สารบัญ (Contents)
อ้างอิงเนื้อหาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2567 สามารถสรุปลักษณะสำคัญของเหตุการณ์และหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อคิดที่เป็นประโยชน์ได้ดังนี้ครับ
• เหตุการณ์: นาย ก. (จำเลยที่ 1) ขับรถขณะเมาสุราและโดยประมาท เฉี่ยวชนรถยนต์ของนาย ต. (ผู้เอาประกันภัย) จนได้รับความเสียหาย.
• การดำเนินคดีอาญา: พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการขับรถโดยประมาทและเมาสุรา โดยนาย ต. ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งเป็นค่าซ่อมรถยนต์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1. ศาลจังหวัดทุ่งสงได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย 400,000 บาท แก่นาย ต..
◦ บริษัท ส. (โจทก์ – ผู้รับประกันภัย) ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ให้แก่นาย ต. เต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ และจ่ายค่าลากรถอีก 6,400 บาท เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562.
◦ จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเสียหาย 400,000 บาท ให้แก่นาย ต. ตามคำพิพากษาคดีอาญาเป็นงวดๆ ในช่วงเดือนธันวาคม 2562 ถึงมิถุนายน 2563.
◦ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ (บริษัทประกันภัย) ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 และ ไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144. เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาที่นาย ต. ยื่นคำร้องขอค่าเสียหาย.
◦ การเข้ารับช่วงสิทธิ: เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นาย ต. เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ศาลจังหวัดทุ่งสงจะมีคำพิพากษาในคดีอาญา (26 มีนาคม 2563) สิทธิของโจทก์ในการเข้ารับช่วงสิทธิของนาย ต. จึงเกิดขึ้นแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง.
▪ ค่าเสียหายที่นาย ต. ได้รับจากจำเลยที่ 1 (400,000 บาท) และจากโจทก์ (200,000 บาท) เป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เช่นเดียวกัน.
▪ จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายค่าซ่อมรถให้แก่นาย ต. ตามคำพิพากษาคดีอาญา โดย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์ได้เข้ารับช่วงสิทธิแล้ว.
▪ การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้แก่นาย ต. เป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลและเป็นการชำระหนี้แก่ผู้ครอบครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ละเมิดโดยสุจริต การชำระหนี้จึงสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 316.
▪ ผลคือ มูลหนี้ค่าเสียหายสำหรับรถยนต์จึงระงับไป โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ 200,000 บาทได้.
◦ ค่าลากรถ:
▪ ค่าลากรถ 6,400 บาท เป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าเสียหายรถยนต์ และ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่นาย ต. แล้ว.
▪ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเข้ารับช่วงสิทธิของนาย ต. และเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าลากรถ 6,400 บาท ได้.
• อัตราดอกเบี้ย:
◦ จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 (วันที่โจทก์ชำระค่าเสียหายให้ ต.) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564.
◦ และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ตามการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และ 224 วรรคหนึ่ง โดยพระราชกำหนด พ.ศ. 2564.
• ความรับผิดของจำเลยที่ 2:
◦ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและเป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1.
◦ แต่พยานหลักฐานได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและนั่งโดยสารไปกับจำเลยที่ 1 เท่านั้น.
◦ การเป็นเพียงเจ้าของและผู้โดยสาร ไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการ หรือจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง.
◦ ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกับจำเลยที่ 1.
สาระสำคัญของมาตรากฎหมาย:
• ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง): กำหนดหลักการว่าบุคคลผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง ย่อมมีสิทธิในมูลหนี้นั้นเพียงเท่าที่ผู้โอนมีอยู่ (ในที่นี้คือ ผู้รับช่วงสิทธิ มีสิทธิเท่าผู้ให้ช่วงสิทธิ).
• ป.พ.พ. มาตรา 316 (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 316): กำหนดให้การชำระหนี้ซึ่งได้ทำให้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิโดยสุจริตนั้น เป็นอันสมบูรณ์.
• ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง): ระบุว่า ถ้าความวินาศได้เกิดแต่การกระทำของบุคคลภายนอก ไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น.
• ป.วิ.พ. มาตรา 144 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144): ห้ามไม่ให้คู่ความเดียวกันดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว.
• ป.วิ.พ. มาตรา 148 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148): ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว.
• ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1): เปิดช่องให้ผู้เสียหายในคดีอาญา สามารถยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่งไปพร้อมกับคดีอาญาได้.
• ป.พ.พ. มาตรา 7 และ 224 วรรคหนึ่ง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และ 224 วรรคหนึ่ง): มาตราที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัด ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด พ.ศ. 2564.
