บทความกฎหมาย: ข้อต่อสู้ของจำเลยในคดีรถชนที่ถูกฟ้องฐานประมาท - singhalaw

  • Home
  • บทความกฎหมาย: ข้อต่อสู้ของจำเลยในคดีรถชนที่ถูกฟ้องฐานประมาท

บทความกฎหมาย: ข้อต่อสู้ของจำเลยในคดีรถชนที่ถูกฟ้องฐานประมาท

13 พฤศจิกายน 2025 singhalaw 0 Comments

ข้อต่อสู้ของจำเลยในคดีรถชนที่ถูกฟ้องฐานประมาท: สิทธิและวัตถุประสงค์ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

โดย: ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีละเมิด

ในคดีแพ่งที่เรียกค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุรถชน ซึ่งคู่กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำโดยประมาทนั้น การที่จำเลยจะหลุดพ้นจากความรับผิด หรือได้รับการบรรเทาความรับผิด มีหลักการสำคัญที่จำเลยจะต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์เพื่อหักล้างข้ออ้างของโจทก์ ข้อต่อสู้เหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิเสธความรับผิด แต่ยังเป็นกลไกทางกฎหมายที่ช่วยให้ศาลวินิจฉัยความยุติธรรมตามสัดส่วนของความประมาทที่แท้จริง

ต่อไปนี้คือข้อต่อสู้หลักที่จำเลยในคดีรถชนมักนำมาใช้ โดยแบ่งตามวัตถุประสงค์ทางกฎหมาย:

1. การปฏิเสธความประมาทโดยสิ้นเชิง (Seeking Complete Acquittal/Dismissal)

ข้อต่อสู้กลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์สูงสุดคือ เพื่อให้จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดชอบทั้งหมด โดยปฏิเสธองค์ประกอบสำคัญของการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ข้อต่อสู้วัตถุประสงค์แนวทางการพิสูจน์ตามแนวคำพิพากษา
1.1 จำเลยไม่ได้ประมาทเพื่อแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์แล้ว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์หรือป้องกันได้นำสืบพฤติการณ์การขับขี่ เช่น ขับรถด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด, ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด, มีระยะห่างที่ปลอดภัย, และมีการกระทำของบุคคลภายนอกที่ไม่คาดคิดเข้ามากระทบ
1.2 เหตุสุดวิสัยเพื่อปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าความเสียหายเกิดจากเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้ แม้จะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม (เช่น เหตุการณ์ธรรมชาติ, ความบกพร่องของยานพาหนะที่ตรวจสอบไม่ได้ล่วงหน้า)พิสูจน์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น “เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้” ซึ่งทำลายองค์ประกอบของความประมาท เช่น กรณีเบรกแตกโดยกะทันหันในขณะที่เพิ่งตรวจสภาพรถมา (ต้องพิสูจน์ความไม่สามารถป้องกันได้)
1.3 การกระทำไม่ใช่เหตุโดยตรง (ขาดความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล)เพื่อหักล้างว่าความประมาทของจำเลย (ถ้ามี) มิได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือการถึงแก่ความตาย (ใช้มากในคดีอาญา)พิสูจน์ว่าความตายหรือความเสียหายสาหัสเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น การรักษาพยาบาลผิดพลาด หรือผู้เสียหายมีโรคประจำตัวที่กำเริบ ซึ่งเป็นการขัดจังหวะความสัมพันธ์ของเหตุและผล

2. ข้อต่อสู้เรื่องความประมาทร่วม (Contributory Negligence)

ข้อต่อสู้กลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ลดหย่อนความรับผิดของจำเลย โดยอ้างอิงหลักการแบ่งความรับผิดตาม มาตรา 223 และมาตรา 442 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้คดีแพ่งรถชน

