🩺⚖️ ใช้สิทธิ “เบิกค่ารักษาพยาบาล” แล้ว…ยังฟ้องเรียกค่ารักษาจากฝ่ายผิดได้ไหม? - singhalaw

  • Home
  • 🩺⚖️ ใช้สิทธิ “เบิกค่ารักษาพยาบาล” แล้ว…ยังฟ้องเรียกค่ารักษาจากฝ่ายผิดได้ไหม?

🩺⚖️ ใช้สิทธิ “เบิกค่ารักษาพยาบาล” แล้ว…ยังฟ้องเรียกค่ารักษาจากฝ่ายผิดได้ไหม?

4 ธันวาคม 2025 singhalaw 0 Comments

สารบัญ (Contents)

🩺⚖️ ใช้สิทธิ “เบิกค่ารักษาพยาบาล” แล้ว…
ยังฟ้องเรียกค่ารักษาจากฝ่ายผิดได้ไหม?

เขียนโดย ทนายเท่ห์ – นายสิงหนาท แสงไชยา


เวลาเกิดอุบัติเหตุรถชน ผู้บาดเจ็บที่เป็นข้าราชการ ลูกจ้างประกันสังคม หรือใช้สิทธิ 30 บาท/บัตรทอง มักมีคำถามเหมือนกันว่า

“ผมใช้สิทธิข้าราชการ/ประกันสังคม/บัตรทองไปแล้ว
ยังเรียกค่ารักษาพยาบาลจากคนผิดหรือบริษัทประกันได้อีกไหม
หรือถือว่า ‘จ่ายแทนกันแล้ว’?”

คำตอบตามกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา คือ
“โดยหลักแล้วยังเรียกได้” – แต่มีรายละเอียดและข้อควรระวังที่ต้องเข้าใจ

บทความนี้จะอธิบายแบบทีละกรณี พร้อมแนวฎีกาประกอบ และไกด์สำหรับใช้วางแผนเรียกร้องค่าสินไหมในคดีรถชน


1. ฐานกฎหมายใหญ่: ทำไมใช้สิทธิรักษาพยาบาลแล้ว ยังฟ้องได้?

หัวใจอยู่ที่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444
กำหนดว่า เมื่อมีการละเมิดทำให้ “ร่างกายหรืออนามัยเสียหาย” ผู้เสียหายเรียกได้ทั้ง

  • 💊 ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป – รวมทุกค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล
  • 💼 ค่าขาดการงาน – ระหว่างรักษาตัว
  • 💸 และค่าเสียหายอื่นที่เกี่ยวเนื่อง (ตามมาตรา 438, 446 ฯลฯ)

หลักสำคัญ คือ
แม้ผู้เสียหายจะได้รับสิทธิช่วยเหลือหรือสวัสดิการจาก “แหล่งอื่น”
เช่น รัฐเบิกให้ / ประกันสังคมจ่าย / บัตรทองออกให้
แต่สิทธิเหล่านั้นเป็น สิทธิของผู้เสียหายตามกฎหมายอื่น ไม่ใช่เงินของผู้ทำละเมิด

เพราะฉะนั้น “เงินที่คนละคนกันเป็นคนออก”
จึง ไม่ถือว่าเป็นการชำระหนี้แทนผู้ทำละเมิด
ผู้เสียหายยังเรียกจากฝ่ายผิดได้อยู่

แนวคิดนี้ในกฎหมายต่างประเทศเรียกว่า Collateral Benefits Doctrine – ถ้าเงินช่วยเหลือมาจากแหล่งที่ไม่เกี่ยวกับจำเลย ศาลมัก “ไม่ให้นำมาหัก” จากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องจ่าย


2. กรณีที่ 1 – ข้าราชการใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลแล้ว

2.1 แนวฎีกาหลัก

ศาลฎีกาที่ ๒๔๕๕/๒๕๑๙ วางหลักไว้ชัดเจนว่า

แม้โจทก์ (ข้าราชการ) จะได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการให้บุตรผู้เยาว์ที่ถูกทำละเมิดแล้ว
โจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกเอาค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยผู้ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดได้อีก
เพราะ “สิทธิได้รับเงินจากทางราชการ เป็นสิทธิที่รัฐกำหนดให้แก่ข้าราชการ
ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลย”

แปลภาษาชาวบ้านคือ

  • เงินที่ราชการจ่ายให้ เป็น “สวัสดิการของข้าราชการ”
  • ส่วนเงินที่จำเลยต้องจ่าย เป็น “ความรับผิดจากการทำละเมิด”
  • สองอย่างคนละกระเป๋า จำเลยเอาเงินรัฐมาอ้างหักค่าสินไหมไม่ได้

2.2 แต่ข้าราชการต้องส่งคืนบางส่วนให้รัฐ

อย่างไรก็ดี มี พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 มาตรา 12
บังคับว่า ถ้าราชการจ่ายค่ารักษาไปก่อน แล้วภายหลังผู้มีสิทธิไปได้ “ค่าสินไหมทดแทนค่ารักษา” จากผู้ทำละเมิดหรือบริษัทประกันอีก

ข้าราชการต้อง “ส่งคืนเงินเท่ากับจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับ” ให้ทางราชการ

สรุปกรณีข้าราชการ

  • ✅ ผู้บาดเจ็บ/ผู้ปกครอง ยังฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลจากฝ่ายผิดได้เต็มจำนวน
  • ⚠️ แต่เมื่อคดีได้เงินแล้ว ต้องคืนส่วนที่ราชการเคยออกให้ ตามเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง
  • ดังนั้น เวลา “คิดตัวเลขในคำฟ้อง” ให้คิดเต็มก่อน แล้วค่อยไปจัดการเรื่องคืนเงินกับหน่วยงานภายหลัง

3. กรณีที่ 2 – ลูกจ้างใช้สิทธิ “ประกันสังคม/เงินทดแทน” แล้ว

เอกสารวิชาการและแนวฎีกาอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๘๔/๒๕๑๕ วางหลักว่า

เงินทดแทนหรือประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคม
ไม่ใช่เงินที่จ่ายเพื่อทดแทนความเสียหายในคดีละเมิดโดยตรง
แต่เป็นสิทธิประโยชน์ที่กฎหมายบังคับให้นายจ้าง–ลูกจ้างสมทบเข้ากองทุน
จึง “ไม่เกี่ยวกับจำเลยผู้ทำละเมิด” และ ไม่นำมาหักจากค่าสินไหมทดแทน

ดังนั้น

  • แม้ลูกจ้างจะได้ค่ารักษาพยาบาล และ “เงินทดแทนระหว่างหยุดงาน” จากประกันสังคมแล้ว
  • ลูกจ้างยัง เรียกค่ารักษาพยาบาล + ค่าขาดการงานจากผู้ทำละเมิดได้อีก ตามมาตรา 444

4. กรณีที่ 3 – ใช้สิทธิ “บัตรทอง / สวัสดิการแห่งรัฐ” แล้ว

สิทธิตาม พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (30 บาท, บัตรทอง ฯลฯ) เป็น

“สิทธิเฉพาะตัวตามกฎหมายของบุคคล”
ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดของผู้ทำละเมิด

จึงสรุปได้ว่า

  • 🩺 จะใช้สิทธิบัตรทอง/บัตรสวัสดิการฯ รักษาฟรีก็ได้
  • และยัง เรียกค่ารักษาพยาบาลจากคนผิดหรือบริษัทประกันได้อีก
  • เพราะกฎหมายไม่ได้ตั้งใจให้จำเลย “อาศัยบุญคุณของรัฐ” มาลดหนี้ของตัวเอง

5. แล้วกรณี “ประกันอุบัติเหตุส่วนตัว / ประกันสุขภาพส่วนตัว” ล่ะ?

แนวคิดจะคล้ายกับกรณีประกันสังคม คือ

  • กรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ/สุขภาพส่วนตัว เป็น สัญญาระหว่างผู้เอาประกันกับบริษัทประกัน
  • เงินที่บริษัทจ่าย เป็นผลจาก “เบี้ยประกันที่ผู้เอาประกันจ่ายเอง”
  • จึงจัดอยู่ในกลุ่ม “ผลประโยชน์จากแหล่งอื่นที่ไม่เกี่ยวกับจำเลย”
    → ตามหลัก Collateral Benefits Doctrine ไม่นำมาหัก ออกจากค่าสินไหมที่จำเลยต้องจ่าย

ดังนั้น

“แม้บริษัทประกันจะออกเงินค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์
ก็เป็นสิทธิของโจทก์อาศัยสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับบริษัทประกัน
ไม่ใช่การจ่ายแทนจำเลยผู้ทำละเมิด
โจทก์ยังมีสิทธิเรียกค่ารักษาพยาบาลส่วนนี้จากจำเลยได้”

ส่วนสิทธิของบริษัทประกัน จะไปไล่เบี้ยกับจำเลยหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง (ตามมาตรา 880 แพ่งฯ)


6. แล้วมีกรณีไหน “ต้องหัก” หรือ “ถือว่าจ่ายแทนกัน” บ้าง?

ภาพใหญ่ ๆ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม

6.1 กลุ่มที่ “ไม่ต้องหัก” – สิทธิของผู้เสียหายล้วน ๆ

  • สิทธิข้าราชการ/บุตรข้าราชการ (แต่ภายหลังต้องคืนรัฐตาม ม.12 พ.กฤษฎีกาฯ)
  • สิทธิประกันสังคม / กองทุนเงินทดแทน
  • สิทธิบัตรทอง/หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
  • สิทธิจากประกันอุบัติเหตุ/ประกันสุขภาพส่วนตัว

ตรรกะเดียวกัน คือ เงินเหล่านี้มาจาก “สิทธิของผู้เสียหายเอง”
ไม่ใช่เงินของจำเลย หรือเงินที่จ่ายแทนจำเลย

6.2 กลุ่มที่ “จ่ายแทนกัน” จริง ๆ – ต้องหักหรือถือว่าชำระหนี้บางส่วน

เช่น

  • บริษัทประกันภัยของ “จำเลย” จ่ายค่าสินไหมให้ผู้เสียหาย แทนจำเลย
  • ประมาทร่วมหลายคน คนหนึ่งจ่ายให้ผู้เสียหายแล้ว → อีกคนหนึ่งต้องหักส่วนที่จ่ายไปแล้ว
    (ในฐานะลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 303, 315 แพ่งฯ)

กรณีเหล่านี้ ศาลจะยึดหลักว่า “ไม่ให้ผู้เสียหายได้เกินกว่าความเสียหายจริง”
ถ้าหนี้เดียวกันมีคนจ่ายไปแล้วบางส่วน ย่อมต้องถือว่าจำเลยอีกคนหนึ่ง “หลุดหนี้ในส่วนนั้น”

6.3 กลุ่ม “เงินช่วยเหลือมนุษยธรรม”

ถ้าจำเลยหรือบริษัทประกันจ่ายเงินช่วยเหลือระบุชัดว่า
เป็นเพียง “เงินช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทน”
แนวฎีกาวางหลักว่า ไม่นำมาหักจากค่าสินไหม
เพราะเจตนาคือให้ช่วยเหลือเพิ่ม ไม่ใช่เอามาแทนที่ความรับผิด

ดังนั้น เวลาเซ็นเอกสารรับเงิน ควร ตรวจถ้อยคำให้ดีมาก ว่าเขียนว่าอะไร


7. วิธีใช้หลักการเหล่านี้ในคดี “รถชน”

สำหรับทนายและผู้เสียหาย ผมแนะนำให้คิดเป็นขั้น ๆ ดังนี้

  1. 🧾 สำรวจสิทธิรักษาพยาบาลทั้งหมดที่ใช้ไปแล้ว
    • ข้าราชการ / บัตรทอง / ประกันสังคม / ประกันกลุ่ม / ประกันส่วนตัว ฯลฯ
  2. 📂 เก็บหลักฐานทุกสิทธิให้ครบ
    • ใบเสร็จ, ใบแจ้งยอด, ใบอนุมัติสิทธิ, หนังสือจากหน่วยงาน ฯลฯ
      เอกสารเหล่านี้ไม่ได้เอามาหัก แต่เอามา “พิสูจน์ว่ามีค่ารักษาจริงเท่าไร”
  3. 📌 คำนวณค่าเสียหายตามหัวข้อในมาตรา 444
    • ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด (แม้จะมีสิทธิอื่นช่วยจ่าย)
    • ค่าขาดการงาน / รายได้ที่หายไป
    • ค่าเสียหายอย่างอื่น (เจ็บปวด เสียโฉม ฯลฯ)
  4. ⚠️ เตือนลูกความข้าราชการ
    • ว่าเมื่อคดีได้เงินแล้วต้องประสานหน่วยงานเรื่อง “คืนเงินสวัสดิการ” ตาม ม.12 พ.กฤษฎีกาฯ
  5. 🧠 อย่าให้จำเลยเอาสิทธิของเรา มาเป็นข้ออ้างลดหนี้ของเขา
    • ถ้าเป็นสิทธิข้างต้น (ข้อ 6.1) ให้ยืนยันต่อศาลว่า
      เป็น “สิทธิประโยชน์ของผู้เสียหายเอง” ตามแนวฎีกา 884/2515, 2455/2519 และบทวิเคราะห์วิชาการที่ศึกษาไว้แล้ว

8. สรุปสั้น ๆ

  • ใช้สิทธิข้าราชการ / ประกันสังคม / บัตรทอง / ประกันส่วนตัว แล้ว ยังฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลจากฝ่ายผิดได้
  • เงินจากสิทธิพวกนี้ ไม่ใช่การจ่ายแทนจำเลย จึง “ไม่นำมาหัก” จากค่าสินไหม
  • ข้อยกเว้นคือกรณีมีการจ่าย “แทนกันจริง ๆ” เช่น บริษัทประกันของจำเลยจ่าย หรือประมาทร่วมคนหนึ่งจ่ายในนามลูกหนี้ร่วม
  • ข้าราชการต้องระวังเรื่อง คืนเงินสวัสดิการตาม ม.12 พ.กฤษฎีกาฯ เมื่อได้รับค่าสินไหมจากคดี
  • การเข้าใจหลักนี้ช่วยให้ผู้เสียหาย “ไม่ถูกกดตัวเลข” เวลาต่อรอง หรือเวลาศาลพิจารณาคดี

ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาแบบนี้…

หากคุณหรือครอบครัว

  • บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถชน
  • ใช้สิทธิข้าราชการ / ประกันสังคม / บัตรทอง / ประกันส่วนตัวไปแล้ว
  • และกำลังถูกบริษัทประกันหรือคู่กรณีบอกว่า “ใช้สิทธิแล้ว ฟ้องเพิ่มไม่ได้ / ต้องหักสิทธิเหล่านี้ออก”

คุณไม่จำเป็นต้องยอมรับคำพูดนั้นโดยไม่ตรวจสอบครับ

ผมช่วยคุณ วิเคราะห์สิทธิ–คำนวณตัวเลข–วางแผนคดี
ให้สอดคล้องทั้งตัวบทกฎหมาย แนวฎีกา และเงื่อนไขกรมธรรม์ได้


📞 ปรึกษาคดีอุบัติเหตุ–ค่าสินไหมทดแทน–ปัญหาการหักสิทธิรักษาพยาบาล

ทนายเท่ห์ – นายสิงหนาท แสงไชยา
ทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีอุบัติเหตุและประกันภัย

โทร / Line: ๐๘๒–๘๙๘–๑๘๐๒
เว็บไซต์: singhalaw.in.th

คดีหนึ่งคดี…อาจกระทบรายได้และคุณภาพชีวิตไปอีกหลายปี
อย่างน้อย คุณควรได้ ค่าสินไหม “เต็มตามสิทธิ” ไม่ใช่ “เท่าที่อีกฝ่ายอยากให้” ครับ