ข้อต่อสู้จำเลยในคดีรถชน : ความตายไม่ใช่ผลโดยตรง (ผิดเพียง ปอ.390) - singhalaw

  • Home
  • ข้อต่อสู้จำเลยในคดีรถชน : ความตายไม่ใช่ผลโดยตรง (ผิดเพียง ปอ.390)

ข้อต่อสู้จำเลยในคดีรถชน : ความตายไม่ใช่ผลโดยตรง (ผิดเพียง ปอ.390)

15 มกราคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

ข้อต่อสู้จำเลยในคดีรถชน : ความตายไม่ใช่ผลโดยตรง (ผิดเพียง ปอ.390)  

          นอกจากข้อต่อสู้ของจำเลยในคดีรถชนที่ว่า “ตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายประมาทในเหตุการณ์รถยนต์ชนกันที่เกิดขึ้น หรือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุสุดวิสัยแล้ว” แนวทางการต่อสู้คดีของจำเลยในคดีอาญาที่เกี่ยวกับคดีอุบัติจราจรที่ถูกนำมาตั้งเป็นรูปเรื่องในการต่อสู้คดี ที่พบเห็นบ่อยครั้งและมักจะเกี่ยวข้องกับการโต้แย้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเช่นไรกันแน่อีกประการหนึ่ง ได้แก่ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า “ความเสียหายหรือความตายไม่ใช่ผลโดยตรงจากความประมาทของตน” ซึ่งแนวทางข้อต่อสู้ดังกล่าวสามารถใช้ตั้งรูปคดีเป็นแนวทางต่อสู้ได้ทั้งในชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นพนักงานอัยการ หรือในชั้นศาลก็ได้

กรณียกเป็นข้อต่อสู้ในชั้นพนักงานอัยการ

          ซึ่งทีมงานทนายความของเราก็เคยใช้แนวทางการต่อสู้คดีดังกล่าวนี้ในชั้นพนักงานอัยการ โดยการมี “หนังสือชี้แจ้งข้อเท็จจริงประกอบความเห็นในการสั่งคดีของพนักงานอัยการ” ส่งไปยังพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน เพื่อชี้ประเด็นให้พนักงานอัยการพิจารณาความเสียหายหรือความตายเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของผู้ต้องหาหรือไม่ หรือผู้ต้องหาควรถูกฟ้องในข้อหาใด จึงขอนำมาเป็นตัวอย่าง ดังนี้  

หนังสือชี้แจ้งข้อเท็จจริงประกอบความเห็นในการสั่งคดีของพนักงานอัยการ

วันที่ …….. กุมภาพันธ์ …………..

เรื่อง    ชี้แจ้งข้อเท็จจริงประกอบความเห็นในการสั่งคดีของพนักงานอัยการ

เรียน   พนักงานอัยการจังหวัด……

อ้างถึง สำนวนการสอบสวน เลขที่ …../2565 ของสถานีตำรวจ……..

สิ่งที่ส่งมาด้วย  1.คลิปวีดีโอที่ 1 (วีดีโอจากกล้องหน้าร้านค้าใกล้จุดเกิดเหตุ)

                    2.คลิปวีดีโอที่ 2 (วีดีโอจากกล้องหน้ารถผู้ต้องหา)

                    3.คลิปวิดีโอที่ 3 (วีดีโอจากกล้องหน้าร้านค้าใกล้จุดเกิดเหตุ)

          ตามสำนวนการสอบสวนที่อ้างถึงข้าพเจ้า……………….ผู้ต้องหาในสำนวนคดีดังกล่าว ซึ่งถูกกล่าวหาว่า “…..กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291” ข้าฯขอทำหนังสือฉบับนี้ถึงพนักงานอัยการเจ้าของสำนวน เพื่อขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงประกอบการมีความเห็นสั่งฟ้องคดีต่อศาล ทั้งนี้ นอกจากบันทึกถ้อยคำที่ข้าฯให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนและข้อเท็จจริงหลักฐานอื่นที่ปรากฎในสำนวนการสอบสวนอยู่แล้วนั้น ข้าฯขอเรียนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและชี้ประเด็นอันควรพิจารณาประกอบการสั่งคดีฟ้องต่อศาล ดังนี้