• ผลร้ายของการเมาแล้วขับ: การขับขี่ขณะเมาสุรานำมาซึ่งผลเสียทั้งทางอาญา (เช่น การจำคุก การปรับ) และทางแพ่ง (เช่น การต้องชดใช้ค่าเสียหาย) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
• ประกันภัยช่วยบรรเทาแต่ไม่สิ้นสุดความรับผิด: แม้จะมีประกันภัยรถยนต์ที่เข้ามาช่วยชดใช้ค่าเสียหายในเบื้องต้น แต่ผู้กระทำผิดละเมิดก็ยังคงมีภาระความรับผิดที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าความคุ้มครอง หรือในส่วนที่ประกันภัยใช้สิทธิไล่เบี้ยกลับมาได้.
• ความซับซ้อนของสิทธิช่วงทรัพย์: กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกฎหมายเรื่อง “ช่วงสิทธิ” โดยเฉพาะเมื่อมีการชำระหนี้หลายฝ่าย หลักสุจริตและการรับรู้ของคู่กรณีมีผลอย่างมากต่อการบังคับใช้สิทธิ.
• ระมัดระวังในการขับขี่: อุบัติเหตุสามารถนำไปสู่การดำเนินคดีที่ยาวนานและซับซ้อน ส่งผลกระทบทั้งต่อผู้เสียหายและผู้กระทำผิดอย่างมหาศาล การขับขี่ด้วยความระมัดระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด.
• เจ้าของรถไม่ได้ต้องรับผิดเสมอไป: การเป็นเพียงเจ้าของรถหรือผู้โดยสารในรถไม่ได้หมายความว่าจะต้องรับผิดร่วมกับผู้ขับขี่เสมอไป เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้าง-ลูกจ้าง หรือเป็นตัวการ-ตัวแทน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกันในการใช้รถ.
บันทึกชื่อ, อีเมล และชื่อเว็บไซต์ของฉันบนเบราว์เซอร์นี้ สำหรับการแสดงความเห็นครั้งถัดไป
“คดีจริง! บทเรียนเรื่องรับช่วงสิทธิและการชำระหนี้โดยสุจริต” เมื่อประกันจ่ายแล้วใครยังต้องชดใช้
สารบัญ (Contents)
อ้างอิงเนื้อหาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2567 สามารถสรุปลักษณะสำคัญของเหตุการณ์และหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อคิดที่เป็นประโยชน์ได้ดังนี้ครับ
ลักษณะสำคัญของเหตุการณ์และหลักกฎหมายพร้อมสาระสำคัญของมาตรากฎหมาย
ลักษณะสำคัญของเหตุการณ์:
• เหตุการณ์: นาย ก. (จำเลยที่ 1) ขับรถขณะเมาสุราและโดยประมาท เฉี่ยวชนรถยนต์ของนาย ต. (ผู้เอาประกันภัย) จนได้รับความเสียหาย.
• การดำเนินคดีอาญา: พนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการขับรถโดยประมาทและเมาสุรา โดยนาย ต. ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งเป็นค่าซ่อมรถยนต์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1. ศาลจังหวัดทุ่งสงได้มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย 400,000 บาท แก่นาย ต..
• การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน:
◦ บริษัท ส. (โจทก์ – ผู้รับประกันภัย) ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ให้แก่นาย ต. เต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ และจ่ายค่าลากรถอีก 6,400 บาท เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562.
◦ จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าเสียหาย 400,000 บาท ให้แก่นาย ต. ตามคำพิพากษาคดีอาญาเป็นงวดๆ ในช่วงเดือนธันวาคม 2562 ถึงมิถุนายน 2563.
หลักกฎหมายสำคัญและการวินิจฉัยของศาลฎีกา:
• ประเด็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ:
◦ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ (บริษัทประกันภัย) ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 และ ไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144. เนื่องจากโจทก์ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาที่นาย ต. ยื่นคำร้องขอค่าเสียหาย.
• การเข้ารับช่วงสิทธิและการชำระหนี้:
◦ การเข้ารับช่วงสิทธิ: เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นาย ต. เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันก่อนที่ศาลจังหวัดทุ่งสงจะมีคำพิพากษาในคดีอาญา (26 มีนาคม 2563) สิทธิของโจทก์ในการเข้ารับช่วงสิทธิของนาย ต. จึงเกิดขึ้นแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง.
◦ ผลของการชำระหนี้ค่าซ่อมรถ:
▪ ค่าเสียหายที่นาย ต. ได้รับจากจำเลยที่ 1 (400,000 บาท) และจากโจทก์ (200,000 บาท) เป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เช่นเดียวกัน.
▪ จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายค่าซ่อมรถให้แก่นาย ต. ตามคำพิพากษาคดีอาญา โดย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์ได้เข้ารับช่วงสิทธิแล้ว.
