บันทึก "ไม่ติดใจเอาความ" ที่โรงพัก จบจริงไหม? ถอดรหัสฎีกาประกันฟ้องซ่อมรถเป็นแสน! - singhalaw

  • Home
  • บันทึก “ไม่ติดใจเอาความ” ที่โรงพัก จบจริงไหม? ถอดรหัสฎีกาประกันฟ้องซ่อมรถเป็นแสน!

บันทึก “ไม่ติดใจเอาความ” ที่โรงพัก จบจริงไหม? ถอดรหัสฎีกาประกันฟ้องซ่อมรถเป็นแสน!

14 สิงหาคม 2025 singhalaw 0 Comments

บันทึก “ไม่ติดใจเอาความ” ที่โรงพัก จบจริงไหม? ถอดรหัสฎีกาประกันฟ้องซ่อมรถเป็นแสน!

อ้างอิงเนื้อหาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4037/2558

สรุปเหตุการณ์ หลักกฎหมาย และข้อคิด

ลักษณะสำคัญของเหตุการณ์และคดี คดีนี้เป็นเรื่องที่ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (โจทก์) ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัย ได้ฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจาก นายปัตทวี เกยพุดซา (จำเลยที่ 1) และจำเลยที่ 2 โดยมีข้อเท็จจริงคือ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ด้วยความประมาทจนเป็นเหตุให้ชนรถยนต์ของคู่กรณี (ซึ่งนายพิเชษฐ์เป็นผู้ครอบครองและเป็นรถที่โจทก์รับประกันภัยไว้) ได้รับความเสียหาย

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า ข้อตกลงที่ระบุในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ที่นายพิเชษฐ์ (ผู้ครอบครองรถยนต์ที่เสียหาย) ได้รับเงิน 15,000 บาท จากจำเลยที่ 1 “ส่วนความเสียหายของรถยนต์นั้น จะใช้สิทธิการซ่อมกับประกันภัยของตน (โจทก์)” และตกลงว่าจะไม่ติดใจดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 นั้น ถือเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำให้สิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลงหรือไม่

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความที่ระงับข้อพิพาทเรื่องค่าซ่อมรถยนต์ เงิน 15,000 บาท ที่นายพิเชษฐ์ได้รับนั้น เป็นการเรียกค่าเสียหายอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากค่าสินไหมทดแทนในการซ่อมรถยนต์ ดังนั้น นายพิเชษฐ์ยังคงประสงค์ให้โจทก์ (บริษัทประกันภัย) รับผิดชอบค่าซ่อมรถยนต์ตามสัญญาประกันภัย เมื่อโจทก์ได้จัดการซ่อมแซมรถยนต์ที่เสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยมีค่าใช้จ่าย 104,776.15 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้จ่ายไป ด้วยเหตุนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้

ข้อคิดหรือประโยชน์เพื่อเป็นข้อเตือนใจในการใช้รถใช้ถนน

ความรับผิดชอบของผู้ขับขี่ที่ประมาท: แม้จะมีการตกลงจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นหรือเล็กน้อยกับคู่กรณี ณ ที่เกิดเหตุ ก็ไม่ได้หมายความว่าความรับผิดชอบทั้งหมดจะสิ้นสุดลงทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่าสูง และคู่กรณีมีประกันภัย ซึ่งบริษัทประกันภัยที่เข้ามารับผิดชอบความเสียหายแทนผู้เอาประกันภัยแล้ว มีสิทธิที่จะรับช่วงสิทธิเพื่อเรียกค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดได้ในภายหลัง

บทบาทของการประกันภัย: การมีประกันภัยรถยนต์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถของเราและรถของคู่กรณี ทำให้รถสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติอย่างรวดเร็ว และบริษัทประกันภัยจะเข้ามาจัดการเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายกับผู้ทำละเมิดแทนเรา

ความชัดเจนของข้อตกลง: หากเกิดอุบัติเหตุ ควรมีการบันทึกข้อตกลงให้ชัดเจนและครอบคลุมทุกประเด็นความเสียหาย หากมีการจ่ายเงินชดเชยบางส่วน ควรระบุให้ชัดเจนว่าเงินจำนวนนั้นชดเชยค่าเสียหายประเภทใด เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งในภายหลังว่าเป็นการระงับข้อพิพาททั้งหมด การทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้ข้อพิพาทสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง