” ดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าการที่เครื่องยนต์ของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหายเกิดจากการที่จำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังในการซ่อมรถยนต์ เท่ากับเป็นการอ้างว่าความเสียหายดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งต้องด้วยข้อยกเว้นตามข้อ 7.2 ความเสียหายของเครื่องยนต์ดังกล่าว จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งโจทก์ผู้รับประกันภัยไม่จำต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ดังนั้น การที่โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนไป จึงไม่ได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยที่จะมาฟ้อง เรียกร้องเอาจากจำเลย พิพากษายกฟ้อง
2.บทสรุป
เมื่อเข้าข้อกยกเว้นตาม กธ.ที่ บ.ประกัน ไม่ให้คามคุ้มครอง แต่บริษัทจ่ายค่าสินไหมทดแทนไปให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเอง แต่ไม่ได้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยที่จะมาฟ้องไล่เบี้ยคืนผู้ทำละเมิดได้
3.ข้อสังเกตผู้เขียน
คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่จำเลยในคดีถูกบริษัทประกันภัยฟ้องไล่เบี้ย สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้คดี ในกรณีที่เห็นว่า เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ไม่ให้ความคุ้มครอง แต่บริษัทประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปเอง
4.กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
โปรดดูเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
5.บทความน่าอ่านต่อเนื่อง
-ไม่มี-