สารบัญ (Contents)
วันเริ่มรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดของบริษัทผู้รับประกันภัย
อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดต่อโจทก์ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน ซึ่งมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์เพียงแต่กำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ชำระหนี้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้มาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป
จำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งมีความผูกพันที่จะร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่ใช่ผู้กระทำละเมิดหรือผู้ต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์กำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดโดยไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้มาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่ฟ้องเป็นต้นไป
ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามและกำหนดเวลาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนอันจะถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อใด จึงให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 อันเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำเสนอให้ระงับข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ เป็นต้นไป
จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 10.5 และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 5 แต่ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุละเมิดนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน มีความผูกพันในอันที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน มิใช่ผู้กระทำละเมิดหรือผู้ต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจและภาคบังคับมิได้ระบุให้จำเลยต้องร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้กระทำละเมิด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันเกิดเหตุละเมิด หากแต่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด และเมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โดยได้ความจากสำเนาบันทึกการให้ถ้อยคำและการเจรจาว่า วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้รับมอบอำนาจจำเลยไปพบพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อเจรจาข้อร้องเรียน ซึ่งในวันดังกล่าวยังตกลงกันไม่ได้ โดยในข้อ 2.2 ระบุว่า ผู้ร้องเรียนคือโจทก์ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจขั้นต่ำตามที่ คปภ. กำหนด 200,000 บาท 200,000 บาท และ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ข้อ 3 ระบุว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้มาเมื่อไม่มีข้อยุติ พนักงานเจ้าหน้าที่จะขอนำเรื่องทั้งหมดไปพิจารณาแล้วจะแจ้งผลการพิจารณาให้คู่กรณีต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการทวงถามโดยไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระเงินไว้ เป็นกรณีที่เวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดไว้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนตามที่เรียกร้องถือได้ว่าจำเลยผิดนัดนับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 จำเลยจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
สำหรับจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือ สัญญาประกันภัย ซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิด เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนหรือเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ไม่ใช่ผู้กระทำละเมิดหรือผู้ต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์กำหนดแต่เพียงวงเงินความรับผิดที่จำเลยที่ 3 ต้องชดใช้ โดยมิได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด โดยต้องรับผิดนับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ผิดนัดเท่านั้นและเมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัย อันเกิดขึ้นตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แล้วและจำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือทวงถาม แต่หนังสือทวงถามโจทก์มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 3 ปฏิบัติการชำระหนี้ ดังนี้ เมื่อเป็นหนี้ที่ไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายจำเลยที่ 3 ลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อจำเลยที่ 3 รับหนังสือทวงถามในวันที่ 2 สิงหาคม 2545 แล้วไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2545 และต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป
จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดตามกฎหมายลักษณะละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542 ครบกำหนดวันที่ 26 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 3 ไม่ชำระ จึงผิดนัดและต้องรับผิดในดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไป
ความรับผิดของจำเลยเป็นไปตามสัญญาประกันภัยมิใช่ความผิดฐานละเมิด โจทก์ชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัด เมื่อถูกทวงถามแล้ว เมื่อทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามกำหนดให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับในวันที่ 28 มกราคม 2558 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไป
ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องขอให้รับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 3 ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด หรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดโจทก์จึงจะขอให้จำเลยที่ 3 เสียดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดไม่ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2532 โดยกำหนดให้ชำระภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยที่ 3 ได้รับเมื่อ วันที่ 25 สิงหาคม 2532 แต่ไม่ชำระภายในกำหนดคือ วันที่ 9 กันยายน 2532 จำเลยที่ 3 จึงผิดนัดตั้งแต่ วันที่ 10 กันยายน 2532 ที่จำเลยที่ 3 ฎีกา อ้างว่าจำเลยที่ 3 ควรรับผิดตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินให้การไฟฟ้านครหลวงนั้น เห็นว่าการที่โจทก์มีข้อตกลงให้การไฟฟ้านครหลวงเป็นผู้ซ่อมโคมไฟฟ้าสาธารณะเมื่อเกิด ความเสียหายขึ้นและโจทก์จะจ่ายเงินค่าซ่อมให้การไฟฟ้านครหลวงไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็น บุคคลภายนอก เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ 3 ไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามที่วินิจฉัยข้างต้น
แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยร่วมรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์นั้นยังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยร่วมเป็นเพียงผู้รับประกันภัยจากจำเลยมีความผูกพันที่จะร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้นไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดเพียงวงเงินความเสียหายที่ต้องรับผิดไม่ได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด เมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยร่วมชำระหนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนที่โจทก์ฟ้องคดี จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เป็นต้นไป ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)
เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 มิได้เป็นผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด หากแต่เป็นเพียงผู้รับประกันภัยที่ต้องรับผิดในนามของผู้เอาประกันภัยต่อโจทก์ จำเลยร่วมที่ 2 จึงยังมิได้เป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันกระทำละเมิด แต่เมื่อมีการขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความ ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยร่วมที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงให้ความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยร่วมที่ 2 นับแต่วันที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดี
จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ต่างขับรถชนกันโดยประมาท แต่เหตุเกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 5 ก่อน จึงให้จำเลยที่ 5 รับผิดสองในสามส่วน ให้จำเลยที่ 1 รับผิดหนึ่งในสามส่วน และเมื่อหักกลบลบกันแล้วส่วนที่จำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดมีมากกว่า จึงสมควรให้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 5 ฟ้องเรียกจากจำเลยที่ 1 เป็นพับ รถที่จำเลยที่ 1 ขับเป็นของจำเลยที่ 3 มอบให้จำเลยที่ 2 ใช้ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 2 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถของจำเลยที่ 3 นำบุตรของจำเลยที่ 2 ไปส่งโรงเรียน ซึ่งมิใช่กิจการของจำเลยที่ 3 การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่การกระทำของลูกจ้างในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันละเมิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จหาได้ไม่ เพราะเป็นการเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะมิได้ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้.
ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 2 ขอดอกเบี้ยเฉพาะจากเงินค่าใช้จ่ายในการทำศพบุตรของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จึงชอบจะได้ดอกเบี้ยจากเงิน ค่าใช้จ่ายในการทำศพจำนวน 4,000 บาทเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยจากเงินค่าขาดไร้อุปการะมาด้วยจึงมิชอบ
บันทึกชื่อ, อีเมล และชื่อเว็บไซต์ของฉันบนเบราว์เซอร์นี้ สำหรับการแสดงความเห็นครั้งถัดไป
วันเริ่มรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดของบริษัทผู้รับประกันภัย
สารบัญ (Contents)
1.กรณีไม่มีการบอกกล่าวทวงถาม = ถือว่าผิดนัดในวันฟ้องคดี หรือวันยื่นคำเสนอให้ระงับข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2888/2553
อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันรับผิดต่อโจทก์ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 4 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน ซึ่งมีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์เพียงแต่กำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดโดยมิได้ระบุให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และโจทก์ไม่ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 4 ชำระหนี้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้มาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป
คำพิพากษาฎีกาที่ 69/2566
จำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งมีความผูกพันที่จะร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ไม่ใช่ผู้กระทำละเมิดหรือผู้ต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์กำหนดวงเงินความเสียหายที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดโดยไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน และไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้มาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่ฟ้องเป็นต้นไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 178/2566
ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีหนังสือทวงถามและกำหนดเวลาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนอันจะถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อใด จึงให้จำเลยรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 อันเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำเสนอให้ระงับข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ เป็นต้นไป
2.กรณีมีการเจรจาที่โรงพักหรือ คปภ. = ถือว่าผิดนัดในวันถัดจากวันเจรจา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 997/2561
จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 10.5 และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หมวดเงื่อนไขทั่วไป ข้อ 5 แต่ที่โจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุละเมิดนั้น เมื่อจำเลยเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน มีความผูกพันในอันที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามสัญญาประกันภัยค้ำจุน มิใช่ผู้กระทำละเมิดหรือผู้ต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจและภาคบังคับมิได้ระบุให้จำเลยต้องร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้กระทำละเมิด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันเกิดเหตุละเมิด หากแต่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด และเมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โดยได้ความจากสำเนาบันทึกการให้ถ้อยคำและการเจรจาว่า วันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้รับมอบอำนาจจำเลยไปพบพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อเจรจาข้อร้องเรียน ซึ่งในวันดังกล่าวยังตกลงกันไม่ได้ โดยในข้อ 2.2 ระบุว่า ผู้ร้องเรียนคือโจทก์ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจขั้นต่ำตามที่ คปภ. กำหนด 200,000 บาท 200,000 บาท และ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ข้อ 3 ระบุว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้มาเมื่อไม่มีข้อยุติ พนักงานเจ้าหน้าที่จะขอนำเรื่องทั้งหมดไปพิจารณาแล้วจะแจ้งผลการพิจารณาให้คู่กรณีต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการทวงถามโดยไม่ได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระเงินไว้ เป็นกรณีที่เวลาอันจะพึงชำระหนี้นั้นมิได้กำหนดไว้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน และฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนตามที่เรียกร้องถือได้ว่าจำเลยผิดนัดนับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 จำเลยจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
3.กรณีมีหนังสือแจ้งหรือบอกกล่าวให้บริษัทประกันชดใช้ค่าสินไหมดแทน
3.1 กรณีหนังสือแจ้งหรือบอกกล่าวมิได้กำหนดเวลาให้ชำระค่าสินไหมทดแทนไว้ = ถือว่าผิดนัดในวันถัดจากวันได้รับหนังสือบอกกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6282/2559
สำหรับจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือ สัญญาประกันภัย ซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิด เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนหรือเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ไม่ใช่ผู้กระทำละเมิดหรือผู้ต้องร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์กำหนดแต่เพียงวงเงินความรับผิดที่จำเลยที่ 3 ต้องชดใช้ โดยมิได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด โดยต้องรับผิดนับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ผิดนัดเท่านั้นและเมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัย อันเกิดขึ้นตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แล้วและจำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือทวงถาม แต่หนังสือทวงถามโจทก์มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 3 ปฏิบัติการชำระหนี้ ดังนี้ เมื่อเป็นหนี้ที่ไม่ได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้ไว้ โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันและฝ่ายจำเลยที่ 3 ลูกหนี้ก็ย่อมจะชำระหนี้ของตนได้โดยพลันดุจกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 เมื่อจำเลยที่ 3 รับหนังสือทวงถามในวันที่ 2 สิงหาคม 2545 แล้วไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2545 และต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป
3.2 กรณีมีหนังสือแจ้งหรือบอกกล่าวกำหนดเวลาให้ชระค่าสินไหมทดแทนไว้ (เช่น 3 วัน, 7 วัน หรือ 15 วัน) = ถือว่าผิดนัดในวันพ้นกำหนดเวลาบอกกล่าวในหนังสือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7446/2553
จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดตามกฎหมายลักษณะละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 3 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542 ครบกำหนดวันที่ 26 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 3 ไม่ชำระ จึงผิดนัดและต้องรับผิดในดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5558/2555
ความรับผิดของจำเลยเป็นไปตามสัญญาประกันภัยมิใช่ความผิดฐานละเมิด โจทก์ชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัด เมื่อถูกทวงถามแล้ว เมื่อทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามกำหนดให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยได้รับในวันที่ 28 มกราคม 2558 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1909/2538
ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องขอให้รับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยที่ 3 ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด หรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดโจทก์จึงจะขอให้จำเลยที่ 3 เสียดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดไม่ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2532 โดยกำหนดให้ชำระภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยที่ 3 ได้รับเมื่อ วันที่ 25 สิงหาคม 2532 แต่ไม่ชำระภายในกำหนดคือ วันที่ 9 กันยายน 2532 จำเลยที่ 3 จึงผิดนัดตั้งแต่ วันที่ 10 กันยายน 2532 ที่จำเลยที่ 3 ฎีกา อ้างว่าจำเลยที่ 3 ควรรับผิดตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินให้การไฟฟ้านครหลวงนั้น เห็นว่าการที่โจทก์มีข้อตกลงให้การไฟฟ้านครหลวงเป็นผู้ซ่อมโคมไฟฟ้าสาธารณะเมื่อเกิด ความเสียหายขึ้นและโจทก์จะจ่ายเงินค่าซ่อมให้การไฟฟ้านครหลวงไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็น บุคคลภายนอก เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระค่าเสียหาย จำเลยที่ 3 ไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามที่วินิจฉัยข้างต้น
4.กรณีบริษัทประกันถูกหมายเรียกให้เข้ามาในคดีเป็นจำเลยร่วม = ถือว่าผิดนัดในวันถูกขอหมายให้เข้ามาเป็นจำเลยร่วม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6099/2560
แต่ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยร่วมรับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์นั้นยังไม่ถูกต้องเพราะจำเลยร่วมเป็นเพียงผู้รับประกันภัยจากจำเลยมีความผูกพันที่จะร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้นไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยกำหนดเพียงวงเงินความเสียหายที่ต้องรับผิดไม่ได้ระบุให้ร่วมรับผิดเช่นเดียวกับผู้ทำละเมิด จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด เมื่อหนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์มิได้ทวงถามให้จำเลยร่วมชำระหนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมตกเป็นผู้ผิดนัดก่อนที่โจทก์ฟ้องคดี จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) เป็นต้นไป ปัญหาเรื่องการกำหนดความรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4269/2565
เมื่อจำเลยร่วมที่ 2 มิได้เป็นผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด หากแต่เป็นเพียงผู้รับประกันภัยที่ต้องรับผิดในนามของผู้เอาประกันภัยต่อโจทก์ จำเลยร่วมที่ 2 จึงยังมิได้เป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันกระทำละเมิด แต่เมื่อมีการขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาเป็นคู่ความ ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยร่วมที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงให้ความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยร่วมที่ 2 นับแต่วันที่จำเลยขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมที่ 2 เข้ามาในคดี
5.ประเด็นน่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ย
5.1 คำขอท้ายคำฟ้องขอคิดดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันฟ้อง จะพิพากษาให้รับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดมิได้ ถือว่าเกินคำขอ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3356 – 3358/2529
จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 ต่างขับรถชนกันโดยประมาท แต่เหตุเกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 5 ก่อน จึงให้จำเลยที่ 5 รับผิดสองในสามส่วน ให้จำเลยที่ 1 รับผิดหนึ่งในสามส่วน และเมื่อหักกลบลบกันแล้วส่วนที่จำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดมีมากกว่า จึงสมควรให้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 5 ฟ้องเรียกจากจำเลยที่ 1 เป็นพับ รถที่จำเลยที่ 1 ขับเป็นของจำเลยที่ 3 มอบให้จำเลยที่ 2 ใช้ จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 2 ได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 2 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถของจำเลยที่ 3 นำบุตรของจำเลยที่ 2 ไปส่งโรงเรียน ซึ่งมิใช่กิจการของจำเลยที่ 3 การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่การกระทำของลูกจ้างในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันละเมิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จหาได้ไม่ เพราะเป็นการเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 ปัญหาข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 จะมิได้ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้.
5.2 โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอคิดดอกเบี้ยเฉพาะจากค่าทำศพเท่านั้น ศาลจะกำหนดให้คิดดอกเบี้ยจากค่าเสียหายส่วนอื่นๆ เช่น ค่าขาดไร้อุปการะ ด้วยไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1701 – 1703/2527
ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 2 ขอดอกเบี้ยเฉพาะจากเงินค่าใช้จ่ายในการทำศพบุตรของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 จึงชอบจะได้ดอกเบี้ยจากเงิน ค่าใช้จ่ายในการทำศพจำนวน 4,000 บาทเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยจากเงินค่าขาดไร้อุปการะมาด้วยจึงมิชอบ