จุดเฉี่ยวชน (point of impact) - singhalaw

  • Home
  • จุดเฉี่ยวชน (point of impact)

จุดเฉี่ยวชน (point of impact)

10 มีนาคม 2024 singlaw singlaw 0 Comments

จุดเฉี่ยวชน (point of impact)

1.ความสำคัญของจุดเฉี่ยวชน

เมื่อเกิดเหตุรถยนต์ชนกัน ผู้ขับขี่ต่างก็มักจะอ้างว่าตนไม่ได้เป็นฝ่ายประมาทและเป็นความประมาทของผู้ขับขี่อีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น การค้นหาจุดชนเพื่อพิจารณาความประมาทของผู้ขับขี่จึงเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น จึงอาจถือได้ว่า “จุดชนหรือจุดเฉี่ยวชน” ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในคดีอุบัติเหตุจราจร เพราะถ้าหากสามารถระบุตำแหน่งจุดเฉี่ยวชนได้อย่างชัดเจนว่าอยู่ตำแหน่งใด ในช่องจราจรใด และมีทิศทางการเฉี่ยวชนมาจากทิศใดแล้ว ย่อมจะสามารถวินิจฉัยความประมาทของผู้ขับขี่ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะมีผลต่อความรับผิดชอบของผู้ขับขี่ที่ประมาททั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อไป  

2.ความเห็นของพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับข้อสันนิฐานว่าเป็นจุดเฉี่ยวชน

เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุว่ามีรถชนกัน โดยระเบียบปฏิบัติของพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบก็จะไปตรวจยังสถานที่เกิดเหตุ ทำการถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ บันทึกสภาพแวดล้อมในที่เกิดเหตุ เช่น ป้ายจราจรบนพื้นทางและข้างทางต่างๆ ถ่ายภาพร่องรอยการเฉี่ยวชนที่ปรากฏบนพื้นถนน เช่น ร่องรอยการเบรกของรถ รอยครูดต่างๆ ของเหลวที่ตกบนพื้นถนน เศษ วัสดุ อุปกรณ์แตกหักของรถที่ตกหล่นบนพื้นถนน เป็นต้น รวมถึงการถ่ายภาพความเสียหายของรถยนต์คู่กรณีไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งในขั้นตอนการทำงานของพนักงานสอบสวนนั้น เมื่อทำการรวมรวมพยานหลักฐานแล้วเสร็จ ก็จะต้องมีการจัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและมีความเห็นว่าจุดชนอยู่ตำแหน่งใดและชี้ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาทและดำเนินคดีต่อไป  

3.หลักในการพิจารณาจุดที่สันนิฐานว่าเป็นจุดชน

ในเหตุการณ์อุบัติเหตุที่ไม่มีกล้องวงจรปิดหรือกล้องจับภาพเหตุการณ์ได้ในระยะไกล จนทำให้ไม่สามารถพิจารณาจุดชนได้อย่างชัดเจน การจะพิจารณาว่าตำแหน่งใดเป็นจุดเฉี่ยวชนกันระหว่างรถยนต์ของคู่กรณีนั้น จึงถือว่าเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ แต่ก็มีหลักเกณฑ์ที่ศาลนำมาใช้ในการพิจารณาว่าตำแหน่งใดที่จะถือว่าเป็นจุดชน คือ “รอยครูด รอยเบรก และเศษอุปกรณ์ ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ตกอยู่บนพื้นถนน” ซึ่งหลักการพิจารณาจุดชนดังกล่าวเป็นข้อที่บ่งชี้ถึงจุดชนได้ดีที่สุดและมีความน่าเชื่อถือมากว่าถ้อยคำของพยานบุคคล

4.คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับจุดชน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2172/2554

การที่จำเลยถูกฟ้องว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส แม้พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมอยู่ด้วย แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อน ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่เป็นเหตุที่ต้องห้ามมิให้ภริยาของผู้ตายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการไม่ได้ คำสั่งอนุญาตขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นชอบแล้ว

___________________________

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวหรือนางชลธิชา ภริยานายสมศักดิ์ เกิดอยู่ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานกระทำประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกระทงเดียว จำคุก 6 เดือน

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “…พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วง 18 ล้อ คันหมายเลขทะเบียน 70 – 2717 ชลบุรี และพ่วงรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 – 4215 ชลบุรี ส่วนผู้ตายขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 3 ฬ – 6162 กรุงเทพมหานคร รถทั้งสองคันวิ่งสวนกัน และเกิดอุบัติเหตุชนกัน บริเวณถนนสายสุขาภิบาล 8 เป็นเหตุให้นายสมศักดิ์ เกิดอยู่ ผู้ตาย คนขับรถยนต์ถึงแก่ความตาย นายพูลสวัสดิ์ เสงี่ยม นายอดุลย์ นายมุสตอปอ และนายอาลังค์ ซึ่งนั่งมาในรถยนต์คันดังกล่าวได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยหรือไม่ ได้ความว่า จุดเกิดเหตุรถชนกันเป็นจุดที่จำเลยขับลงเนิน ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ.2 ที่ร้อยตำรวจเอกชัยรัตน์ พนักงานสอบสวนทำไว้ ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.6 และ จ.7 พบรอยห้ามล้อของรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 3 ฬ – 6162 กรุงเทพมหานคร เป็นแนวยาวประมาณ 30 เมตร และรอยครูดบนถนน นอกจากนี้ยังพบเศษกระจกแตกตกอยู่บนถนนในช่องเดินรถของรถยนต์ ในการวินิจฉัยจุดชนจำต้องพิจารณาจากรอยครูด รอยเบรกและเศษกระจกที่ตกอยู่บนพื้นถนนเป็นสำคัญยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานบุคคล เพราะจะเป็นข้อที่บ่งชี้ถึงจุดชนได้ดีที่สุด ได้ความว่า ถนนเกิดเหตุมีความกว้าง 5.98 เมตร หากวัดจุดแบ่งกึ่งกลางถนนที่ระยะประมาณ 3 เมตร ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 จะพบว่ารอยเบรก รอยครูดและเศษกระจกแตกล้วนตกอยู่บนผิวการจราจรของรถยนต์ทั้งสิ้น การขับรถยนต์บรรทุกพ่วง จำเลยต้องขับด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยไม่ขับด้วยความเร็วที่อาจทำให้ผู้ที่ขับรถสวนมาสังเกตไม่เห็นถึงรถพ่วง หรือหักรถหลบรถพ่วงไม่ทัน เพราะความเร็ว ได้ความว่าบริเวณที่เกิดเหตุ ความกว้างของถนนไม่ถึง 6 เมตร รอยเบรกที่ปรากฏบนถนนจึงเป็นรอยเบรกที่เกิดจากสัญชาติญาณของผู้ตายที่ขับรถจำเป็นต้องเหยียบเบรกเพราะเห็นรถพ่วงแกว่งเข้ามาในช่องเดินรถของตน สอดคล้องกับรอยแอ่งกระทะบนเส้นทางเดินรถของรถยนต์บรรทุกพ่วงที่จำเลยขับผ่านรวมสองจุด ก่อนถึงจุดชนห่างประมาณ 14 เมตร และ 10.30 เมตร ตามลำดับ มีเหตุผลให้ฟังได้ว่ารอยแอ่งกระทะเป็นจุดที่เมื่อจำเลยขับรถผ่านแล้ว ทำให้รถพ่วงเสียการทรงตัวแกว่งเข้ามาในช่องเดินรถของผู้ตาย อุบัติเหตุตามฟ้องจึงเกิดขึ้น จำเลยขับรถโดยประมาทใช้ความเร็วเกินควร ไม่ชะลอความเร็วให้ลดลงตามสภาพถนนที่เป็นจริง จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุมีคนตายและได้รับอันตรายสาหัสตามฟ้อง และพฤติการณ์การกระทำของจำเลยถือว่าร้ายแรงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ฎีกาจำเลยในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้ตายเป็นผู้มีส่วนประมาทด้วย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาผู้ตายจึงขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ เห็นว่า คดีนี้ จำเลยถูกฟ้องว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส แม้พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นว่า ผู้ตายเป็นผู้มีส่วนประมาทร่วมอยู่ด้วย แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อน ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่เป็นเหตุที่ต้องห้ามมิให้ภริยาของผู้ตายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการไม่ได้ คำสั่งอนุญาตขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน”

พิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 407/2551

คำเบิกความของพนักงานสอบสวนที่ว่าได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่เกิดเหตุ และให้ความเห็นจากการตรวจที่เกิดเหตุ และแผนที่เกิดเหตุประกอบกันว่าเหตุเกิดเพราะความผิดของฝ่ายใด มิใช่พยานบอกเล่า รับฟังได้

___________________________

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกหัวลากหมายเลขทะเบียน 73-0520 กรุงเทพมหานครร และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 73-0225 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 นายสุทนขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไปตามถนนสายฉะเชิงเทรา-บางประกง เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 6 ถึงที่ 7 ตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหัวลากหมายเลขทะเบียน 70-4564 ชลบุรี และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 82-5769 ชลบุรี ในทางการที่จ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไปจอดบริเวณไหล่ทางในเวลากลางคืนไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง เป็นเหตุให้นายสุทนขับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนได้รับความเสียหายโจทก์จัดการซ่อมแซมรถยนต์บรรทุกคันที่รับประกันภัย และชำระค่าแรงและค่าอะไหล่ไปเป็นเงิน 737,479 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 771,979 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปจอดบริเวณที่เกิดเหตุไม่กีดขวางการจราจรและเปิดโคมไฟฟ้าส่องสว่าง เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสุทนขับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เฉี่ยวชนรถยนต์ของจำเลยได้รับความเสียหาย โจทก์เสียหายไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “…ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 ทนายโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงว่า พันตำรวจตรีมนัสเป็นพนักงานสอบสวนผู้รวบรวมและทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ สอบปากคำร้อยตำรวจเอกสมพรบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร และได้สอบปากคำนายสำเนียงไว้ และทนายจำเลยที่ 2 ยอมรับว่า ภาพถ่ายจำนวน 2 ภาพ เป็นภาพถ่ายหลังเกิดเหตุ ศาลฎีกาได้ตรวจดูเอกสารและภาพถ่ายดังกล่าวแล้วปรากฏว่า ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจรนั้น ถนนที่เกิดเหตุเป็นถนนขนาดใหญ่มีทางเดินรถ 4 ช่อง เป็นทางเดินรถไปอำเภอบางปะกง 2 ช่อง ส่วนอีก 2 ช่องเป็นทางเดินรถไปทาง จังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ละช่องทางกว้างถึง 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง 2.50 เมตร มีเกาะกลางถนนกว้าง 3 เมตร รถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับนั้นจอดอยู่ที่บริเวณไหล่ทางของทางเดินรถไปทางอำเภอบางประกง มีเศษวัสดุของรถและเศษกระจกตกอยู่บริเวณท้ายรถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ในบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุระบุไว้ในข้อ 9.1 ว่ารถยนต์บรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับจอดอยู่บริเวณไหล่ทางล้อหน้าด้านขวาห่างเส้นขอบทาง 0.32 เมตร ล้อหลังด้านขวาห่าง 0.22 เมตร ล้อหลังด้านขวาตัวพ่วงห่าง 1.15 เมตร ตามบันทึกคำให้การของร้อยตำรวจเอกสมพรระบุว่าวันเกิดเหตุเวลา 05.15 นาฬิกา ได้รับแจ้งเหตุจึงเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุพบเศษกระจกและเศษวัสดุของรถตกอยู่บริเวณมุมตู้คอนเทนเนอร์ด้านขวาสันนิษฐานว่าเป็นจุดชน พบรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้จอดขวางช่องทางเดินรถช่องซ้ายสุดและช่องขวา ล้อหน้าห่างจากเส้นขอบทางด้านเกาะกลางถนนวัดได้ 1.40 เมตร ล้อหลังของตัวพ่วงห่าง 3.50 เมตร ล้อหลังด้านซ้ายห่างขอบทาง 1 เมตร พบนายเฉลาได้รับบาดเจ็บอยู่ตรงหน้ารถด้านซ้าย พยานจึงได้ช่วยเหลือร่วมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธินำออกจากรถส่งโรงพยาบาล และนายเฉลาถึงแก่ความตายเวลาต่อมา คำให้การของร้อยตำรวจเอกสมพรสอดคล้องกับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจรที่ระบุว่าเหตุเกิด เวลา 05.10 นาฬิกา การที่ร้อยตำรวจเอกสมพรไปถึงที่เกิดเหตุขณะนายเฉลาผู้ได้รับบาดเจ็บยังอยู่ในรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ แสดงว่าไปถึงในเวลากระชั้นชิดกับเวลาที่ได้รับแจ้งเหตุ สภาพของรถยนต์บรรทุกของคู่กรณีจึงอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริง โจทก์คงมีนายสุทนเบิกความว่า พยานเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันไว้ไปตามถนนที่เกิดเหตุด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในช่องทางเดินรถด้านซ้าย ขณะถึงบริเวณที่เกิดเหตุมีรถยนต์บรรทุกแล่นเซงขึ้นหน้าด้านขวาพยานจึงขับรถเบียดมาทางไหล่ทางชนกับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับจอดอยู่ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างคำเบิกความของนายสุทนเมื่อนำมาพิจารณาประกอบภาพถ่ายรถยนต์บรรทุกรถยนต์บรรทุกที่นายสุทนขับได้รับความเสียหายอย่างมาก โจทก์ผู้รับประกันภัยต้องเสียค่าซ่อมเป็นเงินถึง 737,479.05 บาท หากนายสุทนขับรถด้วยความเร็วประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คงไม่เสียหายมากขนาดนี้ นายสุทนยังเบิกความอีกว่าหากรถบรรทุกน้ำไม่ขับแซงรถของพยาน พยานก็ไม่จำต้องขับหลบไปเฉี่ยวชนรถคู่กรณีที่จอดอยู่บริเวณที่เกิดเหตุเนื่องจากสามารถขับหลบหลีกได้ คำเบิกความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามูลเหตุที่เกิดขึ้นตามข้อกล่าวอ้างของนายสุทนเนื่องจากมีรถบรรทุกน้ำขับแซง แต่เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ กับบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร ซึ่งพนักงานสอบสวนทำขึ้นก็ปรากฏว่า ช่องทางเดินรถแต่ละช่องมีความกว้างถึง 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง 2.50 เมตรและรถยนต์บรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับก็อยู่ในไหล่ทาง ล้อหน้าด้านขวาห่างจากเส้นขอบทาง 0.32 เมตร ล้อหลังด้านขวาห่าง 0.22 เมตร ล้อหลังด้านขวาตัวพ่วงห่าง 1.15 เมตร แม้จะเป็นสภาพตอนเกิดเหตุแล้วแต่ก็ปรากฏหลักฐานพบเศษวัสดุของรถตกอยู่ตรงมุมตู้คอนเทนเนอร์ น่าเชื่อว่าเป็นจุดชนซึ่งอยู่บนไหล่ทาง แสดงว่าจำเลยที่ 1 จอดรถยนต์บรรทุกไว้บนไหล่ทางไม่ได้จอดยื่นล้ำเข้าไปในช่องทางเดินรถดังที่นายสุทนเบิกความเมื่อเกิดเหตุแล้วนายสุทนหลบหนีไม่แจ้งเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบในทันที เมื่อร้อยตำรวจเอกสมพรเดินทางไปตรวจสถานที่เกิดเหตุคงพบแต่จำเลยที่ 1 ตามคำให้การ หากจำเลยที่ 1 ไม่เปิดไฟกะพริบระวังเหตุและวางสิ่งของกีดขวางไว้เป็นสัญญาณดังที่โทรศัพท์แจ้งนายวรวิชกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 2 ทราบเหตุนายสุทนซึ่งเป็นคู่กรณีกับจำเลยที่ 1 น่าจะดำเนินการให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เพราะมีผู้เสียชีวิต นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังมีบันทึกการตรวจสภาพความเสียหายของรถที่เกิดเหตุซึ่งนายสำเนียงเป็นผู้ตรวจสภาพและให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนว่าไฟเลี้ยวหลังขวาของรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 แตกเพราะอุบัติเหตุ ส่วนไฟเลี้ยวหลังซ้ายใช้การได้ ไฟเล็กหรือไฟจอดหลังขวาแตกเนื่องจากอุบัติเหตุ ส่วนไฟเล็กหรือไฟจอดหลังซ้ายใช้การได้ โจทก์คงมีนายสุทนเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เปิดไฟของรถยนต์ไว้โดยไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุนจึงมีน้ำหนักน้อยที่จะรับฟัง ประกอบกับในคดีอาญานายสุทนผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ก็ให้การรับสารภาพว่า ขับรถยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 จนได้รับความเสียหายและมีผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ตามสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5140/2551 ของศาลชั้นต้น พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายสุทนผู้ขับรถยนต์บรรทุกคันที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์เป็นฝ่ายประมาท ที่โจทก์ฎีกาอีกว่าศาลล่างทั้งสองไม่อาจฟังพยานบอกเล่ามายกฟ้องของโจทก์ได้นั้น ปกติคำเบิกความของพนักงานสอบสวนที่ว่าได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่เกิดเหตุ และให้ความเห็นจากการตรวจที่เกิดเหตุและแผนที่เกิดเหตุประกอบกันว่าเหตุเกิดเพราะความผิดของฝ่ายใดมิใช่พยานบอกเล่า รับฟังได้เมื่อทนายโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 ทนายจำเลยที่ 2 จึงอ้างส่งแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ บันทึกคำให้การของร้อยตำรวจเอกสมพรบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร บันทึกการสอบปากคำนางสำเนียงบันทึกการตรวจสภาพรถและความเสีสยหาย แทนการสืบพยานบุคคลดังกล่าว ศาลจึงมีอำนาจรับฟังเอกสารดังกล่าวตามคำรับของคู่ความได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น”

พิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 287 – 288/2554

เมื่อพิจารณาคำเบิกความพยานโจทก์ประกอบกับรอยห้ามล้อยาวถึง 20.30 เมตร และความเสียหายของรถยนต์ที่จำเลยขับซึ่งได้รับความเสียหายตรงบริเวณกันชนด้านขวามือผู้ขับยุบไปค่อนข้างมากแล้ว เชื่อว่าจำเลยขับรถด้วยความเร็วสูงเกินสมควรซึ่งการขับรถด้วยความเร็วสูงมาถึงทางร่วมทางแยกก็มิได้ลดหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลง เป็นการขับรถโดยประมาทอย่างหนึ่ง แต่เหตุที่จำเลยห้ามล้อไม่น่าจะเกิดจากการที่จำเลยหักหลบหลุมตรงบริเวณปากทางแยกเป็นสำคัญ เพราะตามภาพถ่ายหมาย จ.5 สำนวนหลัง เห็นได้ชัดว่าหลุมดังกล่าวล้ำเข้ามาในผิวจราจรของช่องเดินรถที่จำเลยขับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหลบหลุมถึงขนาดล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวน เชื่อว่าเหตุที่จำเลยขับล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวนเพราะหักหลบรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับตัดหน้า จุดชนอยู่ตรง ๆ กับปากทางแยก ชนถูกรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับตรงฝาครอบแบตเตอรี่ขวามือผู้ตาย น่าเชื่อว่าผู้ตายยังมิได้ตั้งลำรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถที่ตนจะเข้าไป ทั้งตามคำเบิกความของ อ. ก็ได้ความว่า เมื่อ อ. และผู้ตายขับรถมาถึงปากทางแยก อ. เห็นรถยนต์ที่จำเลยขับแล่นมาอยู่ห่างรถที่ อ. ขับ 30 ถึง 40 เมตร อ. จึงหยุดตรงปากทางแยก ไม่ขับออกไปในถนนที่เกิดเหตุ แต่ผู้ตายขับออกไปจึงถูกรถยนต์ที่จำเลยขับมาชน เห็นได้ว่าถ้าผู้ตายระมัดระวังโดยยังไม่ขับออกไปเหมือน อ. ก็จะไม่ถูกจำเลยขับรถยนต์ชน ยิ่งกว่านั้นตามคำเบิกความของ ถ. จ. และ ท. พยานโจทก์ทั้งสองที่เบิกความว่าผู้ตายขับในลักษณะพุ่งออกไปอันเป็นลักษณะของการขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อจำเลยเห็นจึงห้ามล้อตั้งแต่อยู่ห่าง 20 ถึง 30 เมตร พฤติการณ์เช่นนี้ แม้จุดชนอยู่ห่างจากเส้นแบ่งช่องเดินรถประมาณ 1.40 เมตร ดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ก็ไม่เป็นข้อบ่งชี้ว่า ผู้ตายมิได้ประมาทที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าทั้งผู้ตายและจำเลยต่างขับรถโดยประมาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อผู้ตายก็เป็นผู้ขับรถโดยประมาท ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบิดาผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจฟ้องซึ่งรวมทั้งไม่มีอำนาจฟ้องอุทธรณ์ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 5 (2) และ 3 (2) เมื่อไม่มีอำนาจฟ้องฎีกา ก็ไม่อาจขอให้ไม่รอการลงโทษดังที่ฎีกาขึ้นมาด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2565

