บริษัทประกันต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดที่เกิดขึ้นก่อนวันวางเงินค่าสินไหมทดแทนที่ศาล
ทีมทนายความเราพบบ่อยครั้งว่าบริษัทประกันมักจะยื้อเวลาในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายผู้มีสิทธิเรียกร้อง โดยอาจใช้วิธีการปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเสียเลยตั้งแต่ต้น หรืออาจเสนอให้จำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนน้อยไม่เหมาะสมกับความเสียหายที่ได้รับ จนกระทั่งต่อมาฝ่ายผู้มีสิทธิเรียกร้องต้องมีการฟ้องร้องนำคดีขึ้นสู่ชั้นศาล และในระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล ก็อาจจะต่อรองเสนอค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น แต่หากบริษัทประกันพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้มีสิทธิเรียกร้องไม่ยินยอมในจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทประกันได้เสนอและความบาดเจ็บหรือความเสียหายที่ผู้มีสิทธิเรียกร้องได้รับนั้น มีจำนวนเกินกว่าวงเงินที่รับประกันภัยไว้แล้ว บริษัทประกันก็อาจจะใช้วิธีการวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลเต็มจำนวนเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาประกันภัย
แต่อย่างไรก็ดี แม้บริษัทประกันภัยจะใช้วิธีการวางเงินเต็มวงเงินที่รับประกันภัยไว้เพื่อชดใช้ให้แก่ฝ่ายผู้มีสิทธิเรียกร้องแล้วก็ตาม บริษัทประกันก็ยังคงต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ถือว่าบริษัทฯผิดนัด จนกระทั่งถึงวันที่วางเงินค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนต่อศาลด้วย จะถือว่าตนพ้นความรับผิดเพราะวางเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแบบเต็มวงเงินต่อศาลแล้วไม่ได้ ดังแนวคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9402/2559
บ. ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่บริษัท ว. เป็นผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยเหตุเกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยด้วยความประมาทเลินเล่อ โจทก์ที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ บ. ผู้ประสบภัยจึงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง บริษัท ว. จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท แล้ว เมื่อเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 บริษัท ว. มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว เช่นนี้จำเลยที่ 2 ชอบที่จะกันเงิน 50,000 บาท ไว้เพื่อคืนแก่บริษัท ว. ดังนั้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ที่ 1 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจึงเหลือเพียง 50,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 วางเงินชำระต่อศาลชั้นต้นไว้แล้ว 50,000 บาท เมื่อรวมกับเงิน 50,000 บาท ที่ต้องกันไว้เพื่อคืนบริษัท ว. แล้ว เป็นเงิน 100,000 บาท เต็มวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิตแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อีก แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 วางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระแก่โจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น จำเลยที่ 2 ยังคงมีความรับผิดในดอกเบี้ยของต้นเงิน 50,000 บาท จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ จำเลยที่ 2 จึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2550
บันทึกชื่อ, อีเมล และชื่อเว็บไซต์ของฉันบนเบราว์เซอร์นี้ สำหรับการแสดงความเห็นครั้งถัดไป
บริษัทประกันต้องรับผิดในดอกเบี้ยผิดนัดที่เกิดขึ้นก่อนวันวางเงินค่าสินไหมทดแทนที่ศาล
ทีมทนายความเราพบบ่อยครั้งว่าบริษัทประกันมักจะยื้อเวลาในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายผู้มีสิทธิเรียกร้อง โดยอาจใช้วิธีการปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเสียเลยตั้งแต่ต้น หรืออาจเสนอให้จำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนน้อยไม่เหมาะสมกับความเสียหายที่ได้รับ จนกระทั่งต่อมาฝ่ายผู้มีสิทธิเรียกร้องต้องมีการฟ้องร้องนำคดีขึ้นสู่ชั้นศาล และในระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล ก็อาจจะต่อรองเสนอค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น แต่หากบริษัทประกันพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้มีสิทธิเรียกร้องไม่ยินยอมในจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทประกันได้เสนอและความบาดเจ็บหรือความเสียหายที่ผู้มีสิทธิเรียกร้องได้รับนั้น มีจำนวนเกินกว่าวงเงินที่รับประกันภัยไว้แล้ว บริษัทประกันก็อาจจะใช้วิธีการวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลเต็มจำนวนเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาประกันภัย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9402/2559
บ. ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่บริษัท ว. เป็นผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยเหตุเกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยด้วยความประมาทเลินเล่อ โจทก์ที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ บ. ผู้ประสบภัยจึงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง บริษัท ว. จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท แล้ว เมื่อเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 บริษัท ว. มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว เช่นนี้จำเลยที่ 2 ชอบที่จะกันเงิน 50,000 บาท ไว้เพื่อคืนแก่บริษัท ว. ดังนั้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ที่ 1 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจึงเหลือเพียง 50,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 วางเงินชำระต่อศาลชั้นต้นไว้แล้ว 50,000 บาท เมื่อรวมกับเงิน 50,000 บาท ที่ต้องกันไว้เพื่อคืนบริษัท ว. แล้ว เป็นเงิน 100,000 บาท เต็มวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิตแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อีก แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 วางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระแก่โจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น จำเลยที่ 2 ยังคงมีความรับผิดในดอกเบี้ยของต้นเงิน 50,000 บาท จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ จำเลยที่ 2 จึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2550