การรับช่วงสิทธิในสัญญาประกันภัยรถยนต์ - singhalaw

  • Home
  • การรับช่วงสิทธิในสัญญาประกันภัยรถยนต์

การรับช่วงสิทธิในสัญญาประกันภัยรถยนต์

28 กุมภาพันธ์ 2024 singlaw singlaw 0 Comments

สารบัญ (Contents)

       การรับช่วงสิทธิในสัญญาประกันภัยรถยนต์  

1.หลักการรับช่วงสิทธิ

รถยนต์ที่มีการเอาประกันภัยความเสียหายต่อตัวรถไว้ เช่น ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ชั้น 2+ และชั้น 3+ หากเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถอื่นที่และเกิดความเสียหายต่อตัวรถ ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกใช้สิทธิให้บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ของตนทำการซ่อมแซม โดยไม่จำกัดว่าจะต้องให้คู่กรณีหรือบริษัทผู้รับประกันภัยของรถยนต์คู่กรณีเป็นผู้จัดซ่อมเสมอไป

          ทั้งนี้ หากบริษัทผู้รับประกันภัยได้ทำการจัดซ่อมรถยนต์ที่รับประกันภัยไว้หรือคืนทุนประกันภัยให้แก่ผู้รับประโยชน์หรือผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ก็จะสามารถรับช่วงสิทธิของผู้รับประโยชน์หรือของผู้เอาประกันภัยไปเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการจัดซ่อมหรือค่าสินไหมทดแทนที่จ่ายให้กับผู้รับประโยชน์หรือผู้เอาประกันภัยคืนจากคู่กรณีหรือบริษัทผู้รับประกันภัยของรถยนต์คู่กรณีฝ่ายผิดได้

2.ค่าสินไหมทดแทนที่รับช่วงสิทธิได้

การรับช่วงสิทธิของบริษัทผู้รับประกันภัย จะสามารถเรียกร้องค่าสินไหมที่ตนได้เสียไป ดังนี้

          (1.) ค่าใช้จ่ายในการจัดซ่อมรถประกันภัย (ฝ่ายถูก)

          (2.) ค่าสินไหมทดแทนที่คืนทุนประกันแก่ผู้รับประโยชน์หรือผู้เอาประกันภัย

          (3.) ค่ายกลาก

          (4.) ค่าที่จอดและดูแลรถยนต์ระหว่างซ่อม

3.ค่าสินไหมทดแทนที่รับช่วงสิทธิ์ไม่ได้

          (1.) ค่าใช้จ่ายในการประเมินหรือตีราคาวินาศภัย

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2460/2558

ค่าประเมินความเสียหายของรถเป็นค่าใช้จ่ายในการตีราคาวินาศภัยซึ่งโจทก์ผู้รับประกันภัยต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยจึงไม่อาจเรียกร้องเงินดังกล่าวได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 878

___________________________

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 263,622 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 255,126 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 194,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 250,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ภศ 9770 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนางชลิศา มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2546 จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขณะเกิดเหตุ นายสุนทรขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ไปตามถนนสุขุมวิท จากทางด้านเขาไม้แก้วมุ่งหน้าไปทางแยกกระทิงลายในช่องเดินรถที่ 2 นับจากซ้ายมือ เมื่อมาถึงบริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันเอสโซ่ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ท – 3858 ชลบุรี ของจำเลยที่ 2 ตามมาในทิศทางและช่องเดินรถเดียวกันด้วยความประมาทโดยขับรถด้วยความเร็วสูง จนไม่สามารถชะลอความเร็วของรถและหยุดรถได้ทัน ทำให้จำเลยที่ 1 ขับรถพุ่งชนท้ายรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ผู้เอาประกันภัยเห็นว่ารถยนต์ได้รับความเสียหายมากและขอคืนทุนประกัน โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยคืนทุนประกันให้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นเงิน 370,500 บาท โจทก์ซื้อซากรถยนต์จากผู้เอาประกันภัย 19,500 บาท และขายซากรถยนต์ไปเป็นเงิน 144,300 บาท สำหรับค่าซื้อซากรถยนต์คืนจากผู้เอาประกันภัย 19,500 บาท ศาลอุทธรณ์ไม่กำหนดให้และสำหรับค่าเสียหายซึ่งเป็นค่ารถยก ค่าจอดและดูแลรถของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์เป็นเงิน 3,800 บาท จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงในส่วนค่าเสียหายดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงประการเดียวว่า ค่าเสียหายในส่วนของรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้มีเพียงใด โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า รถยนต์ได้รับความเสียหายไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิง แม้โจทก์จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยคืนทุนประกันให้ผู้เอาประกันภัยไปเป็นเงิน 370,500 บาท และหักค่าขายซากรถยนต์ 144,300 บาท ออกแล้ว โจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในจำนวนเงินดังกล่าวได้ จำเลยที่ 2 คงต้องรับผิดในส่วนค่ารถยนต์เพียง 190,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดเท่านั้น

