ฎีกาล่าสุดชี้ชัด! ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบร่วม หากปล่อยคนเมาขับรถตัวเองจนเกิดเหตุ - singhalaw

  • Home
  • ฎีกาล่าสุดชี้ชัด! ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบร่วม หากปล่อยคนเมาขับรถตัวเองจนเกิดเหตุ

ฎีกาล่าสุดชี้ชัด! ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบร่วม หากปล่อยคนเมาขับรถตัวเองจนเกิดเหตุ

15 สิงหาคม 2025 singhalaw 0 Comments

ฎีกาล่าสุดชี้ชัด! ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบร่วม หากปล่อยคนเมาขับรถตัวเองจนเกิดเหตุ

สรุปลักษณะสำคัญของเหตุการณ์ หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมสาระสำคัญ และข้อคิดได้ดังนี้ อ้างอิงเนื้อหาจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2567

สรุปลักษณะสำคัญของเหตุการณ์ และหลักกฎหมายที่ได้พร้อมสาระสำคัญของมาตรากฎหมาย

ลักษณะสำคัญของเหตุการณ์ เหตุการณ์นี้เป็นคดีความที่บริษัทประกันภัย (โจทก์) ฟ้องร้องผู้ขับขี่ (จำเลยที่ 1) และผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นเจ้าของรถและผู้ครอบครองรถ (จำเลยที่ 2) เพื่อเรียกคืนเงินค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทได้จ่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว โดยเหตุการณ์เกิดจากที่จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและนั่งโดยสารมาด้วย โดยประมาทด้วยความเร็วสูงและขณะเมาสุรา มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 102 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้รถเสียหลักไปชนรถคันอื่นอีก 3 คัน เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลภายนอก โจทก์ในฐานะบริษัทประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกไปเป็นเงิน 1,708,645 บาท

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 เดิมพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 2 อย่างไรก็ตาม โจทก์ได้ฎีกา และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาใหม่ โดยให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย

หลักกฎหมายและสาระสำคัญ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 (หลักความรับผิดทางละเมิด):

    ◦ สาระสำคัญ: บุคคลใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น.

    ◦ การนำมาปรับใช้ในคดี: ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถและเป็นผู้เอาประกันภัย ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถขณะเมาสุรา ทั้งที่ทราบดีถึงอาการมึนเมาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 2 ถือว่า ไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอในการควบคุมดูแลรถที่อยู่ในความครอบครอง และ ย่อมเล็งเห็นว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีส่วนประมาทก่อให้เกิดเหตุละเมิดในครั้งนี้ และต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบุคคลภายนอก.

เงื่อนไขและความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 7.6 และ ข้อ 8 (ข้อสัญญาพิเศษ):

    ◦ ข้อ 7.6 (การยกเว้นทั่วไป): ระบุว่าการประกันภัยตามหมวดนี้จะไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์) อย่างไรก็ตาม ในเงื่อนไขดังกล่าวระบุเพิ่มเติมว่า บริษัทจะไม่นำเงื่อนไขข้อ 7.6 มาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิด

    ◦ ข้อ 8 (ข้อสัญญาพิเศษ): ระบุว่า ในกรณีที่บริษัทไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายหรือตามกรมธรรม์ประกันภัยต่อผู้เอาประกันภัย แต่บริษัทได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความรับผิดที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกไปแล้ว ผู้เอาประกันภัยต้องคืนเงินจำนวนนั้นให้แก่บริษัทภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือเรียกร้องจากบริษัท

    ◦ การนำมาปรับใช้ในคดี: ศาลฎีกาพิจารณาว่า การที่จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถขณะเมาสุรานั้น เป็นการ ผิดเงื่อนไขและความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 7.6 และเมื่อบริษัทประกันภัย (โจทก์) ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดต่อบุคคลภายนอกและได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้จ่ายไปนั้นคืนให้แก่โจทก์ ตามที่กำหนดในข้อ 8 ข้อสัญญาพิเศษ ซึ่งเป็นเงื่อนไขการยกเว้นความรับผิดของบริษัทประกันภัยกับผู้เอาประกันภัย.

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564:

    ◦ สาระสำคัญ: มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดย ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี.

    ◦ การนำมาปรับใช้ในคดี: ศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ส่งผลให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่แตกต่างกันไปตามช่วงเวลา คือ ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (3 กรกฎาคม 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และ ร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป.

ข้อคิดหรือประโยชน์จากเนื้อหา เพื่อเป็นข้อเตือนใจในการใช้รถใช้ถนน

เจ้าของรถมีส่วนร่วมรับผิดชอบ: คดีนี้เน้นย้ำว่า เจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถไม่ได้พ้นจากความรับผิดชอบเพียงเพราะไม่ได้เป็นผู้ขับขี่ หากเจ้าของรถยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นขับรถในสภาพที่ไม่พร้อมและอาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น เมาสุรา แม้ตนเองจะนั่งโดยสารมาด้วย ก็ถือว่ามีส่วนประมาทและต้องร่วมรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก.

ประกันภัยคุ้มครองบุคคลภายนอก แต่ไม่ใช่ผู้กระทำผิด: แม้บริษัทประกันภัยจะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ แต่ในทางกลับกัน ผู้เอาประกันภัยหรือผู้ที่ยินยอมให้มีการขับขี่โดยผิดเงื่อนไข จะต้องชดใช้เงินที่บริษัทจ่ายไปนั้นคืนให้แก่บริษัท ซึ่งหมายความว่า ในที่สุดแล้วภาระค่าเสียหายทั้งหมดจะตกอยู่กับผู้กระทำผิดและเจ้าของรถเอง.

ความสำคัญของการป้องกัน: บทเรียนจากคดีนี้ชี้ให้เห็นว่า การขับขี่ภายใต้ฤทธิ์แอลกอฮอล์เป็นอันตรายอย่างยิ่งและมีผลทางกฎหมายร้ายแรงตามมาอย่างหนัก ไม่เพียงแต่ผู้ขับขี่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเจ้าของรถด้วย การตระหนักถึงความปลอดภัย การไม่ขับขี่ขณะมึนเมา และการไม่ปล่อยให้ผู้อื่นที่มึนเมาขับรถของคุณ จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น รวมถึงภาระความรับผิดชอบทางกฎหมายและการเงินที่อาจตามมา.

หมายเหตุ : ดูเพิ่มเติม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8789/2559

การที่จำเลยที่ 1 ขับรถชนรถคันอื่นจนทำให้เกิดความเสียหายแก่รถอื่นถึง 3 คัน ย่อมเป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุรา เมื่อตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ท้ายตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ข้อ 7 ระบุว่า การประกันภัยไม่คุ้มครองความรับผิดอันเกิดจาก 7.6 การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (เงื่อนไขเดิมตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 22/2551) ข้อ 8 วรรคสอง ระบุว่าเงื่อนไขตาม 7.6 บริษัทจะไม่นำมาเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกเพื่อปฏิเสธความรับผิด เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกไปแล้วตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 8 วรรคสาม โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาคืนจากผู้เอาประกันภัยได้