ข้อต่อสู้วัตถุประสงค์แนวทางการพิสูจน์ตามแนวคำพิพากษา
2.1 ผู้เสียหาย/โจทก์มีส่วนประมาทร่วมเพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจลดค่าสินไหมทดแทนลงตามส่วนแห่งความประมาทของผู้เสียหาย เพื่อให้จำเลยรับผิดชอบเพียงส่วนที่ตนประมาทเท่านั้นนำสืบความประมาทของผู้เสียหาย เช่น ขับรถโดยฝ่าฝืนกฎจราจร, ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าเหตุ, ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด, ไม่สวมหมวกกันน็อก/เข็มขัดนิรภัย (แม้ไม่ใช่สาเหตุของอุบัติเหตุโดยตรง แต่เป็นสาเหตุของความเสียหายที่เพิ่มขึ้น)
2.2 ความประมาทของผู้เสียหายมีมากกว่า/ไม่ยิ่งหย่อนกว่าจำเลยเพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเลย (ฎีกา 6992/2542) ในกรณีที่ความประมาทของทั้งสองฝ่ายมีน้ำหนักเท่ากัน หรือโจทก์ประมาทมากกว่าเน้นการนำสืบข้อเท็จจริงเพื่อเปรียบเทียบสัดส่วนความประมาทอย่างเข้มข้น เช่น หากโจทก์ขับรถฝ่าไฟแดงด้วยความเร็วสูง ในขณะที่จำเลยก็ขับเร็วเช่นกัน ศาลอาจมองว่าประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทำให้ “ต่างฝ่ายต่างประมาท ฟ้องคู่กรณีไม่ได้” สำหรับความเสียหายของตนเอง

3. ข้อต่อสู้เชิงเทคนิคและความรับผิดทางอ้อม (Vicarious Liability and Technical Defenses)

ข้อต่อสู้เหล่านี้มุ่งเน้นไปที่สถานะทางกฎหมายของจำเลยที่ 2 (นายจ้าง หรือบริษัทประกันภัย) เพื่อ โอนหรือปฏิเสธความรับผิดทางอ้อม

ข้อต่อสู้วัตถุประสงค์แนวทางการพิสูจน์ตามแนวคำพิพากษา
3.1 การกระทำของลูกจ้างมิได้อยู่ในทางการที่จ้างเพื่อให้นายจ้าง (จำเลยที่ 2) หลุดพ้นจากความรับผิดร่วมกับลูกจ้างตาม มาตรา 425 ป.พ.พ. (เช่น ขับรถออกนอกเส้นทางที่สั่ง, ขับรถไปทำธุระส่วนตัว)พิสูจน์ว่าการกระทำของลูกจ้างเป็นการนอกขอบเขตภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างชัดเจน และนายจ้างไม่ได้ให้ความยินยอมหรือรับรู้
3.2 ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินควร/ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ความเสียหายเพื่อให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนให้เหมาะสม หรือไม่ให้ตามที่โจทก์เรียกร้องต่อสู้เรื่องความเสียหายในแต่ละหัวข้อ เช่น ค่ารักษาพยาบาลที่เกินความจำเป็น, ค่าขาดไร้อุปการะที่สูงเกินจริงโดยไม่มีฐานรายได้ที่ชัดเจน, หรือค่าเสียหายต่อรถที่เรียกร้องเกินกว่ามูลค่าจริง

สรุปและข้อควรระวังสำหรับทนายความ

ในทางปฏิบัติ การต่อสู้คดีรถชนที่ถูกฟ้องฐานประมาทนั้น ทนายความผู้เชี่ยวชาญจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อระบุว่าควรใช้ข้อต่อสู้ใดเป็นแกนหลัก:

  1. หากข้อเท็จจริงสนับสนุนว่าจำเลยไม่มีส่วนประมาทเลย ให้เน้นข้อต่อสู้ กลุ่มที่ 1 (ปฏิเสธความประมาทโดยสิ้นเชิง)
  2. หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีผู้เสียหายกระทำผิดกฎจราจรหรือมีส่วนทำให้เกิดความเสียหาย ให้ใช้ข้อต่อสู้ กลุ่มที่ 2 (ความประมาทร่วม) เพื่อลดภาระค่าเสียหายของจำเลย ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้บ่อยที่สุดและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงตามแนวฎีกา

การเตรียมคดีจึงต้องอาศัยการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งภาพถ่าย วีดิทัศน์ ข้อมูล GPS และคำให้การของพยานที่เกิดเหตุ เพื่อนำมาสนับสนุนข้อต่อสู้เรื่องความประมาทร่วมอย่างมีน้ำหนัก ก่อนที่จะนำเสนอต่อศาลเพื่อความเป็นธรรมสูงสุดของลูกความ


(บทความนี้เป็นแนวทางกฎหมายทั่วไป ควรปรึกษาทนายความเพื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเฉพาะคดีก่อนดำเนินการ)