สิทธิเรียกร้องค่าซ่อมและค่าขาดประโยชน์ - singhalaw

  • Home
  • สิทธิเรียกร้องค่าซ่อมและค่าขาดประโยชน์

สิทธิเรียกร้องค่าซ่อมและค่าขาดประโยชน์

16 มกราคม 2026 singhalaw 0 Comments

บทความนี้จะอธิบายถึงสิทธิที่สำคัญมาก 2 ประการ เมื่อทรัพย์สินของคุณ (โดยเฉพาะรถยนต์) เสียหายจากการกระทำของผู้อื่น โดยที่คุณเป็น “ฝ่ายถูก” ครับ

เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วเราเป็นฝ่ายถูก เราไม่ได้มีสิทธิแค่ให้เขาซ่อมรถให้เรากลับมาเหมือนเดิมเท่านั้น แต่เรายังมีสิทธิเรียกค่าเสียหายในช่วงเวลาที่เราไม่มีรถใช้ด้วย บทความนี้จะแยกแยะให้เห็นชัดเจนระหว่าง “ค่าซ่อม” และ “ค่าขาดประโยชน์” ครับ


1. สิทธิเรียกร้อง “ค่าซ่อม” (Repair Costs)

นี่คือสิทธิพื้นฐานที่สุด คือการทำให้ทรัพย์สินที่เสียหายกลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนเกิดเหตุ

หลักการ: ผู้กระทำผิด (หรือบริษัทประกันภัยของเขา) มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการซ่อมแซมทรัพย์สินของคุณให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม

ขั้นตอนและประเด็นสำคัญ:

  • การประเมินราคา: นำรถเข้าอู่ (อู่ในเครือประกัน หรืออู่นอก แล้วแต่ตกลง) เพื่อให้ช่างประเมินความเสียหายและออก “ใบเสนอราคาค่าซ่อม”
  • การอนุมัติซ่อม: บริษัทประกันภัยของคู่กรณีจะส่งเจ้าหน้าที่มาคุมราคา (ตรวจสอบว่าใบเสนอราคาสมเหตุสมผลหรือไม่) เมื่อตกลงราคากันได้ อู่จึงจะเริ่มจัดหาอะไหล่และลงมือซ่อม
  • กรณีรถเสียหายหนัก (Total Loss): หากค่าซ่อมสูงเกินกว่า 70% ของมูลค่ารถในขณะนั้น บริษัทประกันอาจพิจารณา “คืนทุนประกัน” (กรณีมีประกันชั้น 1) หรือชดใช้ตามมูลค่าตลาดของรถ ณ วันเกิดเหตุ แทนการซ่อม

สิ่งที่ต้องทำให้ “คุยกับประกันง่าย”

  • เอารถเข้าอู่ให้ทำ ใบเสนอราคา/รายการอะไหล่-ค่าแรง
  • ให้บริษัทประกันฝ่ายผิดส่งเจ้าหน้าที่/สำรวจภัยมาตรวจ และออกหนังสืออนุมัติซ่อม
  • เก็บ รูปความเสียหาย + ใบรับรถเข้าอู่/ใบสั่งซ่อม ไว้ตั้งแต่วันแรก (สำคัญกับสิทธิข้อ ๒ ด้วย)

จุดที่คนมักพลาด

  • ซ่อมก่อนแล้วค่อยไปคุย ⇒ เอกสารไม่ครบ/ถกกันเรื่องรายการซ่อมยาว
  • ไม่เก็บหลักฐานวันรับรถเข้าอู่ ⇒ ทำให้ “นับวันค่าขาดประโยชน์” ไม่ชัด

ข้อควรระวังเรื่อง “ส่วนต่างค่าอะไหล่” (Betterment): บางครั้ง หากรถของคุณมีอายุการใช้งานมานานแล้ว และจำเป็นต้องเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นใหญ่เป็น “ของใหม่แกะกล่อง” บริษัทประกันอาจจะขอหัก “ค่าเสื่อมสภาพ” หรือให้คุณร่วมจ่ายค่าอะไหล่ส่วนต่างนี้ เพราะถือว่าการได้อะไหล่ใหม่ทำให้รถคุณมีสภาพดีกว่าก่อนเกิดเหตุ (ซึ่งจุดนี้สามารถเจรจาต่อรองได้ครับ)


2. สิทธิเรียกร้อง “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” (Loss of Use)

นี่คือสิทธิที่หลายคนมักละเลย หรือเรียกไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มันคือค่าเสียหายที่ชดเชย “ช่วงเวลาที่คุณไม่มีรถใช้” ระหว่างที่รถจอดรอซ่อมหรือกำลังซ่อมอยู่ในอู่

หลักการสำคัญ:

  • คุณต้องเป็นฝ่ายถูกเท่านั้น จึงจะมีสิทธิเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ได้
  • คุณต้องเรียกกร้องจาก “บริษัทประกันภัยของฝ่ายผิด” (หรือตัวคู่กรณีเองถ้าไม่มีประกัน)
  • ประกันชั้น 1 ของตัวคุณเอง ไม่ได้จ่ายค่าขาดประโยชน์ให้คุณ (เว้นแต่จะมีระบุไว้พิเศษในกรมธรรม์ ซึ่งน้อยมาก)

อัตราค่าขาดประโยชน์ (ตามเกณฑ์ขั้นต่ำของ คปภ.): สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้กำหนดอัตราขั้นต่ำไว้เพื่อความเป็นธรรม ดังนี้:

  1. รถยนต์นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง (เก๋ง, กระบะ 4 ประตู): เรียกได้ไม่ต่ำกว่า 500 บาท/วัน
  2. รถยนต์รับจ้างสาธารณะไม่เกิน 7 ที่นั่ง (แท็กซี่): เรียกได้ไม่ต่ำกว่า 700 บาท/วัน
  3. รถยนต์ขนาดใหญ่กว่า 7 ที่นั่ง (รถตู้, รถบรรทุก): เรียกได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท/วัน

ระยะเวลาที่เรียกได้: เริ่มนับตั้งแต่วันที่คุณนำรถเข้าอู่เพื่อรอซ่อม จนถึงวันที่อู่แจ้งว่าซ่อมเสร็จและส่งมอบรถคืน

  • ข้อควรระวัง: หากความล่าช้าเกิดจากตัวคุณเอง (เช่น ไม่ยอมนำรถเข้าซ่อม, มัวแต่เลือกอู่) ช่วงเวลานั้นอาจนำมาคิดไม่ได้ แต่ถ้ารออะไหล่นาน หรืออู่คิวเยอะ ถือเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายผิด

การเรียกที่สูงกว่าขั้นต่ำ: อัตราข้างต้นคือ “ขั้นต่ำ” หากคุณมีความเสียหายจริงที่สูงกว่านั้น คุณสามารถเรียกได้ แต่ต้องมีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจน เช่น:

  • ใบเสร็จค่าเช่ารถยนต์รุ่นใกล้เคียงกันมาใช้งานแทน
  • หลักฐานแสดงรายได้ที่สูญเสียไปจากการไม่มีรถใช้ (กรณีใช้รถทำมาหากิน)

จุดสำคัญที่คนไม่ค่อยรู้ (แต่ใช้ต่อรองได้)

  • ถ้าคุณมีสิทธิได้รับชดใช้จาก “มากกว่า ๑ กรมธรรม์” (เช่น รถคู่กรณีมีหลายฉบับที่คุ้มครองกรณีเดียวกัน) ข้อความมาตรฐานระบุว่า บริษัทจะเฉลี่ยจ่ายเท่า ๆ กัน
  • ถ้าต้องการเรียก “สูงกว่าขั้นต่ำ” ทำได้ แต่ควรมีหลักฐาน เช่น ใบเสร็จเช่ารถ/ค่าเดินทางแทน/หลักฐานรายได้ที่เสียไป

เอกสารที่จำเป็นในการเรียกร้อง

การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนจะช่วยให้การเจรจาง่ายขึ้นมากครับ:

เอกสารสำหรับค่าซ่อม:

  1. ใบเคลม (ใบรับรองความเสียหาย) ที่ระบุว่าเราเป็นฝ่ายถูก
  2. สำเนาทะเบียนรถ
  3. สำเนาใบขับขี่
  4. สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของรถ
  5. สำเนากรมธรรม์ประกันภัย (ถ้ามี)
  6. ใบเสนอราคาจากอู่
  7. รูปถ่ายความเสียหาย

เอกสารเพิ่มเติมสำหรับค่าขาดประโยชน์:

  1. หนังสือเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ: (เขียนเองได้ ระบุรายละเอียดรถ วันเกิดเหตุ จำนวนวันที่ซ่อม และยอดเงินที่ต้องการต่อวัน)
  2. ใบรับรถเข้าอู่ (มีวันที่ชัด)
  3. ใบส่งมอบรถ/ใบแจ้งซ่อมเสร็จ (สำคัญมาก ต้องระบุวันที่เข้าและวันที่ออกชัดเจนจากอู่)
  4. รูปรถตอนซ่อม (ถ้ามี)
  5. หน้าสมุดบัญชีธนาคารที่จะให้โอนเงินเข้า
  6. หลักฐานอื่นๆ ที่แสดงความจำเป็นในการใช้รถ หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง (ถ้าจะเรียกสูงกว่าขั้นต่ำ)

สรุปและข้อแนะนำ

  1. ค่าซ่อม คือการคืนสภาพรถ
  2. ค่าขาดประโยชน์ คือการชดเชยเวลาที่เสียไป
  3. ต้องเป็นฝ่ายถูกเท่านั้น ถึงจะเรียกค่าขาดประโยชน์ได้
  4. อย่าใจอ่อนยอมรับเงินก้อนแรกที่ประกันฝ่ายผิดเสนอมา หากคำนวณแล้วมันน้อยกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ คปภ. ให้ยืนยันสิทธิของคุณตามกฎหมาย