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากร้อยตำรวจเอกหญิงพนมเนตร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลางว่า หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกหญิงพนมเนตรออกไปตรวจที่เกิดเหตุ พบมีรอยครูดอยู่ในช่องเดินรถด้านขวาห่างจากเส้นกั้นขอบทางด้านขวาประมาณ 2.5 เมตร และห่างจากเส้นแบ่งช่องเดินรถด้านซ้ายประมาณ 1 เมตร และพบชิ้นส่วนของรถตกอยู่ ซึ่งร้อยตำรวจเอกหญิงพนมเนตรสันนิษฐานว่าจุดชนอยู่ในช่องเดินรถของจำเลย และได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากพันตำรวจโทยอดรัก ซึ่งเป็นผู้ตรวจร่องรอยการเฉี่ยวชนของรถทั้งสองคันว่า จากการตรวจสอบรถยนต์กระบะของจำเลยพบความเสียหายบริเวณด้านหน้าซ้าย ไฟเลี้ยวซ้ายแตก แก้มซ้ายเหนือบังโคลนมีรอยบุบยุบ กันชนหน้าด้านซ้ายมีรอยครูด ซุ้มล้อด้านหลังมีรอยครูด ส่วนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายพบร่องรอยความเสียหาย โดยบริเวณคันบังคับเลี้ยวด้านขวามีรอยครูด เฟรมครอบไฟหน้ามีรอยครูด บังลมด้านหน้าแตกหัก ท่อไอเสียมีรอยครูด ที่พักเท้าด้านขวาบิดงอ ร่องรอยความเสียหายของรถทั้งสองคันเข้ากันได้ จึงสันนิษฐานว่าจุดที่ปะทะกันของรถทั้งสองคันน่าจะอยู่ที่มุมด้านซ้ายของรถยนต์กระบะกับด้านหน้าข้างขวาบริเวณคันบังคับของรถจักรยานยนต์ โดยลักษณะการชนของรถทั้งสองคันเป็นการเบียดเข้าหากัน แต่ไม่ทราบว่าคันไหนชนคันไหน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจุดชนอยู่ในช่องเดินรถของจำเลย และบริเวณด้านหน้ารถยนต์ของจำเลยและบริเวณด้านท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไม่มีร่องรอยเฉี่ยวชนเช่นนี้ แสดงว่าก่อนเกิดเหตุรถทั้งสองคันไม่ได้แล่นอยู่ในช่องเดินรถเดียวกัน ต่อมาเมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในช่องเดินรถด้านขวาที่มีรถยนต์กระบะของจำเลยแล่นอยู่ทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน โดยด้านหน้าขวาบริเวณคันบังคับของรถจักรยานยนต์ปะทะบริเวณมุมหน้าซ้ายของรถยนต์กระบะจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากค่ายสุรธรรมพิทักษ์เปลี่ยนเข้าช่องเดินรถทางขวา ซึ่งเป็นช่องเดินรถเดียวกันกับช่องเดินรถของจำเลย เพื่อที่จะกลับรถมุ่งหน้าสู่อำเภอเมืองนครราชสีมา ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนก็ได้แจ้งข้อหาผู้ขับรถจักรยานยนต์ว่า ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากค่ายสุรธรรมพิทักษ์เพื่อที่จะกลับรถมุ่งหน้าสู่อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวาโดยไม่ตรวจตรารถที่วิ่งมาในทางตรงให้ปลอดภัยทำให้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกัน การที่ผู้ตายไม่ใช้ความระมัดระวังในการเปลี่ยนช่องเดินรถถือได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ในส่วนของจำเลยนั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยขับรถยนต์ในขณะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 182 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งประสงค์จะเอาผิดและลงโทษผู้ขับขี่ที่เมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น เนื่องจากสุราหรือของมึนเมาทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลง อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้โดยง่าย การที่จำเลยขับรถผ่านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางตรงและเป็นช่วงเวลากลางวันนั้น หากจำเลยไม่อยู่ในอาการมึนเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น จำเลยก็น่าจะหักรถหลบหรือหยุดรถได้ทันก่อนที่จะเกิดการเฉี่ยวชนกันขึ้น เหตุเฉี่ยวชนจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยด้วยเช่นกัน เมื่อจำเลยมีส่วนประมาท จำเลยจึงไม่หลุดพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5248/2559

ถนนที่จำเลยขับรถมาเป็นทางเดินรถทางโท มีสัญญาณจราจรไฟกระพริบสีแดงและป้ายเตือนให้หยุด ติดไว้ก่อนเข้าทางร่วมทางแยก จำเลยต้องหยุดรถก่อนถึงทางร่วมทางแยก หลังเส้นให้หยุดรถและให้ผู้ขับรถในทางเอกขับผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรแล้วจึงจะขับรถต่อไปได้ด้วยความระมัดระวัง ส่วนโจทก์ขับรถมาในทางเอกแม้จะมีสิทธิขับรถผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อน แต่ก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70 โดยต้องลดความเร็วของรถ เมื่อขับรถเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก สภาพความเสียหายของรถโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างมากอันเกิดจากการชนโดยแรง และตามแผนที่แสดงสถานที่เกิดเหตุ รถยนต์โจทก์อยู่ห่างจากจุดชนประมาณ 35 เมตร แสดงว่าโจทก์ขับรถมาด้วยความเร็วและไม่ได้ชะลอความเร็วของรถ เมื่อเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดเหตุรถชนกันโจทก์จึงมีส่วนประมาทอยู่ด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4064/2536

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะที่นายสันติขับรถมาตามถนนพหลโยธินด้วยความเร็ว จำเลยที่ 1 ก็ได้ขับรถยนต์บรรทุกออกจากถนนพัฒน์พงษ์ตัดผ่านถนนพหลโยธินโดยไม่ใช้ความระมัดระวังและหยุดรอที่บริเวณปากทางถนนพัฒน์พงษ์และที่หัวเกาะกลางถนนให้รถนายสันติซึ่งแล่นมาตามถนนดังกล่าวผ่านไปก่อน แต่จำเลยที่ 1 ได้ขับรถตัดหน้ารถยนต์นายสันติอย่างกะทันหันและในระยะกระชั้นชิดทำให้นายสันติไม่สามารถห้ามล้อรถให้หยุดได้ทันและไม่สามารถหักหลบได้ จึงได้เกิดชนกันโดยจุดชนอยู่บนถนนพหลโยธินที่เป็นรอยห้ามล้อและรอยครูดติดต่อกัน และหลังจากชนกันแล้วรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 1 ได้ลากรถยนต์นายสันติเข้าไปที่ปากทางเข้าวัดเพลียขวาการที่รถชนกันและเกิดความเสียหายขึ้นดังกล่าวนี้จึงฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อและความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวนี้เป็นผลที่ใกล้ชิดกับเหตุที่รถทั้งสองคันชนกัน และเป็นความประมาทเลินเล่อที่เกิดขึ้นภายหลังจากความประมาทของนายสันติที่ขับรถด้วยความเร็วมาก่อน ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ไม่ขับรถตัดหน้ารถยนต์ของนายสันติแล้วความเสียหายย่อมจะไม่เกิดขึ้น กรณีเช่นนี้จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียว หาใช่นายสันติแต่อย่างใดไม่