ผ่าฎีกาคดีประมาทร่วม รถบรรทุก 20 เมตรขวางถนน vs รถเก๋งเร็วเกินเหตุ ใครประมาทกว่ากัน! - singhalaw

  • Home
  • ผ่าฎีกาคดีประมาทร่วม รถบรรทุก 20 เมตรขวางถนน vs รถเก๋งเร็วเกินเหตุ ใครประมาทกว่ากัน!

ผ่าฎีกาคดีประมาทร่วม รถบรรทุก 20 เมตรขวางถนน vs รถเก๋งเร็วเกินเหตุ ใครประมาทกว่ากัน!

27 สิงหาคม 2025 singhalaw 0 Comments

ผ่าฎีกาคดีประมาทร่วม รถบรรทุก 20 เมตรขวางถนน vs รถเก๋งเร็วเกินเหตุ ใครประมาทกว่ากัน!

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10312/2559 จากกรณีศึกษาเรื่อง “ประมาทในการกลับรถบรรทุกซุง” สามารถสรุปลักษณะสำคัญของเหตุการณ์และหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งข้อคิดเพื่อเป็นข้อเตือนใจในการใช้รถใช้ถนน ดังนี้ครับ

สรุปลักษณะสำคัญของเหตุการณ์และหลักกฎหมาย

เหตุการณ์นี้เป็นคดีความที่นายสวัสดิ์ สุวรรณนที (โจทก์) ฟ้องนายเสนียม สำเภารอด (จำเลยที่ 1) พนักงานขับรถ, จำเลยที่ 2 เจ้าของรถ และจำเลยที่ 3 บริษัทประกันภัย ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากเหตุรถชน

ลักษณะเหตุการณ์:

    ◦ คู่กรณี: รถยนต์บรรทุก 18 ล้อ ของจำเลยที่ 2 (ขับโดยจำเลยที่ 1) และรถยนต์โดยสารของโจทก์ (ขับโดยนายโกมล)

    ◦ ยานพาหนะสำคัญ: รถยนต์บรรทุกพ่วงขนาดใหญ่ที่จำเลยที่ 1 ขับมีความยาวรวมรถหัวลากและท่อนซุง ถึง 20 เมตร ซึ่งยาวกว่าปกติทั่วไปถึงสองเท่าของความกว้างของทางเดินรถ

    ◦ วันเวลาเกิดเหตุ: คืนวันที่ 8 ตุลาคม 2542 เวลา 5 นาฬิกา (เช้ามืด)

    ◦ สถานที่เกิดเหตุ: จุดกลับรถบนถนนบรมราชชนนี (ปิ่นเกล้า – นครชัยชัยศรี) บริเวณหน้าสถานีขนส่งสินค้า พุทธมณฑลสาย 5 สภาพถนนมี 6 ช่องจราจร (ฝั่งละ 3 ช่อง) แยกจากกันด้วยเกาะกลางถนน มีความกว้างช่องเดินรถ 3 ช่องรวมกัน 10.5 เมตร

    ◦ สภาพแวดล้อม: ถนนเปียกแฉะเนื่องจากฝนตกก่อนเกิดเหตุ และมีแสงสว่างน้อย ท่อนซุงมีสีค่อนข้างดำมืด

    ◦ การกระทำของจำเลยที่ 1: จำเลยที่ 1 พยายามกลับรถบรรทุกซุงที่จุดกลับรถ โดยต้องขับเลยเข้าไปในช่องทางเบี่ยงคู่ขนานด้านซ้ายเพื่อออกไปยังทางอีกด้านหนึ่ง เนื่องจากรถมีความยาวมากจนไม่สามารถกลับรถในครั้งเดียวได้ ณ จุดกลับรถปกติ ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ขับรถกลับรถในขณะที่มีรถยนต์ของโจทก์แล่นสวนมาในระยะน้อยกว่า 100 เมตร ซึ่งเป็นการกีดขวางการจราจรและไม่ปลอดภัย

    ◦ การกระทำของนายโกมล (ผู้ขับรถโจทก์): นายโกมลขับรถมาด้วยความเร็วมากใกล้ทางร่วมทางแยกและไม่ลดความเร็วลง

