คดีผู้บริโภค-ที่เกี่ยวกับข้อพิพาทการประกันภัยรถยนต์ - singhalaw

  • Home
  • คดีผู้บริโภค-ที่เกี่ยวกับข้อพิพาทการประกันภัยรถยนต์

คดีผู้บริโภค-ที่เกี่ยวกับข้อพิพาทการประกันภัยรถยนต์

10 มีนาคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

คดีผู้บริโภค-ที่เกี่ยวกับข้อพิพาทการประกันภัยรถยนต์

ในบทความนี้ ทีมทนายความจะอธิบายถึงข้อพิพาทระหว่าง “บุคคลที่เกี่ยวกับข้อพิพาทการประกันภัยรถยนต์” แบบใดที่ถือเป็น “คดีผู้บริโภค” และ “ไม่เป็นคดีผู้บริโภค”

1.ความหมาย “คดีผู้บริโภค” “ผู้บริโภค” “ผู้ประกอบธุรกิจ” “บริการ”

          พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ได้ให้คำนิยามไว้ ดังนี้

“คดีผู้บริโภค” หมายความว่า

(1) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ

(2) คดีแพ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย

(3) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกับคดีตาม (1) และ (2)

(4) คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัตินี้

“ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค และให้หมายความรวมถึงผู้เสียหายตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยด้วย

          “ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค และให้หมายความรวมถึงผู้ประกอบการตามกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย

          และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ได้ให้คำนิยามคำว่า “ผู้บริโภค” และ “ผู้ประกกอบธุรกิจ” “บริการ”ไว้ ดังนี้

          “ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอ หรือชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้ซื้อสินค้า หรือรับบริการ และหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม

“ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย

“บริการ” หมายความว่า การรับจัดทำการงาน การให้สิทธิใดๆหรือการให้ใช้หรือให้ประโยชน์ในทรัพย์สินหรือกิจการใดๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อื่น แต่ไม่รวมถึงการจ้างแรงงานตามกฎหมายแรงงาน

2.คดีผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัยรถยนต์

          จากคำนิยามดังกล่าวข้างต้นจึงถือว่า บริษัทผู้รับประกันภัยซึ่งเข้าไปรับภาระเสี่ยงภัยแทนผู้เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัย ถือเป็นการจัดทำการงานให้อย่างหนึ่ง เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้รับเบี้ยประกันภัยเป็นการตอบแทน จึงเป็นการให้บริการ บริษัทประกันภัยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการและผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ได้รับบริการหรือเป็นผู้บริโภค ดังนั้น เมื่อเกิดข้อพิพาทโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยหรือที่เกี่ยวพันกันกับสัญญาประกันภัยแล้ว จึงถือเป็นคดีผู้บริโภค ที่ต้องใช้กระบวนวิธีการดำเนินคดีตามที่บัญญัติไว้ใน พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งมีวิธีปฏิบัติในบางเรื่องแตกต่างจากการดำเนินคดีแพ่งทั่วไป

ในบทความนี้ ทีมทนายความ จึงได้รวรวมแนวคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่เคยวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยว่า ข้อพิพาทอย่างไร ที่ถือเป็นคดีผู้บริโภคและไม่ถือเป็นคดีผู้บริโภคบ้าง ดังนี้

2.1 กณณีที่ถือเป็นคดีผู้บริโภค

(1) โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัย ทำสัญญาประกันภัยกับจำเลย ซึ่งประกอบธุรกิจรับประกันภัยทุกประเภท การที่จำเลยเข้าไปรับภาระเสี่ยงภัยแทนโจทก์ตามสัญญา ถือเป็นการจัดทำการงานให้อย่างหนึ่ง เมื่อจำเลยได้รับเบี้ยประกันภัย จึงเป็นการให้บริการ จำเลยย่อมเป็นผู้ให้บริการและผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์เป็นผู้ได้รับบริการหรือเป็นผู้บริโภค เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย  เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัย 60/2551, 162/2551)

กล่าวคือ หากเป็นข้อพิพาทที่ผู้เอาประกันภัยฟ้องผู้รับประกันภัย หรือผู้รับประกันภัยฟ้องผู้เอาประกันภัย โดยอาศัยสิทธิหรือหน้าที่ที่ผูกพันกันตามสัญญาประกันภัยซึ่งเป็นสัญญาการให้บริการ จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ จึงเป็นคดีผู้บริโภค แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งถูกทำละเมิดตามสัญญาประกันภัยไปแล้ว (รับช่วงสิทธิ) ไปใช้สิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาจากบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ทำละเมิด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้ทำละเมิด ไม่ใช่ความสัมพันธ์ในฐานะผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้น เมื่อผู้รับประกันภัยหรือบริษัทประกันภัยรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย มาฟ้องไล่เบี้ยจากผู้ทำละเมิด จึงไม่ใช่การรับช่วงสิทธิของผู้บริโภคมาฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ หรือรับช่วงสิทธิของผู้ประกอบธุรกิจมาฟ้องผู้บริโภค ข้อพิพาทดังกล่าว ระหว่างผู้รับประกันภัยกับผู้ทำละเมิด    จึงไม่เป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 3(1) และไม่ใช่เป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน ตามมาตรา 3(3) แต่อย่างใด (คำวินิจฉัยที่ 125/2552, 272/2552  ,335/2552)

(2) บริษัทประกันภัยซ่อมแซมรถยนต์ของผู้เอาประกันภัยแล้วรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัย โดยที่ผู้กระทำละเมิดเป็นผู้ประกอบธุรกิจ จึงเป็นการรับช่วงสิทธิของผู้บริโภคมาฟ้องผู้ประกอบธุรกิจ เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 200/2553) คดีนี้บริษัทประกันภัยฟ้องบริษัทผู้จำหน่ายติดตั้งอุปกรณ์มอเตอร์ปัดน้ำฝน เนื่องจากผู้เอาประกันภัยได้นำรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้ไปติดตั้งมอเตอร์ปัดน้ำฝน แต่ตัวแทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยติดตั้งใส่มอเตอร์ตัวเก่าให้ ต่อมาผู้เอาประกันภัยนำรถไปใช้เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ บริเวณคอนโซลด้านหน้าและเครื่องยนต์เสียหาย ต่อมาโจทก์จึงนำรถไปจัดซ้อมให้แก่ลูกค้าหรือผู้เอาประกันภัยแล้วจึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายฐานผิดสัญญาโดยการติดั้งสินค้าไม่ปลอดภัยเข้าในรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยให้ชดใช้ค่าซ่อมที่จ่ายไป

(3) ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ฟ้องผู้รับประกันภัยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัย 61/2551) คำวินิจฉัยนี้เป็นการวินิจฉัยในคดีผู้รับผลประโยชน์ฟ้องบริษัทประกันภัยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันอุบัติเหตุ โดยประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า “ผู้ตายเอาประกันภัยไว้แก่บริษัทผู้ประกอบธุรกิจรับประกันภัย ผู้ตายย่อมเป็นผู้ใช้บริการและเป็นผู้บริโภค สัญญาประกันระหว่างผู้ตายกับบริษัทผู้รับประกันภัย จึงเป็นสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย การที่ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนโดยอาศัยกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว จึงเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันกับคดีผู้บริโภค เป็นคดีผู้บริโภค... (และมีผู้ให้ความเห็นต่อมาว่า) ถ้าหากผู้รับประกันภัยปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างเหตุว่าไม่ใช่เป็นผู้รับผลประโยชน์ กรณีนี้ข้อพิพาทไม่เกี่ยวกับข้อตกลงที่ผู้เอาประกันภัยทำไว้กับผู้รับประกันภัย จึงไม่น่าจะเป็นคดีผู้บริโภคด้วยเหตุว่าไม่เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันตามมาตรา 3(1) (รศ.(พิเศษ) ดร.ประทีป ทับอัตตานนท์ ในเอกสาร “การสัมมนาแนวทางการพิจารณาข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริง และคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์”

(4) ผู้ขับรถยนต์ซึ่งมิได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับผู้รับประกันภัยรถยนต์ ขับรถยนต์ไปเกิดอุบัติเหตุเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ผู้รับประกันภัยจึงมีหน้าที่ตามสัญญาประกันภัย ที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย การที่ผู้ขับรถยนต์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย ผู้ขับรถยนต์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย ฟ้องจำเลยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 162/2552***)

(5) จำเลยเป็นบริษัทมีวัตถุประสงค์รับประกันภัยรถ โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าผู้เอาประกันภัยเป็นการตอบแทน เมื่อผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตายจากอุบัติเหตุทางรถ ที่จำเลยรับประกันภัยไว้ โจทก์ในฐานะทายาทฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามสัญญาประกันภัย เป็นคดีผู้บริโภค ส่วนบุคคลผู้กระทำละเมิดขับรถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางสัญญากับจำเลยและผู้ตาย แต่เมื่อโจทก์ฟ้องบุคคลทั้งสองให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการกระทำละเมิดในคราวเดียวกันกับจำเลย ย่อมถือได้ว่ามีลักษณะเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันกับคดีของจำเลย จึงเป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 39/2552,177/2552***)

(6) โจทก์เป็นผู้ขับรถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยตามเงื่อนไขที่บริษัทประกันภัยให้ความคุ้มครอง เมื่อโจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายแล้วฟ้องให้บริษัทประกันภัยรับผิดตามสัญญาที่บริษัทประกันภัยเป็นผู้รับประกันภัย เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 431/2553***)

(7) ลูกค้าจอดรถในศูนย์การค้า เพื่อเข้าไปซื้อสินค้าในศูนย์การค้า แต่ศูนย์การค้าไม่ได้เรียกเก็บค่าตอบแทนจากการให้บริการที่จอดรถ และไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะประกอบกิจการให้บริการที่จอดรถ ลูกค้าและศูนย์การค้าจึงไม่มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ แต่เมื่อลูกค้าซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยฟ้องเรียกให้บริษัทประกันภัยรับผิดตามสัญญาประกันภัยจากเหตุรถยนต์สูญหายในศูนย์การค้า คดีระหว่างลูกค้าซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย เป็นคดีผู้บริโภค ฉะนั้น ที่ลูกค้าฟ้องให้ศูนย์การค้ารับผิดร่วมกันกับบริษัทประกันภัย จึงเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันกับคดีผู้บริโภค เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 81/2553)

          (8) ผู้เอาประกันภัยซื้อกรมธรรม์ประกันภัยผ่านตัวแทนของบริษัทประกันภัย ฟ้องเรียกเบี้ยประกันภัยคืน เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 183/2551, 184/2551)

          (9) บริษัทประกันออกหนังสือรับรองการประกันตัวให้เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญา ฟ้องผู้เอาประกันภัยและผู้ค้ำประกัน (เพราะมีลักษณะเป็นคดีที่เกี่ยวพันกัน) ให้ชดใช้ค่าเสียหาย เนื่องจากจำเลยหลบหนีและศาลสั่งปรับบริษัท เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 76/2551)

          (10) ผู้เอาประกันภัยซื้อกรมธรรม์ประกันภัยผ่านตัวแทนของบริษัทประกันภัย ฟ้องเรียกค่าเบี้ยประกันภัยคืน เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 183/2551, 184/2551)

2.2 กรณีที่ไม่ถือว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(1) ผู้ถูกทำละเมิดหรือทายาทของผู้ถูกทำละเมิดฟ้องบริษัทผู้รับประกันภัยรถที่ทำละเมิด ไม่เป็นคดีผู้บริโภค เช่น ฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินหรือค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ กล่าวคือ กรณีผู้เอาประกันภัยทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ผู้เสียหายหรือทายาทของผู้ตายที่ถูกทำละเมิด ฟ้องผู้ขับขี่และบริษัทผู้รับประกันภัยค้ำจุนให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้ขับขี่และผู้รับประกันภัยไม่ได้มีความสัมพันธ์ต่อผู้เสียหายหรือทายาทผู้ตายในฐานะการเป็นผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค จึงไม่ใช่ข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้น จึงไม่เป็นคดีผู้บริโภค ตามความหมาย มาตรา 3(1) และมิใช่คดีที่เกี่ยวพัน ตามมาตรา 3(3) แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2551 (คำวินิจฉัยที่ 31/2551, 149/2551, 165/2551, 180/2551, 192/2551) ถ้าหากบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ถูกทำละเมิด ฟ้องผู้ประกอบการที่มีการเอาประกันภัยค้ำจุนไว้ ให้รับผิดตาม พรบ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกดจากสินค้าไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ซึ่งถือว่าเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3(2) แห่ง พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 และถ้าผู้เสียหายฟ้องบริษัทผู้รับประกันภัยค้ำจุนให้ร่วมรับผิดกับผู้ประกอบการด้วย ก็ถือว่าเป็นคดีผู้บริโภคด้วยเช่นกัน เพราะเป็นคดีที่เกี่ยวพันกันกับคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3(1)

          (2) บริษัทประกันภัยฟ้องเรียกให้ตัวแทนประกันภัยและผู้ค้ำประกันชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่ได้รับจากลูกค้าไว้แทน ไม่เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 196/2551)

          (3) บริษัทผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งได้จ่ายเงินให้แก่ทายาทของผู้ถูกกระทำละเมิด ฟ้องเรียกให้ทายาทของผู้ถูกกระทำละเมิดนั้นคืนเงินที่ได้รับเกินไปกว่าสิทธิที่ทายาทผู้นั้นมีและพึงได้รับ ไม่เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 179/2552) คดีนี้โจทก์ (บริษัทประกัน) ฟ้องจำเลยในฐานะมารดาของผู้ตายว่า แจ้งกับบริษัทผู้รับประกันภัยค้ำจุนฝ่ายผิดเป็นเท็จว่า รถจักรยานยนต์คันที่ผู้ตายขับขี่ ไม่ได้มี การเอาประกันภัย พรบ.(แต่ความจริงมี) ซึ่งการแจ้งความเท็จดังกล่าวเป็นเหตุให้บริษัทผู้รับประกันภัย ฝ่ายผิดได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงิน 100,000 บาท จากนั้น จำเลยได้ไปขอรับเงินจากบริษัทผู้รับประกันภัยรถจักยานยนต์ (พรบ.) เพิ่มเติมอีก 50,000 บาท จึงเกิดจำนวนที่มีสิทธิได้รับ และฟ้องเรียกคืนเงินจำนวน 50,000 บาท

          (4) พนักงานสอบสวนฟ้องบริษัทประกันอิสรภาพให้ชำระค่าปรับตามสัญญาประกันเมื่อผู้ต้องหาไม่ไปพบพนักงานสอบสวนตามนัด พนักงานสอบสวนไม่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค ไม่เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 355/2552)

2.3 เพิ่มเติม : คดีผู้บริโภคที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

(1) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขฟ้องบริษัทประกันและคนไข้ให้ชำระค่ารักษาพยาบาลตามกฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ โดยคนไข้เข้ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสุรินทร์ซึ่งดำเนินกิจการให้การบริการสาธารณสุขแก่ประชาชนโดยเรียกค่ารักษาพยาบาลเป็นค่าตอบแทน จึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ให้บริการ และเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนคนไข้ซึ่งเป็นจำเลยด้วยนั้น มีความรับผิดที่จะต้องชำระค่าบริการ = จึงเป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 8/2551, 166/2551, 175/2551, 176/2551, 182/2551)

