เรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการขาดการใช้รถยนต์ ได้จากใครบ้าง ??? (จากประกันภัยรถตนเองได้หรือไม่) - singhalaw

  • Home
  • เรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการขาดการใช้รถยนต์ ได้จากใครบ้าง ??? (จากประกันภัยรถตนเองได้หรือไม่)

เรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการขาดการใช้รถยนต์ ได้จากใครบ้าง ??? (จากประกันภัยรถตนเองได้หรือไม่)

12 มีนาคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

เรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการขาดการใช้รถยนต์ ได้จากใครบ้าง ???

(จากประกันภัยรถตนเองได้หรือไม่)

          หากท่านได้ซื้อประกันภัยรถยนต์คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถไว้ และต่อมาเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน แล้วท่านเป็นฝ่ายถูก แต่รถยนต์ของท่านเกิดความเสียหาย ต้องเสียเวลานำรถยนต์เข้าอู่เพื่อทำการซ่อมแซมกับอู่คู่สัญญาของบริษัทประกันภัย ซึ่งในระหว่างการซ่อมดังกล่าวไม่มีรถใช้  ท่านจะสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการขาดการใช้รถได้จากใครบ้าง และจะเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถกับบริษัทประกันฝ่ายตนเองได้หรือไม่ วันนี้ทีมทนายจะเล่าให้ฟัง

1.ผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์

ในประเด็นนี้ทีมทนายความได้เคยเขียนบทความไว้แล้ว ท่านที่สนใจสามารถศึกษาได้ที่หัวข้อนี้ “สิทธิเรียกร้องค่าซ่อมและค่าขาดประโยชน์

2.สิทธิเลือกซ่อมของผู้ต้องเสียหาย

 ในกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น หากรถยนต์ของคู่กรณีมีประกันภัยภายสมัครใจ ป1,ป2,ป2+,ป3,ป3+ ซึ่งจะมีความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก และในขณะเดียวกันรถยนต์ของท่านก็มีการซื้อประกันภัย ป1,ป2+ หรือ ป3+ ที่มีความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ในขณะเดียวกัน ดังนั้น ท่านในฐานะคู่กรณีฝ่ายถูก จึงมีสิทธิเลือกที่จะให้บริษัทผู้รับประกันของรถยนต์คู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดเป็นฝ่ายดำเนินการจัดซ่อม หรือจะเลือกให้บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ฝ่ายของตนเองเป็นผู้ดำเนินการจัดซ่อมก็ได้ เป็นสิทธิของคู่กรณีหรือรถยนต์ที่เป็นฝ่ายถูกที่จะเลือกได้

โดยคู่กรณีฝ่ายผิดหรือบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ฝ่ายผิด จะเกี่ยงให้รถยนต์ฝ่ายถูกไปใช้สิทธิให้บริษัทประกันภัยฝ่ายตนเองเป็นผู้ดำเนินการจัดซ่อมไม่ได้ และในทางกลับกันหากรถยนต์ฝ่ายถูกเลือกให้บริษัทผู้รับประกันภัยฝ่ายตนเองเป็นผู้ดำเนินการจัดซ่อม บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ฝ่ายถูกเองก็จะอ้างหรือเกี่ยงให้ไปเรียกร้องให้คู่กรณีฝ่ายผิดหรือผู้รับประกันภัยของรถยนต์ฝ่ายผิดเป็นผู้ดำเนินการจัดซ่อมก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นสิทธิของรถยนต์ฝ่ายถูกที่จะเลือก   

3.ค่าขาดประโยชน์ระหว่างการจัดซ่อมใครต้องรับผิดชอบ

ในระหว่างการจัดซ่อมรถยนต์ของท่านซึ่งเป็นฝ่ายถูกนั้น ท่านสามารถที่จะเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ในระหว่างการจัดซ่อมได้ เนื่องจากถือว่าเป็นความเสียหายที่ได้รับและอยู่ในความคุ้มครองของสัญญาประกันภัย โดยแยกพิจารณาดังนี้   