    ◦ ผลของเหตุการณ์: รถยนต์ของโจทก์พุ่งเข้าชนกลางท่อนซุงอย่างแรง ทำให้รถเสียหายมาก และนายโกมลได้รับอันตรายแก่กายถึงขนาดติดอยู่ในรถ พบรอยล้อปัดของรถโจทก์บนถนนยาว 70 เมตร ซึ่งแสดงถึงการห้ามล้อรถอย่างแรง

    ◦ คำวินิจฉัยศาล:

        ▪ จำเลยที่ 1 ประมาท: การกลับรถของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยประมาท เนื่องจากไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งกว่ารถปกติ โดยเฉพาะเมื่อรถยาวถึง 20 เมตร บนถนนเปียกแฉะในยามเช้ามืด อีกทั้งการกลับรถโดยมีรถสวนมาในระยะน้อยกว่า 100 เมตร เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

        ▪ นายโกมลประมาทด้วย: นายโกมลประมาทที่ไม่ลดความเร็วเมื่อขับรถใกล้ทางร่วมทางแยก

        ▪ เปรียบเทียบความประมาท: ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 เลี้ยวกลับรถนั้นเป็นการกระทำโดยประมาทมากกว่านายโกมล

        ▪ ค่าเสียหาย: ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์กึ่งหนึ่งของค่าเสียหายทั้งหมด (119,396 บาท จากทั้งหมด 238,792 บาท) พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ซึ่งศาลฎีกาพิพากษายืน

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

    ◦ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420: เป็นบทบัญญัติพื้นฐานในการพิจารณาความรับผิดจากการกระทำโดยประมาท ก่อให้เกิดความเสียหาย (แม้ในเอกสารจะไม่ได้ระบุเนื้อหาโดยละเอียด แต่เป็นหลักการที่ใช้ในการพิจารณาคดีละเมิด)

    ◦ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 52: บัญญัติว่า “ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น” ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนมาตรานี้

    ◦ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 70: เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการขับรถใกล้ทางร่วมทางแยก ซึ่งในคดีนี้ นายโกมล (ผู้ขับรถโจทก์) ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่ลดความเร็วลง

    ◦ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300: บทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ซึ่งจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในคดีอาญาตามมาตรานี้

ข้อคิดหรือประโยชน์จากเนื้อหา เพื่อเป็นข้อเตือนใจในการใช้รถใช้ถนน:

1. ความระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับรถขนาดใหญ่: ผู้ขับขี่ยานพาหนะที่มีขนาดใหญ่และยาวกว่าปกติ โดยเฉพาะรถพ่วงบรรทุกของ ควรใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุดในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะการเลี้ยวหรือกลับรถที่ต้องการพื้นที่มาก เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายและเป็นอุปสรรคต่อการจราจรได้ง่าย

2. การปฏิบัติตามกฎหมายระยะปลอดภัย: การกลับรถหรือเลี้ยวรถในทางเดินรถที่สวนกันได้ ต้องมั่นใจว่าไม่มีรถคันอื่นสวนมาหรือตามมาในระยะน้อยกว่า 100 เมตร และต้องแน่ใจว่าปลอดภัย ไม่กีดขวางการจราจร การประมาณระยะทางที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้

3. ประเมินสภาพถนนและสิ่งแวดล้อม: สภาพถนนเปียกแฉะ แสงสว่างน้อย หรือสิ่งของที่บรรทุกมีสีมืด ทำให้ทัศนวิสัยและการมองเห็นลดลง ผู้ขับขี่ต้องเพิ่มความระมัดระวังและลดความเร็วลงเป็นพิเศษเพื่อความปลอดภัย

4. ความรับผิดชอบร่วมกัน: แม้จะเป็นฝ่ายที่ถูกชน ผู้ขับขี่เองก็อาจมีความประมาทเลินเล่ออันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น การขับรถเร็วเกินไปหรือไม่ลดความเร็วในจุดอันตราย ซึ่งอาจทำให้ต้องร่วมรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

5. ความสำคัญของการชะลอความเร็วในจุดอันตราย: ผู้ขับขี่ทุกคนควรลดความเร็วและเพิ่มความระมัดระวังเมื่อเข้าใกล้ทางร่วมทางแยก จุดกลับรถ หรือบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น เพื่อให้สามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที