วิเคราะห์คดีรถชน - singhalaw

  • Home
  • วิเคราะห์คดีรถชน

วิเคราะห์คดีรถชน

5 สิงหาคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

คำถาม

ขับรถยนต์ในช่องจราจรของตัวเอง มอไซข้ามมาชนฝั่งซ้ายของรถเรา โดยที่เราอยู่ในช่องจราจรของเรา มอไซเสียชีวิตคาที่ มอไซมีค่าแอลกอฮอลในเลือด 286 ส่วนฝ่ายเรามีค่าแอลกอฮอลเป่าได้ 56 ร้อยเวรส่งสำนวนแยก 2 คดี  ฝั่งเราโดนขับรถขณะเมาสุรา อีกฝั่งโดนขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ แต่ไม่ส่งฟ้องเนื่องจากเสียชีวิต

พอร้อยเวรส่งเรื่องถึงอัยการ อัยการสั่งแก้สำนวนให้เป็นประมาทร่วม ค่าซ่อมรถยนต์เรา 4 แสน 4 หมื่น ประกันจะไม่จ่ายถ้าเราโดนข้อหาประมาทร่วม แบบนี้ควรทำยังไงครับ รบกวนปรึกษาครับ ฝั่งเราประกันชั้น 1

ตามคำถามข้างต้นมีประเด็นที่น่าสนใจ ผู้เขียนจึงขอนำคำถามดังกล่าวมาเป็นตัวอย่างวิเคราะห์ว่า หากเกิดเหตุรถชนในลักษณะเช่นนี้ ในมุมมองของทนายเป็นอย่างไรและมีข้อแนะนำอย่างไร

1.ประเด็นที่1 : ผู้ขับขี่รถยนต์ประมาทหรือไม่

ในคดีรถชน ผู้ขับขี่จะถือว่าขับรถโดยประมาทหรือไม่ มีหลักเกณฑ์ที่ต้องพิจารณา ดังนี้

 1.ผู้ขับขี่ฝ่าผืนกฎจราจรหรือกฎแห่งความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนหรือไม่ และการฝ่าฝืนกฎจราจรดังกล่าวเป็นเหตุโดยตรงให้รถเกิดการชนกันหรือชนคนหรือสิ่งของหรือไม่

2.หากไม่เข้าเงื่อนไขตามข้อ 1 คือ ไม่มีผู้ขับขี่ฝ่ายใดฝ่าผืนกฎจราจร หรือผู้ขับขี่ฝ่าฝืนกฎจราจรแต่การฝ่าฝืนกฎจราจรไม่ใช่เหตุโดยตรงให้รถเกิดการชนกันหรือชนคนหรือสิ่งของแล้ว จะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ มาตรา 59 วรรคสี่ กล่าวคือ  “บุคคลซึ่งในภาวะผู้ขับรถในทาง ตามวิสัยของวิญญูชนเช่นเดียวกันและในพฤติการณ์สภาพแวดล้อมในการขับขี่อย่างเดียวกันนั้น อาจใช้ความระมัดระวังได้หรือไม่ ซึ่งหากวิญญูชนทั่วไปอาจใช้ความระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงหรือป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ต้องถือว่าผู้ขับขี่นั้นใช้ความระมัดระวังไม่เพียงพอและเป็นการขับขี่โดยประมาท แต่ถ้าหากวิญญูทั่วไปซึ่งเป็นผู้ขับขี่ในสถานการณ์เช่นเดียวกันนั้น ก็ไม่อาจใช้ความระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงหรือป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เช่นเดียวกัน   ต้องถือว่าผู้ขับขี่เช่นนั้น มิได้ขับขี่โดยประมาท”

3.ต้องไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ป.พ.พ.“มาตรา 8 คำว่า “เหตุสุดวิสัย” หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น” กล่าวคือ ต้องไม่ใช่เป็นกรณีที่บุคคลในภาวะวิสัยและพฤติการณ์เช่นผู้ขับขี่ขณะนั้นไม่อาจป้องกันหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการชนได้ แม้ว่าจะได้ใช้ความระมัดระวังแล้วก็ตาม

บทวิเคราะห์ ข้อเท็จจริงจากคำถามผู้ขับขี่รถยนต์ขับมาในทางเดินรถของตนตามปกติ (เข้าใจว่าถนนมี 2 เลนสวนทางกันไปและกลับอย่างละหนึ่งช่องทาง) แต่รถจักรยานยนต์ขับข้ามเลนหรือล้ำเข้ามาชนฝั่งซ้ายของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่รถยนต์มีประมาณแอลกอฮอล์ 56 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่ผู้ขับขี่รถจักรยายนต์มีประมาณแอลกอฮอล์ 286 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จากข้อเท็จจริงนี้แม้จะได้ความว่าผู้ขับขี่รถยนต์มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด (50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) ซึ่งถือว่าเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. จราจร หรือกฎแห่งความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน แต่ยังคงขับอยู่ในช่องเดินรถของตน  ดังนั้น การฝ่าฝืนกฎจราจรโดยการมีประมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดดังกล่าว จึงไม่ใช่สาเหตุหรือผลโดยตรงที่ทำให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ชนกัน เพราะรถยนต์ขับวิ่งอยู่ในช่องเดินรถของตน (และไม่ปรากฏว่าขับเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด) แต่สาเหตุที่รถทั้งสองเกิดการเฉี่ยวชนกันเนื่องมาจากผู้ตายขับขี่รถจักรยายนต์ข้ามเลนหรือล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของรถยนต์ (เข้าใจว่าน่าจะกระชันชิด (ข้อเท็จจริงส่วนนี้ไม่ชัด) ซึ่งบุคคลภาวะและพฤติกาณ์เช่นเดียวกับผู้ขับขี่รถยนต์ เมื่อมีรถอื่นแล่นล้ำตัดหน้าเข้ามาในช่องเดินรถของตนในระยะกระชั้นชิด ย่อมไม่อาจจะห้ามล้อ หลบหลีก หรือป้องกันไม่ให้รถเกิดการชนกันได้ ดังนั้น จึงไม่ถือว่าผู้ขับขี่รถยนต์มีส่วนประมาทด้วย แต่อย่างไรก็ดี ผู้ขับขี่รถยนต์ยังคงมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจร มาตรา 43(2) ขับขี่รถในขณะเมาสุรา