(2) โรงพยาบาลเอกชนรวมทั้งแพทย์ของโรงพยาบาลประกอบกิจการสถานพยาบาล ซึ่งโดยปกติย่อมมีการเรียกค่าตอบแทน จึงเป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนผู้เข้ารับการตรวจรักษาเป็นผู้ได้รับบริการและเป็นผู้บริโภค คดีพิพาทระหว่างโรงพยาบาลและแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษากับผู้เข้ารับการรักษา เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 29/2551,58/2551, 159/2551)

(3) คนไข้ฟ้องโรงพยาบาลเอกชนฐานละเมิด ซึ่งโรงพยาบาลได้ให้บริการโดยเรียกค่ารักษาพยาบาลเป็นการตอบแทน = เป็นคดีผู้บริโภค (คำวินิจฉัยที่ 58/2551)

3.การขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

การขอให้ประธานศาลอุทธรณ์ (กลาง) วินิจฉัยปัญหาว่าคดีข้อพิพาทที่เกี่ยวกับสัญญาประกันภัยรถยนต์ เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ สามารถทำได้ 2 ช่องทาง คือ โดยคู่ความเป็นผู้ขอให้ศาลชั้นต้นส่งไปให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย หรือศาลชั้นต้นเห็นสมควรส่งไปให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเอง ทั้งนี้ จะต้องกระทำภายในกำหนดระยะเวลา กล่าวคือ ถ้าเป็นการขอในคดีผู้บริโภค จะต้องกระทำอย่างช้าในวันนัดพิจารณา หรือถ้าเป็นการขอในคดีแพ่ง จะต้องกระทำอย่างช้าในวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยานในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ดังนั้น การขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าข้อพิพาทที่คู่ความฟ้องร้องกันนั้นเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ จึงกระทำได้เฉพาะในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น และในระหว่างรอคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกา ศาลชั้นต้นอาจดำเนินคดีต่อไปหรือจะเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปก่อนเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ก่อนก็ได้ และเมื่อประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าอย่างไรย่อมถือเป็นที่สุด (พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 8)

4.ผลของการเป็นคดีผู้บริโภค (บางประการ)

เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ใน พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551

4.2 ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาล

          มาตรา 18 ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย การยื่นคําฟ้องตลอดจนการดําเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในคดีผู้บริโภคซึ่งดําเนินการโดยผู้บริโภคหรือผู้มีอํานาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคให้ได้รับยกเว้นนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงแต่ไม่รวมถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุด

4.1  ศาลพิพากษากำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษได้

          มาตรา 42 ถ้าการกระทําที่ถูกฟ้องร้องเกิดจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจกระทําโดยเจตนาเอาเปรียบผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือจงใจให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่นําพาต่อความเสียหายที่จะเกิดแก่ผู้บริโภคหรือกระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไววางใจของประชาชน เมื่อศาลมีคําพิพากษาให้ผู้ประกอบธุรกิจชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้บริโภคให้ศาลมีอํานาจสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจํานวนค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกําหนดได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ โดยคํานึงถึงพฤติการณ์ต่างๆ เช่น ความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ ผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบธุรกิจได้รับ สถานะทางการเงินของผู้ประกอบธุรกิจ การที่ผู้ประกอบธุรกิจได้บรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอดจนการที่ผู้บริโภคมีส่วนในการก่อให้เกิดความเสียหายด้วย

การกําหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลมีอํานาจกําหนดได้ไม่เกินสองเท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกําหนด แต่ถ้าค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกําหนดมีจํานวนเงินไม่เกินห้าหมื่นบาท ให้ศาลมีอํานาจกําหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษได้ไม่เกินห้าเท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงที่ศาลกําหนด