สารบัญ (Contents)
ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู กรณีสามีตายจากอุบัติเหตุ
เนื้อหาอ้างออิงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2565
การคำนวณค่าสินไหมทดแทนสำหรับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุนั้นพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ โดยหลักแล้วศาลจะพิจารณาค่าสินไหมทดแทนตามสมควร ตามความจำเป็น รวมถึงพิจารณาตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย
ปัจจัยและองค์ประกอบที่ใช้ในการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน ได้แก่:
◦ ผู้ตายซึ่งเป็นสามีมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ (ภริยา) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคท้าย มาตรา 438 วรรคหนึ่ง และมาตรา 443 วรรคท้าย
◦ ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิด
◦ มีการพิจารณาจากอาชีพ หน้าที่การงาน และรายได้ของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตาย เช่น กรณีศึกษา ผู้ตายอายุ 77 ปี แต่ยังมีสุขภาพแข็งแรงและมีรายได้จากการทำเกษตรปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวโพด ซึ่งมีรายได้ต่อปีประมาณ 1 ล้านบาท และ 270,000 บาท ตามลำดับ
◦ มีการพิจารณาจากสถานะของโจทก์ เช่น การที่โจทก์เป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว และต้องสูญเสียคนสำคัญในการอุปการะเลี้ยงชีพ
◦ ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง
◦ การกำหนดค่าสินไหมทดแทนต้องพิจารณาตามความสมควร ความจำเป็น ประเพณี และฐานานุรูปของผู้ตาย
◦ มีการพิจารณาจากรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอาจมีใบเสร็จยืนยัน
◦ เป็นค่าสินไหมทดแทนส่วนหนึ่งที่ศาลสามารถกำหนดให้ได้ ในกรณีนี้ ค่ารักษาพยาบาลถูกกำหนดโดยศาลชั้นต้นและไม่มีการอุทธรณ์ จึงถือว่ายุติแล้ว
◦ แม้จะไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงต่อชีวิต แต่เป็นความเสียหายที่เกิดจากเหตุละเมิดเดียวกัน
◦ หากรถไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิงหรือถึงขนาดซ่อมไม่ได้ จะคิดค่าเสียหายตามค่าซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ไม่ใช่ราคาซื้อรถใหม่ ในกรณีศึกษา ได้มีการรวมค่าซ่อมรถจักรยานยนต์และค่ารถพ่วงข้าง
◦ บริษัทประกันภัยมีหน้าที่รับผิดชอบตามวงเงินความคุ้มครองที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจ
◦ อย่างไรก็ตาม หากความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกินวงเงินความคุ้มครองรวมของกรมธรรม์ทั้งหมด ศาลก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในส่วนที่ขอให้รับผิดเต็มวงเงินประกันนั้น
◦ ผู้กระทำละเมิด (จำเลยที่ 1) ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด
◦ ผู้รับประกันภัย (จำเลยที่ 2) ซึ่งเป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด แต่ต้องรับผิดนับแต่วันที่ผิดนัด จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยเมื่อใด? วันที่ถือว่าผิดนัด : เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 เนื่องจากหนังสือทวงถามไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ จึงถือว่าสามารถเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามในวันที่ 24 เมษายน 2561 แล้วไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไป
บันทึกชื่อ, อีเมล และชื่อเว็บไซต์ของฉันบนเบราว์เซอร์นี้ สำหรับการแสดงความเห็นครั้งถัดไป
ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู กรณีสามีตายจากอุบัติเหตุ
สารบัญ (Contents)
เนื้อหาอ้างออิงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2565
การคำนวณค่าสินไหมทดแทนสำหรับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุนั้นพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ โดยหลักแล้วศาลจะพิจารณาค่าสินไหมทดแทนตามสมควร ตามความจำเป็น รวมถึงพิจารณาตามประเพณีและตามฐานานุรูปของผู้ตาย
ปัจจัยและองค์ประกอบที่ใช้ในการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน ได้แก่:
• ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู:
◦ ผู้ตายซึ่งเป็นสามีมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ (ภริยา) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคท้าย มาตรา 438 วรรคหนึ่ง และมาตรา 443 วรรคท้าย
◦ ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิด
◦ มีการพิจารณาจากอาชีพ หน้าที่การงาน และรายได้ของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตาย เช่น กรณีศึกษา ผู้ตายอายุ 77 ปี แต่ยังมีสุขภาพแข็งแรงและมีรายได้จากการทำเกษตรปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวโพด ซึ่งมีรายได้ต่อปีประมาณ 1 ล้านบาท และ 270,000 บาท ตามลำดับ
◦ มีการพิจารณาจากสถานะของโจทก์ เช่น การที่โจทก์เป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัว และต้องสูญเสียคนสำคัญในการอุปการะเลี้ยงชีพ
• ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น:
◦ ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคหนึ่ง
◦ การกำหนดค่าสินไหมทดแทนต้องพิจารณาตามความสมควร ความจำเป็น ประเพณี และฐานานุรูปของผู้ตาย
◦ มีการพิจารณาจากรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอาจมีใบเสร็จยืนยัน
• ค่ารักษาพยาบาล:
◦ เป็นค่าสินไหมทดแทนส่วนหนึ่งที่ศาลสามารถกำหนดให้ได้ ในกรณีนี้ ค่ารักษาพยาบาลถูกกำหนดโดยศาลชั้นต้นและไม่มีการอุทธรณ์ จึงถือว่ายุติแล้ว
• ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน (เช่น รถจักรยานยนต์):
◦ แม้จะไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงต่อชีวิต แต่เป็นความเสียหายที่เกิดจากเหตุละเมิดเดียวกัน
◦ หากรถไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิงหรือถึงขนาดซ่อมไม่ได้ จะคิดค่าเสียหายตามค่าซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ไม่ใช่ราคาซื้อรถใหม่ ในกรณีศึกษา ได้มีการรวมค่าซ่อมรถจักรยานยนต์และค่ารถพ่วงข้าง
• วงเงินประกันภัย:
◦ บริษัทประกันภัยมีหน้าที่รับผิดชอบตามวงเงินความคุ้มครองที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจ
◦ อย่างไรก็ตาม หากความเสียหายที่โจทก์ได้รับไม่เกินวงเงินความคุ้มครองรวมของกรมธรรม์ทั้งหมด ศาลก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในส่วนที่ขอให้รับผิดเต็มวงเงินประกันนั้น
• ดอกเบี้ยผิดนัด:
◦ ผู้กระทำละเมิด (จำเลยที่ 1) ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด
◦ ผู้รับประกันภัย (จำเลยที่ 2) ซึ่งเป็นเพียงผู้รับประกันภัยค้ำจุน ไม่ใช่ผู้ทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิด แต่ต้องรับผิดนับแต่วันที่ผิดนัด จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยเมื่อใด? วันที่ถือว่าผิดนัด : เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย โดยจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 เนื่องจากหนังสือทวงถามไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ จึงถือว่าสามารถเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือทวงถามในวันที่ 24 เมษายน 2561 แล้วไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 เป็นต้นไป