          1.เหตุการณ์ในคดี

          ข้อเท็จจริงโดยย่อของเหตุการณ์ ซึ่งปรากฏตามบันทึกกล้องหน้ารถของข้าฯ กล้องบันทึกภาพวีดีโอจากร้านค้าใกล้จุดเกิดเหตุ (ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1-3) ได้บันทึกภาพเห็นการณ์ได้อย่างต่อเนื่องว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 30 วินาที นาย……… (ผู้ตาย) ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น PCX สีแดง หมายเลขทะเบียน …. พุ่งชนฟุตบาทกั้นแบ่งระหว่างช่องทางเดินรถช่องทางหลักกับช่องทางเดินรถช่องทางรอง ถนนราชพฤกษ์ (ขาออก) อย่างแรง จนเป็นเหตุให้ร่างกายกระเด็นลอยขึ้นท้องฟ้าสูงเกือบ 2 เมตร ข้ามฟุตบาทกั้นถนน ศีรษะและร่างกายตกลงกระแทกพื้นถนนอย่างแรงจนหมดสตินอนแน่นิ่งกีดขวางช่องทางจราจรในช่องทางหลักที่ 1 นับจากซ้ายมือ ซึ่งเป็นช่องทางจราจรของรถแล่นช้า ที่ข้าฯขับขี่มาตามถนนราชพฤกษ์ (ขาออก) ตามปกติ ในขณะที่ตัวรถจักรยานยนต์ค้างอยู่ที่ช่องทางเดินรถช่องทางรอง หันหน้ามาทางที่ข้าฯขับขี่รถมา(ปรากฎตามภาพบันทึกวีดีโอจากกล้องหน้าร้านค้าใกล้จุดเกิดเหตุ ที่ส่งมาด้วย 1)

