รถเช่าซื้อถูกชน ไม่มีเงินผ่อน จนถูกไฟแนนซ์ฟ้อง  แต่มีประกันภัย ทำอย่างไรดี ??? - singhalaw

  • Home
  • รถเช่าซื้อถูกชน ไม่มีเงินผ่อน จนถูกไฟแนนซ์ฟ้อง  แต่มีประกันภัย ทำอย่างไรดี ???

รถเช่าซื้อถูกชน ไม่มีเงินผ่อน จนถูกไฟแนนซ์ฟ้อง  แต่มีประกันภัย ทำอย่างไรดี ???

10 มีนาคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

รถเช่าซื้อถูกชน ไม่มีเงินผ่อน จนถูกไฟแนนซ์ฟ้อง  แต่มีประกันภัย ทำอย่างไรดี ???

1.รถยนต์อยู่ระหว่างเช่าซื้อรถชนเสียหาย

ในระหว่างผ่อนชำระค่าเช่าซื้อยังไม่ครบตามสัญญา รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกชนเสียหายทั้งคัน เป็นเหตุให้ไม่สามารถใช้รถเพื่อหารายได้ จนผิดนัดชำระค่างวดและถูกบริษัทไฟแนนซ์ฟ้อง หากรถที่ท่านผ่อนอยู่นั้นได้เอาประกันภัยคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้ สามารถหมายเรียกให้ผู้รับประกันภัยมาเข้ามาจ่ายค่างวดหรือราคารถให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ได้

2.บริษัทไฟแนนซ์ฟ้องให้ส่งมอบคืนรถหรือชดใช้ราคาแทน

ผู้เขียนจะขอพูดถึงเหตุการณ์เมื่อรถยนต์ที่ท่านเช่าซื้อมานั้นถูกรถยนต์ของบุคคลอื่นเฉี่ยวชนจนเสียหายใช้การไม่ได้ทำให้ท่านไม่สารถใช้รถหาเงินมาจ่ายค่างวดให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ จนต้องผิดนัดและถูกบริษัทไฟแนนซ์ฟ้องให้ส่งมอบคืนรถหรือชดใช้ราคาแทน และแน่นอนว่าเมื่อรถที่ท่านเช่าซื้อมานั้นถูกชนเสียหายทั้งคันเสียแล้ว ย่อมไม่อาจจะคืนรถให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ในสภาพเดิมได้

โดยผู้เขียนจะขอกล่าวถึงวิธีการให้บริษัทผู้รับประกันฝ่ายเรา (ผู้รับประกันรถยนต์คันที่เช่าซื้อซึ่งถูกชนเสียหาย) ให้เข้ามาร่วมรับผิดชอบชดใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ พร้อมนำเสนอคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องแก่ผู้อ่าน แต่จะไม่ขอกล่าวถึงการใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้ทำละเมิดหรือผู้ต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด เช่น นายจ้าง ตัวการตัวแทน บิดามารดาของผู้เยาว์ หรือหน่วยงานของรัฐ แต่อย่างใด ซึ่งกรณีนี้ท่านสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลดังกล่าวได้อยู่แล้ว

3.รถที่ถูกชนมีประกันภัย (ภาคสมัครใจ)

          กล่าวคือ เมื่อรถยนต์ที่ท่านเช่าซื้อมานั้นได้ทำประกันภัยรถยนต์คุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นประเภท 1 ประเภท 2+ หรือ 3+ หากในระหว่างระยะเวลาประกันภัยได้ถูกรถยนต์ของบุคคลอื่นเฉี่ยวชนเสียหายทั้งคันหรือเสียหายสิ้นเชิงไม่อาจซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมได้หรืออีกนัยหนึ่งคือเสียหายไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่ารถยนต์ในขณะถูกชน ซึ่งกรณีเช่นนี้บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรรม์ธรรมให้แก่บริษัทไฟแนนซ์หรือผู้ให้เช่าซื้อในฐานะเป็นผู้รับประประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย และหากได้เอาประกันภัยไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่ารถยนต์ในขณะที่ทำประกันภัย เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ผู้ให้เช่าซื้อแล้ว บริษัทไฟแนนซ์หรือผู้ให้เช่าซื้อในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เสียหายจะต้องโอนกรรมสิทธิในรถยนต์ให้แก่บริษัทผู้รับประกันภัยด้วย

          ดังนั้น เมื่อภายหลังเกิดเหตุ ท่านในฐานะผู้เช่าซื้อรถยนต์ที่ถูกชนเสียหาย ผิดนัดไม่ชำระค่างวดและบริษัทไฟแนนซ์ได้บอกเลิกสัญญาและได้ฟ้องท่านเป็นคดีต่อศาล โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้ท่านคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาแทน ให้ท่านติดต่อทนายความที่ท่านไว้วางใจเพื่อยื่นคำให้การแก้คดี และขอให้ศาล “หมายเรียก”บริษัทผู้รับประกันรถยนต์ของท่านที่ถูกชนนั้นเข้ามาเป็น “จำเลยร่วม” ทั้งนี้ เพื่อศาลจะได้มีคำพิพากษาให้บริษัทผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทไฟแนนซ์หรือผู้ให้เช่าซื้อได้โดยตรง

4.คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาฎีกาที่ 3842/2556

บริษัทสยามพาณิชย์ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)โจทก์

นางสมบัติ กลิ่นผล กับพวกจำเลย

บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทน เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายทั้งคันไม่สามารถใช้การได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองต้องชำระราคาแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของ จ. ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้แก่จำเลยร่วมและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมให้ใช้ค่าทดแทนตามสัญญาประกันภัยได้ เมื่อจำเลยทั้งสองขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และศาลชั้นต้นมีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำขอของจำเลยทั้งสองแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

________________

          โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 โจทก์ประมูลซื้อทรัพย์สินประเภทสัญญาเช่าซื้อของบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด อันรวมถึงสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งนายเจริญ กลิ่นผล เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บ-3954 สิงห์บุรี มาจากบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 ในราคา 340,176 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 48 งวด ผ่อนชำระทุกวันที่ 15 ของเดือน ชำระงวดแรกวันที่ 15 มกราคม 2540 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมานายเจริญผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 2 ประจำวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 ครั้งวันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 โจทก์จึงทราบว่านายเจริญถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 โจทก์มีหนังสือทวงถามบอกกล่าวการโอนและบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเจริญและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 240, 000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท และค่าเสียหายวันละ 200 บาท หรือเดือนละ6,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

          จำเลยทั้งสองให้การว่า นายเจริญ กลิ่นผล ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์คันที่เช่าซื้อไว้กับบริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด โดยให้บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ นายเจริญไม่ได้ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2560 นายเจริญได้ขับรถยนต์คันที่เช่าซื้อไปทำธุระที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และถูกรถยนต์บรรทุกพ่วง หมายเลขทะเบียน 80-5840  ขอนแก่น เฉี่ยวชนเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่เช่าซื้อได้รับความเสียหายทั้งคัน โดยมิใช่ความผิดของนายเจริญ ส่วนนายเจริญได้ถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงและบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อรับเงินค่าสินไหมตามจำนวนที่เอาประกันภัยจากบริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด แล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้ออีกต่อไป ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากไม่ได้ฟ้องทายาทนายเจริญภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ทราบว่านายเจริญถึงแก่ความตาย ขอให้ยกฟ้อง

          ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

          จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามฟ้อง เนื่องจากจำเลยร่วมทำสัญญารับประกันภัยรถยนต์คันที่เช่าซื้อกับนายเจริญ กลิ่นผล โดยมีข้อตกลงตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยว่าจำเลยร่วมจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความวินาศภัยหรือบุบสลายอันเกิดแก่รถยนต์ที่เช่าซื้อ จำเลยร่วมมิได้รับประกันภัยความเสียหายที่เกิดเนื่องจากผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแต่อย่างใด จำเลยร่วมได้จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แก่บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด แล้ว ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 344,400 บาท แก่โจทก์ แต่ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งแลพาณิชย์ มาตรา 1601 กับให้จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

          จำเลยร่วมอุทธรณ์

          ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

          จำเลยร่วมฎีกา

          ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อของบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อคดีนี้ โดยเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 นายเจริญ กลิ่นผล ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บ-3954 สิงห์บุรี กับบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ในราคา 340,176 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 นายเจริญได้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์คันที่เช่าซื้อไว้กับจำเลยร่วม ตามตารางกรมธรรม์เอกสารหมาย ล.2 โดยมีบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ วันที่ 27 มกราคม 2540 นายเจริญได้ขับรถคันที่เช่าซื้อไปทำธุระที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถูกรถยนต์บรรทุกพ่วงเฉี่ยวชนเป็นเหตุให้นายเจริญถึงแก่ความตายในวันรุ่งขึ้น และรถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายทั้งคันตามภาพถ่ายหมาย ล.3 ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 2 ประจำวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2540 เป็นต้นมาต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 โจทก์จึงทราบว่านายเจริญ ผู้เช่าซื้อถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรและแบบรับรองรายการทะเบียนคนตายเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเจริญและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

          ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมมีเพียงว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยร่วมฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกัน การที่ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีและพิพากษาให้รับผิดตามสัญญาประกันภัยต่อโจทก์ เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

          เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทน โดยข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเสียหายทั้งคันไม่สามารถใช้การได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ได้ซึ่งหากจำเลยทั้งสองต้องชำระราคารถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของนายเจริญ กลิ่นผล ผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้แก่จำเลยร่วมและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อให้โจทก์ ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยร่วมให้ใช้ค่าทดแทนตามสัญญาประกันภัยได้ จำเลยทั้งสองจึงขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีตามคำขอของจำเลยทั้งสองดังกล่าวแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมใช้ค่าเสียหายที่จำเลยร่วมต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยแก่โจทก์ได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(สุทธินันท์ เสียมสกุล-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-สุนันท์ ชัยชูสอน