3.1 กรณีเลือกให้บริษัทผู้รับประกันภัยของคู่กรณีฝ่ายผิดเป็นผู้ดำเนินการจัดซ่อม

ในกรณีที่ท่านเลือกให้ฝ่ายผิดหรือบริษัทประกันคู่กรณีฝ่ายผิดเป็นผู้ดำเนินการจัดซ่อม โดยการเข้าซ่อมอู่ในเครือของบริษัทประกันของฝ่ายผิด หากใช้ระยะเวลาในการจัดซ่อมเป็นจำนวนกี่วันนับแต่วันเกิดเหตุจนกระทั่งถึงวันซ่อมแล้วเสร็จและได้รับมอบรถ (ปรากฎตามใบส่งมอบและใบรับรถ) ท่านสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการขาดการใช้รถได้ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ในกรณีที่ท่านไม่มีรถใช้ในระหว่างการซ่อมดังกล่าวแล้วต้องเดินทางโดยวิธีการอย่างอื่นแทน เช่น ค่าเช่ารถ ค่าแท็กซี่ ค่าโดยสารมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ค่ารถเมย์ ค่ารถไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งเดินทางจากที่ทำงานไปและกลับบ้านหรือธุรกิจอื่นใด แต่หากไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินดังกล่าวมาแสดง ก็จะได้รับค่าขาดประโยชน์ขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประกันภัย จำนวน 500 บาท สำหรับรถยนต์ที่มีที่นั่งไม่เกิน 7 คนหรือรถยนต์บรรทุกผู้โดยสารรวมทั้งผู้ขับขี่ไม่เกิน 7 คน, จำนวน 700 บาท สำหรับรถยนต์รับจ้างสาธารณะที่มีที่นั่งไม่เกิน 7คน หรือ จำนวน 1,000 บาท สำหรับรถยนต์บรรทุกผผู้โดยสารรวมทั้งผู้ขับขี่เกิน 7 คน   

3.2 กรณีเลือกให้บริษัทผู้รับประกันภัยของตนเองเป็นผู้ดำเนินการจัดซ่อม

กรณีนี้ต้องแยกพิจารณา ดังนี้

3.2.1 กรณีการจัดซ่อมตามระยะเวลาสมควรปกติ

ในกรณีที่ท่านซึ่งเป็นฝ่ายถูกเลือกให้บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของตนเองเป็นผู้ดำเนินการจัดซ่อมในอู่ในเครือของบริษัทประกันภัย หากการจัดซ่อมนั้นใช้ระยะเวลาตามระยะเวลาสมควรปกติ กรณีเช่นนั้น ท่านจะสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถในระหว่างการจัดซ่อมนับแต่วันเกิดเหตุจนกระทั่งถึงวันซ่อมแล้วเสร็จและได้รับมอบรถ (ปรากฎตามใบส่งมอบและใบรับรถ) ได้จากคู่กรณีหรือบริษัทผู้รับประกันรถยนต์ของคู่กรณีฝ่ายผิดตามจำนวนที่เกิดขึ้นจริงหรือขั้นต่ำตามที่กล่าวในข้อ 3.1  

3.2.2 กรณีการจัดซ่อมล่าช้าเกินที่ควรจะเป็น โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

แต่ในกรณีที่ท่านซึ่งเป็นฝ่ายถูกเลือกให้บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของตนเองเป็นผู้ดำเนินการจัดซ่อมในอู่ในเครือของบริษัทประกันภัย แต่การจัดซ่อมล่าช้าเกินที่ควรจะเป็น โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น การจัดซ่อมตามระยะเวลาสมควรปกติควรใช้เวลา 30 วัน แต่ความล่าช้าเกิดจากบริษัทผู้รับประกันฝ่ายถูกนั้นเองที่ประวิงการซ่อม โดยเกี่ยงให้ไปเรียกร้องให้บริษัทผู้รับประกันภัยฝ่ายผิดเป็นผู้จัดซ่อม หรือไม่ยอมอนุมัติให้อู่จัดซ่อมหรืออนุมัติล่าช้า หรือบริษัทประกันตกลงกับอู่ซ่อมว่า จะเป็นผู้จัดหาอะไหล่ในการซ่อมเอง แต่จัดอะไหล่ให้กับอู่ล่าช้า ทั้งที่ก็เป็นอะไหล่ที่สามารถหาได้ในท้องตลาดทั่วไป ฯลฯ เป็นต้น จนทำให้การจัดซ่อมล่าช้าเกินที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุอันสมควร และใช้ระยะเวลาในการซ่อมเพิ่มขึ้น เช่น จาก 30 วัน เป็น 120 วัน

ดังนั้น รถยนต์ฝ่ายถูกจึงสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ได้ทั้งจากบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดและบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของตนเอง ดังนี้

(1.) สำหรับค่าขาดประโยชน์การขาดการใช้รถในช่วงระยะเวลาการจัดซ่อมปกติ 30 วัน สามารถเรียกร้องได้จากบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของคู่กรณีฝ่ายผิด ซึ่งถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติที่ฝ่ายละเมิดต้องรับผิดในค่าขาดการใช้ในช่วงระยะเวลาการจัดซ่อมดังกล่าว

2.สำหรับค่าขาดประโยชน์การขาดการใช้รถในช่วงระยะเวลาการจัดซ่อมล่าช้าเกินที่ควรจะ เป็น โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ตั้งแต่วันที่ 31-120 สามารถเรียกร้องได้จากบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาประกันภัย ในหมวดการคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ ข้อ 7.5 ที่กำหนดว่า … “ข้อ 7 การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง… 7.5 ความเสียหายอันเกิดจากการขาดการใช้รถยนต์ เว้นแต่การขาดการใช้รถยนต์นั้น เกิดจากบริษัทประวิงการซ่อมหรือซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร” และเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ไม่สามารถเรียกร้องจากบริษัทผู้รับประกันภัยฝ่ายผิดได้ในกรณีที่จัดซ่อมล่าช้า ก็เนื่องจากมิใช่อู่ในเครือของบริษัทผู้รับประกันภัยฝ่ายผิด จึงไม่อาจควบคุมการซ่อมหรือเร่งรัดการซ่อมได้

4.ประเด็นค่าเช่ารถใช้ระหว่างซ่อม

เป็นที่น่าสังเกตว่าการเช่ารถใช้ในระหว่างรอการจัดซ่อมแล้วเสร็จนั้น แม้จะถือเป็นค่าเสียหายโดยตรงสืบเนื่องจากอุบัติเหตุและสามารถเรียกร้องจากคู่กรณีฝ่ายผิดได้ แต่ก็มักจะมีปัญหาในเรื่องของความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าว่าเหมาะสมหรือไม่ หรือเกินกว่าความเสียหายแท้จริงที่ได้รับและเป็นไปเพื่อความสะดวกสบายของผู้เช่าใช้รถเองหรือไม่ ดังจะหยิบยกตัวอย่าง คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการฯให้เห็น ดังนี้

  • “ซึ่งโดยทั่วไปนั้นผู้เสนอข้อพิพาทควรจะเช่ารถที่มีสภาพใกล้เคียงกับรถของผู้เสนอข้อพิพาทมาใช้ การเช่ารถที่ยังเรียกได้ว่าเป็นรถใหม่มาใช้ดังกล่าวยอมเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเช่ารถที่มีสภาพใกล้เคียงกับรถของผู้เสนอข้อพิพาทมาใช้ จึงเห็นสมควรกำหนดให้ผู้เสนอข้อพิพาทควรเช่ารถที่มีค่าเช่าเพียงวันละ 800 บาท (คดีนี้ผู้เสนอข้อพิพาทมีสัญญาเช่าประกอบและเรียกร้องค่าเช่าวันละ 1,000 บาท”  
  • “ค่าขาดประโยชน์ในข้อพิพาทนี้ ต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและเป็นผลโดยตรงใกล้ชิดต่อเนื่องกับวินาศภัย กรณีตามข้อพิพาทผู้เสนอข้อพิพาทอาจเยียวยาความเสียหายที่ต้องไปทำงานตามปกติหรือไปทำธุรกิจ โดยวิธีอื่นที่จำเป็นและสมควรได้ เช่น ใช้รถตู้หรือรถยนต์โดยสารทั่วไปไม่จำเป็นต้องเช่ารถยนต์ตามที่อ้าง การเรียกร้องที่ถือเอาความสะดวกสบายส่วนตัวในลักษณะนี้เป็นค่าเสียหายเกินความจริง ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดเกินกว่าจำนวนค่าเสียหายจริงที่เป็นผลโดยตรงและใกล้ชิดกับอุบัติเหตุ หากผู้เสนอข้อพิพาทเช่ารถยนต์ตามที่อ้าง ส่วนที่เกินความเป็นจริงก็ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้เสนอข้อพิพาทต้องรับภาระเอง”