2.ประเด็นที่ 2 : ค่าซ่อมรถ จำนวน 440,000 บาท

 เงื่อนไขหรือสัญญาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ข้อ 9. การยกเว้นการใช้อื่นๆ กำหนดว่า “การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง 9.3.1  มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” กล่าวคือ หากผู้ขับขี่รถประกันมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และรถยนต์คันดังกล่าวเกิดความเสียหาย บริษัทประกันจะไม่ให้ความคุ้มครอง

แต่อย่างไรก็ดีในข้อ 9 วรรคสองดังกล่าว มีเงื่อนไขต่อไปว่า “การยกเว้นตามข้อ …9.3… จะไม่นำมาใช้ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้นและมิใช่ความประมาทของผู้ขับขี่รถยนต์ที่เอาประกันภัย ตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้”

ดังนั้น ค่าซ่อมรถจำนวน 440,000 บาท จะได้รับความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยประเภท 1 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง บริษัทผู้รับประกันภัยให้ความคุ้มครองชำระค่าซ่อมจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่า “ผู้ขับขี่รถยนต์ประมาทหรือมีส่วนประมาทในเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่” หากผู้ขับขี่รถยนต์มีส่วนประมาท บริษัทก็จะไม่ให้ความคุ้มครอง แต่หากถ้าผู้ขับขี่รถยนต์ มิได้เป็นฝ่ายประมาท แต่เกิดแต่เหตุสุดวิสัยหรือเป็นความประมาทของผู้ขับขี่รถยนต์ที่ตายฝ่ายเดียว บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องให้ความคุ้มครองและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแม้จะผู้ขับขี่รถยนต์จะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดก็ตาม

***ข้อแนะนำ***

เมื่อวิเคราะห์แล้วว่าตามภาวะวิสัยและพฤติการณของผู้ขับขี่รถยนต์ตามคำถามข้างต้น ไม่ถือว่าผู้ขับขี่รถยนต์มีส่วนประมาท และต้องการให้ได้รับความคุ้มครองจากสัญญาประกันภัยประเภท 1 ผู้ขับขี่จะต้องให้การปฏิเสธต่อสู้ในคดีอาญา เนื่องจากจะมีผลต่อเนื่องมายังค่าซ่อมรถ 440,000 บาท กล่าวคือ หากผู้ขับขี่รถยนต์ให้การ “รับสารภาพในคดีอาญา” ย่อมถือว่าผู้ขับขี่รถยนต์มีส่วนประมาทด้วย ซึ่งแม้ในคดีที่ผู้เอาประกันภัยฟ้องบริษัทผู้รับประกันภัยให้ชดใช้ค่าซ่อม จำนวน 440,000 บาท ตามสัญญาประกันภัยรถยนต์ จะ “ไม่ถือว่าเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา” แต่ก็ถือว่าคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่ง และในทางปฏิบัติบริษัทประกันจะต้องนำผลในคดีอาญามายกเป็นข้อต่อสู้ซึ่งเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักควรรับฟัง เพราะหากผู้ขับขี่รถยนต์มิได้ประมาทก็คงจะไม่ให้การรับสารภาพดังกล่าว  ดังนั้น หากผู้ขับขี่รถยนต์ให้การรับสรภาพในคดีอาญา บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ ประเภท 1 ก็จะถือว่ามีส่วนประมาท และอ้างเงื่อนไขสัญญาประกันภัย หมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ “ข้อ 9 การยกเว้นการใช้อื่นๆ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง 9.3.1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” ขึ้นปฏิเสธ 

แต่หากผู้ขับขี่รถยนต์ให้การ “ปฏิเสธสู้คดีอาญา” และในท้ายที่สุดศาลตัดสินถึงที่สุดว่า เหตุดังกล่าวเป็น “เหตุสุดวิสัย” หรือเป็นเพราะ “ความประมาทของผู้ตายฝ่ายเดียว” ซึ่งเท่ากับว่า ผู้ขับขี่รถยนต์มิได้มีส่วนประมาทด้วย กรณีเช่นนี้จะอยู่ในความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย ที่บริษัทผู้รับประกันภัยจะต้องชำระค่าซ่อม จำนวน 440,000 บาท หรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย เนื่องจากเข้าข้อยกเว้นตามสัญญาประกันภัย ข้อ 9 วรรคสอง ซึ่งกำหนดว่า “การยกเว้นตามข้อ …9.3… จะไม่นำมาใช้ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดขึ้นและมิใช่ความประมาทของผู้ขับขี่รถยนต์ที่เอาประกันภัย ตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้”

หมายเหตุ : ข้อวิเคราะห์และคำแนะนำของผู้เขียนดังกล่าว เป็นเพียงบทวิเคราะห์เบื้องต้นตามข้อเท็จจริงจากคำถามและความเข้าใจของผู้เขียน ซึ่งเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล ดังนั้น หากมีข้อเท็จจริงเป็นอื่น แตกต่างหรือนอกเหนือไปจากนี้ อาจได้ข้อวิเคราะห์และคำแนะนำที่ต่างออกไป