▪ การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้แก่นาย ต. เป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลและเป็นการชำระหนี้แก่ผู้ครอบครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ละเมิดโดยสุจริต การชำระหนี้จึงสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 316.
▪ ผลคือ มูลหนี้ค่าเสียหายสำหรับรถยนต์จึงระงับไป โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายส่วนนี้ 200,000 บาทได้.
◦ ค่าลากรถ:
▪ ค่าลากรถ 6,400 บาท เป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าเสียหายรถยนต์ และ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่นาย ต. แล้ว.
▪ ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิเข้ารับช่วงสิทธิของนาย ต. และเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าลากรถ 6,400 บาท ได้.
• อัตราดอกเบี้ย:
◦ จำเลยที่ 1 ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 (วันที่โจทก์ชำระค่าเสียหายให้ ต.) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564.
◦ และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ตามการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และ 224 วรรคหนึ่ง โดยพระราชกำหนด พ.ศ. 2564.
• ความรับผิดของจำเลยที่ 2:
◦ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและเป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1.
◦ แต่พยานหลักฐานได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและนั่งโดยสารไปกับจำเลยที่ 1 เท่านั้น.
◦ การเป็นเพียงเจ้าของและผู้โดยสาร ไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการ หรือจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง.
◦ ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกับจำเลยที่ 1.
สาระสำคัญของมาตรากฎหมาย:
• ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง): กำหนดหลักการว่าบุคคลผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง ย่อมมีสิทธิในมูลหนี้นั้นเพียงเท่าที่ผู้โอนมีอยู่ (ในที่นี้คือ ผู้รับช่วงสิทธิ มีสิทธิเท่าผู้ให้ช่วงสิทธิ).
• ป.พ.พ. มาตรา 316 (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 316): กำหนดให้การชำระหนี้ซึ่งได้ทำให้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิโดยสุจริตนั้น เป็นอันสมบูรณ์.
• ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง): ระบุว่า ถ้าความวินาศได้เกิดแต่การกระทำของบุคคลภายนอก ไซร้ ผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปเป็นจำนวนเพียงใด ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยและของผู้รับประโยชน์ซึ่งมีต่อบุคคลภายนอกเพียงนั้น.
• ป.วิ.พ. มาตรา 144 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144): ห้ามไม่ให้คู่ความเดียวกันดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว.
• ป.วิ.พ. มาตรา 148 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148): ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว.
• ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1): เปิดช่องให้ผู้เสียหายในคดีอาญา สามารถยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่งไปพร้อมกับคดีอาญาได้.
• ป.พ.พ. มาตรา 7 และ 224 วรรคหนึ่ง (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และ 224 วรรคหนึ่ง): มาตราที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัด ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด พ.ศ. 2564.
ข้อคิดหรือประโยชน์จากเนื้อหา เพื่อเป็นข้อเตือนใจในการใช้รถใช้ถนน:
• ผลร้ายของการเมาแล้วขับ: การขับขี่ขณะเมาสุรานำมาซึ่งผลเสียทั้งทางอาญา (เช่น การจำคุก การปรับ) และทางแพ่ง (เช่น การต้องชดใช้ค่าเสียหาย) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
• ประกันภัยช่วยบรรเทาแต่ไม่สิ้นสุดความรับผิด: แม้จะมีประกันภัยรถยนต์ที่เข้ามาช่วยชดใช้ค่าเสียหายในเบื้องต้น แต่ผู้กระทำผิดละเมิดก็ยังคงมีภาระความรับผิดที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายส่วนที่เกินกว่าความคุ้มครอง หรือในส่วนที่ประกันภัยใช้สิทธิไล่เบี้ยกลับมาได้.
• ความซับซ้อนของสิทธิช่วงทรัพย์: กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกฎหมายเรื่อง “ช่วงสิทธิ” โดยเฉพาะเมื่อมีการชำระหนี้หลายฝ่าย หลักสุจริตและการรับรู้ของคู่กรณีมีผลอย่างมากต่อการบังคับใช้สิทธิ.
• ระมัดระวังในการขับขี่: อุบัติเหตุสามารถนำไปสู่การดำเนินคดีที่ยาวนานและซับซ้อน ส่งผลกระทบทั้งต่อผู้เสียหายและผู้กระทำผิดอย่างมหาศาล การขับขี่ด้วยความระมัดระวังจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด.
• เจ้าของรถไม่ได้ต้องรับผิดเสมอไป: การเป็นเพียงเจ้าของรถหรือผู้โดยสารในรถไม่ได้หมายความว่าจะต้องรับผิดร่วมกับผู้ขับขี่เสมอไป เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้าง-ลูกจ้าง หรือเป็นตัวการ-ตัวแทน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกันในการใช้รถ.