          ซึ่งในขณะที่ข้าฯขับรถขึ้นจากอุโมงค์ลอดใต้วงเวียนนครอินทร์ก่อนถึงจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร มีรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า CRV สีขาว วิ่งขึ้นแซงรถของข้าฯทางด้านขวามือไปข้างหน้าและเมื่อแซงขึ้นหน้ารถของข้าฯได้แล้ว ได้เลี้ยวเบี่ยงรถกลับเข้ามาทางด้านซ้ายในช่องทางเดินรถแล่นช้าเดียวกันกับช่องทางเดินรถของข้าฯและวิ่งอยู่ข้างหน้า ซึ่งในจังหวะช่วงนี้ทำให้ข้าฯไม่สามารถมองเห็นสิ่งของหรือเหตุการณ์ที่อยู่ด้านหน้ารถ CRV คันดังกล่าวได้ จากนั้น เมื่อรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า CRV ให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายและชะลอความเร็วของรถลงเพื่อจะเบี่ยงซ้ายออกจากช่องทางหลักไปยังช่องทางรอง บริเวณหน้าร้านเหล็กกนกวรรณที่เกิดเหตุ ข้าฯก็ได้ห้ามล้อลดความเร็วของรถลงอยู่ที่ประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและเว้นระยะห่างไว้พอสมควร แต่เมื่อรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า CRV ขับเบี่ยงเลี้ยวซ้ายออกไปยังเส้นทางรองพ้นแล้ว และในจังหวะที่ข้าฯกำลังจะขับตรงไปตามถนนราชพฤกษ์ (ขาออก) ต่อไป ได้มีไฟส่องสว่างจากหน้ารถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน …….. กรุงเทพมหานคร ซึ่งนาย………………..(ผู้ตาย) ขับมาประสบอุบัติเหตุชนฟุตบาทและรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวล้มพิงฟุตบาทเกาะกลางถนนอยู่ในช่องทางเดินรถช่องทางรอง โดยไฟหน้ารถจักรยานยนต์สาดส่องสว่างพุ่งมายังช่องทางเดินรถเข้ามายังกระจกหน้ารถของข้าฯ จึงทำให้ตาพร่ามัวมองถนนหรือสิ่งที่กีดขวางด้านหน้าไม่ชัดเจนชั่วขณะ (ปรากฎตามภาพบันทึกวีดีโอจากกล้องหน้ารถผู้ต้องหา ที่ส่งมาด้วย 2) และเมื่อพ้นผ่านแสงไฟส่องสว่างจากไฟหน้ารถจักรยานยนต์ที่ส่องเข้ามาหน้ากระจกรถของข้าฯแล้ว จึงเริ่มมองเห็นมากขึ้นในระยะก่อนถึงจุดที่นาย……………… นอนขวางถนนอยู่เพียงระยะ 2 – 3 เมตร เท่านั้น จึงทำให้ไม่อาจหักพวงมาลัยหลบได้ทัน โดยเมื่อเห็นว่ามีเงาวัตถุอะไรบางอย่างอยู่บนถนนข้าฯ ได้พยายามเหยียบเบรกห้ามล้อจนสุดแล้ว แต่เนื่องจากรถยังคงมีแรงเฉื่อยอยู่ จึงไถลคร่อมร่างกายของนาย………….. (ผู้ตาย) ที่ขณะนั้นข้าฯ ยังไม่ทราบว่ารถยนต์ของข้าฯ คร่อมทับอะไร จนกระทั่งมีผู้มาเคาะกระจกรถด้านซ้ายมือ บอกข้าฯว่า ไม่ต้องตกใจ ผู้ตายเกิดอุบัติเหตุนอนอยู่แล้ว ขอให้ลงจากรถเพื่อนำผู้ประสบเหตุส่งโรงพยาบาล ซึ่งข้าพเจ้าได้ลงมายืนอยู่ด้านท้ายพร้อมกับติดต่อ จส.100 ผ่าน application ของ จส.100 เพราะยังไม่เห็นรถกู้ภัยใดๆ แต่เมื่อคนในที่เกิดเหตุแจ้งว่าติดต่อกู้ภัยแล้วจึงยกเลิกการติดต่อจส.100 เมื่อรถกู้ภัยมาถึง ผู้อยู่ในที่เกิดเหตุพยายามจะดึงร่างออกจากใต้ท้องรถเลย โดยได้ยินเสียงบอกกันว่า ไม่ทับๆ แต่ด้วยผู้ตายมีขนาดรูปร่างค่อนข้างใหญ่จึงดึงออกไม่ได้ และมีการถามหาแม่แรง ข้าฯ จึงรีบหยิบแม่แรงจากกระโปรงรถในทันทีเพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ใช้แม่แรงดังกล่าวเอียงรถด้านคนขับขึ้นเล็กน้อย แล้วดึงร่างผู้เสียชีวิตออกด้านหน้า เมื่อดึงร่างออกมาจึงทราบว่าผู้ประสบเหตุเสียชีวิตแล้ว ข้าฯ ได้ อยู่แสดงตัวในสถานที่เกิดเหตุเพื่อแสดงความบริสุทธิ์และให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

          ทั้งนี้ เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในช่องทางเดินรถปกติของข้าฯในเส้นทางหลักช่องทางที่ 1 นับจากซ้ายมือ ซึ่งเป็นช่องเดินรถสำหรับรถแล่นช้า และข้าฯขับมาด้วยความเร็วไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และจากฟุตบาตทางเดินเท้าต้องผ่านช่องทางเดินรถรองมาก่อน ข้าฯหรือคนทั่วไปย่อมไม่อาจคาดคิดได้ว่าในช่องทางสัญจรที่ใช้เป็นประจำและโดยเฉพาะเป็นช่องทางการเดินรถในเส้นทางหลักที่มีการจราจรค่อนข้างหนาแน่ จะมีบุคคลใดนอนกีดขวางอยู่กึ่งกลางช่องทางการจราจร ซึ่งหากจะข้ามเข้ามาอยู่ในช่องทางเดินรถหลักที่เกิดเหตุนี้ได้ จะต้องผ่านช่องทางเดินรถรองมาก่อนแล้วอย่างน้อย 2 ช่องทางและข้ามฟุตบาทซึ่งแบ่งกั้นระหว่างช่องทางเดินรถหลักและช่องทางเดินรถรองซึ่งมีสันความกว้างอีกประมาณ 50-60 เซนติเมตร จึงมิใช่เหตุวิสัยปกติที่คนโดยทั่วไปจะคาดคิดได้ว่าจะมีคนมานอนขวางอยู่กลางถนนอย่างเช่นเหตุการณ์ในคดีนี้

          ดังนั้น อุบัติเหตุในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพราะความประมาทของข้าฯ แต่เกิดเพราะความผิดของผู้ตายที่ดื่มสุราจนเมา (ปรากฏตามผลรายงานการชันสูตรศพที่พนักงานสอบสวนได้เปิดเผยต่อทั้งสองฝ่ายว่าตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 129.62 mg%) แล้วขับรถจักรยานยนต์พุ่งชนฟุตบาทจนเป็นเหตุให้ร่างกายลอยกระเด็นข้ามฟุตบาทมานอนกีดขวางอยู่กึ่งกลางถนนในช่องทางเดินรถปกติของข้าฯ อีกทั้งไฟหน้ารถจักรยานยนต์ที่ล้มยังส่องมาทางหน้ารถของข้าฯ ทำให้การมองเห็นบนถนนไม่ชัดเจนชั่วขณะ จึงเป็นเหตุซึ่งแม้ข้าฯจะใช้ความระมัดระวังขับรถด้วยความเร็วไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและชะลอรถเมื่อเข้าสู่ทางร่วมทางแยกแล้วเพียงใดก็ตาม ก็ไม่อาจห้ามล้อหยุดรถหรือหักเลี้ยวหลบได้ทันหรือป้องกันมิให้เกิดการไถลทับร่างกายของผู้ตายได้ จึงเป็นเหตุสุดวิสัย 

          2.ความตายของผู้ตายเป็นผลโดยตรงจากอุบัติเหตุรถยนต์ของผู้ต้องหาไถลคร่อมร่างผู้ตายหรือไม่

          ข้าฯขอเรียนต่อพนักงานอัยการว่า จากผลรายงานการชันสูตรศพของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 ของนาย……………. (ผู้ตาย) ที่พนักงานสอบสวนได้เปิดเผยต่อคู่กรณีทั้งสองฝ่ายนั้น พบว่า ผู้ตายมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 129.62 mg% ในขณะขับรถพุ่งชนฟุตบาทอย่างแรงจนทำให้ร่างกายกระเด็นลอยขึ้นท้องฟ้าสูงเกือบ 2 เมตร (ดังปรากฏจากภาพบันทึกเหตุการณ์ในสิ่งที่ส่งมาด้วยแล้ว) จนเป็นเหตุให้ศีรษะและร่างกายตกกระแทกพื้นถนนอย่างแรงจนหมดสตินอนแน่นิ่งขวางอยู่กลางถนน ซึ่งการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้เป็นสาเหตุให้นาย……… ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วหรือไม่

          นอกจากนี้ จากผลรายงานการชันสูตรศพก็ไม่พบว่ามีร่องรอยของล้อรถยนต์หรืออุปกรณ์ส่วนควบอื่นใดของรถยนต์เหยียบหรือกดทับลงบนร่างหรือส่วนใดของร่างกายผู้ตายอย่างแรงจนกระดูกร้าวหรือแตกหักแต่อย่างใด พบเพียงรอยแผลฟกซ้ำสีม่วงเป็นแนวยาวบริเวณหน้าอก (เพราะนอนหงาย) ซึ่งรอยฟกซ้ำดังกล่าวอาจเกิดได้จากแรงเฉื่อยไถลของรถยนต์ในขณะที่เบรกและคร่อมร่างของผู้ตายก่อนรถหยุดโดยสนิทเท่านั้น หรืออาจเกิดจากการกระแทกกับหน้ารถจักรยานยนต์ขณะพุ่งเข้าชนฟุตบาทอย่างแรงก่อนจะลอยหลุดออกจากตัวรถ ซึ่งบาดแผลที่อาจเกิดขึ้นจากรถยนต์ไถลคร่อมร่างผู้ตายดังกล่าวนั้น ไม่อาจร้ายแรงจนกระทั่งส่งผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้อย่างแน่แท้ ดังนั้น ความตายของนาย………………….จึงมิใช่สาเหตุโดยตรงจากการที่รถยนต์ของผู้ต้องหาไถลคร่อมร่างในครั้งหลังนี้ ซึ่งอาจคงมีเพียงรอยฟกซ้ำที่เป็นอาการบาดเจ็บแก่ร่างกายธรรมดาเท่านั้น นอกจากนี้ในวันที่มีการเจรจาระหว่างคู่กรณีสองฝ่ายที่สถานีตำรวจ พนักงานสอบสวนได้แจ้งว่าสาเหตุที่ร่างของผู้เสียชีวิตติดอยู่ใต้ท้องรถเป็นเพราะหมวกกันน็อคเกี่ยวปีกนกรถเท่านั้น  

          ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงที่กล่าวแล้วข้างต้น ประกอบกับคลิปวีดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์สิ่งที่ส่งมาด้วยที่ 1-3 และพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฎอยู่ในสำนวนการสอบสวนคดีนี้ จะเห็นว่า อุบัติเหตุในครั้งหลังที่ข้าฯถูกกล่าวหานั้น เกิดจากเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่โดยความประมาทของข้าฯแต่อย่างใด และอุบัติเหตุในครั้งหลังไม่อาจส่งผลให้นาย………. ถึงแก่ความตายได้ ดังนั้น ความตายของนาย……………จึงไม่ใช่ผลโดยตรงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยเหตุสุวิสัยอีกด้วยประการหนึ่ง ข้าฯในฐานะผู้ถูกกล่าวหา จึงขอขี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นและขอให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนพิจารณาในประเด็นดังกล่าวในการสั่งฟ้องคดีด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ลงชื่อ……………………………………………

กรณียกเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 598/2538

          รถยนต์คันที่ ส. ขับมีผู้ตายทั้งสองนั่งโดยสารมาด้วย ส.ขับรถชนท้ายรถบรรทุกห้องเย็นอย่างแรงแล้วจึงถูกรถจำเลยชนท้ายไม่รุนแรงนัก ก. และ ท. ที่นั่งโดยสารมากับรถจำเลยในที่นั่งตอนหน้าได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยการที่ผู้ตายทั้งสองซึ่งนั่งอยู่หน้ารถ ส. อยู่ห่างไกลจุดชนมากกว่า ก. และ ท. กลับได้รับอันตรายถึงแก่ความตายเช่นนี้ย่อมแสดงว่าความตายของผู้ตายทั้งสองมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของจำเลย แต่น่าจะเป็นผลโดยตรงมาจากการที่ ส.ขับรถชนท้ายรถยนต์บรรทุกห้องเย็นมากกว่า จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 แต่มีความผิดตามมาตรา 390

___________________________

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43,157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายเจริญพรเจริญบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายพงษ์ศักดิ์ พรเจริญ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 191 (ที่ถูกต้องมาตรา 291), 90 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยจากพยานหลักฐานแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า น่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่ารถนาย สมหวัง ชนท้ายรถยนต์บรรทุกห้องเย็นก่อนแล้วรถจำเลยเบรกไม่ทันจึงชนท้ายรถนายสมหวัง แต่ ปรากฎจากคำเบิกความของนายบุญธรรมว่า จำเลยขับรถตามหลังรถนายสมหวังมาอย่างกระชั้นชิด ด้วยความเร็วทั้งคู่ ทั้งปรากฎจากร่องรอยในที่เกิดเหตุว่า พบรอยห้ามล้อรถจำเลยเป็นทางยาว 12 เมตร แสดงว่าจำเลยขับรถมาด้วยความเร็วสูงโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่ บุคคลหรือทรัพย์สินไม่ขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อ จำเป็นต้องหยุดรถ ดังนั้น รถจำเลยจะชนท้ายรถนายสมหวังก่อนแล้วรถนายสมหวังไปชนรถยนต์บรรทุกห้องเย็นดังที่โจทก์นำสืบ หรือรถนายสมหวังชนรถยนต์บรรทุกห้องเย็นก่อนแล้วถูกรถจำเลย ชนซ้ำดังที่จำเลยนำสืบก็ยังได้ชื่อว่าจำเลยมีส่วนประมาทอยู่นั่นเอง และวินิจฉัยต่อไปว่า ปัญหาที่ ต้องวินิจฉัยต่อไปจึงมีว่า ความตายของผู้ตายทั้งสองเป็นผลโดยตรงจากการกระทำโดยประมาทของ จำเลยหรือไม่ปรากฎ ตามภาพถ่ายและบันทึกผลการตรวจสภาพรถที่เกิดเหตุเอกสาร หมาย จ. 2 ถึง จ. 4 และ จ. 5, จ. 6 ว่ารถนายสมหวังกันชนหน้าด้านขวา ตัวถังหน้าด้านขวาบุบ ยุบ ฝาครอบเครื่อง บุบ ยุบ ฉีก พับ ที่ตอนกลาง กระจังหน้าแตกหลุดออก เสาเก๋งหน้ารถด้านขวามีรอยครูด แต่ ตอนท้ายรถได้รับความเสียหายไม่มาก ส่วนรถยนต์บรรทุกห้องเย็นเหล็กบังโคลนล้อหลังด้านซ้าย หลุดออก เพลาข้างล้อหลังด้านซ้ายโย้ไปข้างหน้า กะทะล้อหลังคด แหนบล้อหลังด้านซ้ายบิด ทำให้ รถวิ่งไม่ได้ สำหรับรถจำเลยกันชนหน้าตอนกลางยุบพับติดแผงระบายความร้อน เครื่องปรับอากาศ ตัวถังหน้าและฝาครอบเครื่องบุบยุบ

ดังนี้ เมื่อเปรียบเทียบร่องรอยความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์ทั้งสามคันดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ส่วนหน้ารถยนต์นายสมหวังและส่วนท้ายของรถยนต์บรรทุกห้องเย็นมีความเสียหายรุนแรงมากกว่า รถจำเลยมาก เพราะรถจำเลยเสียหายเพียงเฉพาะกันชนหน้าและบริเวณตัวถังด้านหน้าเพียง เล็กน้อย ซึ่งก็สอดคล้องกับความเสียหายของรถนายสมหวังตอนท้ายที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจาก การถูกรถจำเลยชนท้ายไม่มากนัก แสดงให้เห็นว่า รถนายสมหวังชนท้ายรถยนต์บรรทุกห้องเย็น อย่างแรงแล้วจึงถูกรถจำเลยชนท้ายไม่รุนแรงนัก เพราะนอกจากด้านหน้ารถจำเลยและท้ายรถนาย สมหวัง เสียหาย ไม่มากแล้ว ยังปรากฎด้วยว่า นายกิติศักดิ์และนายทิม ที่นั่งโดยสารมากับรถจำเลย ในที่นั่งตอนหน้าได้รับบาดเจ็บแต่เพียงเล็กน้อย ทั้งปรากฏว่ามีรอยเบรกรถจำเลยยาวถึง 12 เมตร แสดงว่า ขณะรถจำเลยชนท้ายรถนายสมหวังน่าจะเป็นเพียงการลื่นไถลหลังจากที่จำเลยใช้ห้ามล้อ ยาวถึง 12 เมตรแล้วแรงชนจากรถจำเลยจึงไม่มากนักดังจะเห็นได้ว่ามีผลเพียงทำให้นาย กิติศักดิ์ และนายทิม ซึ่งนั่งอยู่หน้ารถจำเลยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ดังนั้น การที่ผู้ตายทั้งสองซึ่งนั่งอยู่ หน้ารถนายสมหวังอยู่ห่างไกลจุดชนมากกว่านาย กิติศักดิ์ และนายทิม กลับได้รับอันตรายถึงแก่ความตาย เช่นนี้ย่อมแสดงว่าความตายของผู้ตายทั้งสองมิใช่เป็นผลโดยตรงมาจากการที่จำเลยขับ รถชนท้ายรถนายสมหวัง แต่น่าจะเป็นผลโดยตรงจากการที่นายสมหวังขับรถชนท้ายรถยนต์บรรทุก ห้องเย็นมากกว่า กล่าวคือ แม้จำเลยจะมิได้ขับรถมาชนท้ายรถนายสมหวัง ผู้ตายทั้งสองก็ถึงแก่ความตายเนื่องจากรถนายสมหวังชนท้ายรถยนต์บรรทุกห้องเย็นอยู่นั่นเอง ความตายของผู้ตายทั้ง สองจึงมิใช่เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยจำเลย จึงไม่มีความผิดฐาน กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายทั้งสองถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำเลยคงมีความผิดเพียงฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้นายกิติศักดิ์และนายทิม ได้รับอันตรายแก่กาย เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 แต่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 อันเป็น กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90 ให้ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ให้ยก ฟ้อง

(ผล อนุวัตรนิติการ-สมปอง เสนเนียม-พิมล สมานิตย์)