เห็นว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายอย่างมากทางด้านท้าย ซึ่งจากภาพถ่ายจะเห็นว่ากระโปรงด้านท้ายรถยุบงอไปจนถึงที่นั่งผู้โดยสารด้านหลัง หลังเกิดเหตุ โจทก์ให้ศูนย์ฮอนด้าศรีนครินทร์ประเมินรายการเสียหายและราคาค่าซ่อมรถ ปรากฏว่ามีรายการเปลี่ยนอะไหล่ถึง 156 รายการ และค่าแรงซ่อม 30 รายการ รวมเป็นเงิน 324,880.89 บาท ซึ่งราคาค่าซ่อมเกือบจะเท่าจำนวนทุนประกันและแม้ว่าศูนย์ฮอนด้าชลบุรีจะเคยเสนอราคาค่าซ่อมไว้โดยเสนอรายการเปลี่ยนอะไหล่ 93 รายการ และค่าแรงซ่อม 35 รายการ คิดเป็นเงิน 198,082.69 บาท แต่นายธรรมรัตน์พนักงานผู้ประเมินราคาของศูนย์ฮอนด้าชลบุรี ก็เบิกความยืนยันว่า แม้ว่าจะมีการประเมินราคาดังกล่าวไว้แต่ความเสียหายของรถยนต์ไม่สามารถซ่อมแซมได้เนื่องจากศูนย์ของรถยนต์ผิดรูป หากซ่อมเสร็จแล้วนำไปใช้งานเวลาขับเข้าโค้งรถยนต์อาจจะพลิกควํ่าได้ โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ถามค้านหรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น

ดังนี้ แสดงว่าการใช้วิธีการซ่อมย่อมไม่คุ้มกับความเสียหายของรถยนต์และแม้จะทำการซ่อมไปรถยนต์ก็ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติโดยปลอดภัย เช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิงและกำหนดค่าเสียหายในส่วนของรถยนต์ให้ 245,700 บาท เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อรวมกับค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าที่จอดและดูแลรถที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้ 3,800 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ 249,500 บาท

 สำหรับค่าประเมินความเสียหายของรถยนต์เป็นเงิน 1,000 บาท นั้น เป็นค่าใช้จ่ายในการตีราคาวินาศภัย ซึ่งโจทก์ผู้รับประกันภัยต้องเป็นผู้ออก โจทก์ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยจึงไม่อาจเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 878 และกรณีเป็นเรื่องการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้จำเลยที่ 2 ฎีกาฝ่ายเดียว ศาลฎีกาก็ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 249,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

(ปกรณ์ มหรรณพ-วิรุฬห์ แสงเทียน-ประทีป ดุลพินิจธรรมา)

ศาลจังหวัดพัทยา – นายพูนศักดิ์ เข็มแซมเกษม

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 – นายวิเชียร โบราณวัฒน์

4.รถที่เอาประกันมีส่วนประมาทด้วย ผู้รับประกันรับช่วงสิทธิได้เพียงบางส่วน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4443/2559

โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยต้องชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่ ฐ. และนาวาอากาศเอก ฤ. ผู้โดยสารรถคันที่โจทก์รับประกันภัย แล้วรับช่วงสิทธิของ ฐ. และนาวาอากาศเอก ฤ. มาไล่เบี้ยเอาจากผู้ต้องรับผิดจากการที่รถเกิดเฉี่ยวชนกัน เมื่อเหตุที่รถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัย และจำเลยที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ฐ. และนาวาอากาศเอก ฤ. ครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 793/2546

ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ขณะที่คนขับรถยนต์คันที่บริษัทโจทก์รับประกันภัยไว้ขับรถแซงรถคันหน้าขึ้นไปแล้วกลับเข้ามาในช่องเดินรถเดิม จำเลยซึ่งขับรถอยู่ห่างจากรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ทางด้านหลัง ย่อมมองเห็นตลอดเวลาและควรใช้ความระมัดระวังชะลอความเร็วของรถลงเนื่องจากเป็นเวลาหลังฝนตกถนนลื่น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ การที่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้แล่นกลับเข้ามาในช่องเดินรถเดิมและอยู่ห่างรถยนต์ที่จำเลยขับประมาณ2 เมตร แต่จำเลยไม่สามารถห้ามล้อหยุดรถได้ทัน เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยขับชนท้ายรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายประมาทยิ่งกว่าคนขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายสองในสามส่วนให้แก่โจทก์ที่รับช่วงสิทธิมาจากผู้เอาประกันภัย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16386/2557

โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ตามสัญญาประกันภัยต้องชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่ ว. ผู้นั่งโดยสารรถคันที่โจทก์รับประกันภัย แล้วรับช่วงสิทธิของ ว. มาไล่เบี้ยเอาจากผู้ต้องรับผิดจากการที่รถเกิดเฉี่ยวชนกัน เมื่อเหตุที่รถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถคันที่โจทก์รับประกันและจำเลยที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้ ว. เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของ ว. มาเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 25,000 บาท กรณีนี้มิได้นำบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 มาใช้บังคับกับ ว. แต่อย่างใด

5.ประเด็นดอกเบี้ย

ดอกเบี้ยที่ผู้รับประกันภัยมีสิทธิคิดเมื่อรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย (ฎ.660/29 นับจากวันชำระค่าสินไหมทดแทน แต่หากไม่สืบให้ปรากฏว่าชำระเมื่อใดมีสิทธิคิดนับแต่วันฟ้อง ฎ.3983/33)

6.ประเด็นอายุความ

  อายุความกรณีเจ้าของรถที่เสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหาย จากฝ่ายผิดเป็นคดีแพ่งทั่วไปอายุความ 1 ปี (ไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา) ผู้รับประกันภัยก็รับช่วงสิทธิไปฟ้องไล่เบี้ยได้ภายใน 1 ปีเช่นเดียวกัน

7.การตกลงทำสัญญายอมฯระหว่างผู้ทำละเมิดกับผู้เอาประกันภัย (ฝ่ายถูก) กับผลในการรับช่วงสิทธิ์ของบริษัทผู้รับประกันภัย 

เมื่อผู้ทำละเมิดยังไม่ใช้เงินตาม ส.ยอมฯ สัญญาประกันภัยระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยยังไม่ระงับ เมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยไปย่อมรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยเอากับผู้ทำละเมิดได้ แต่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายเต็มตามสัญญาแล้ว แม้ต่อมาบริษัทผู้รับประกันจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอีกก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยได้ และกรณีผู้ทำละเมิดกับผู้เอาประกันภัย (ฝ่ายถูก) ตกลงทำ ส.ยอม หลังบริษัทผู้รับประกันชดใช้ค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ผู้รับประกันภัยย่อมได้รับช่วงสิทธิไล่เบี้ยเอาจากผู้ทำละเมิดได้

เมื่อผู้ทำละเมิดกับผู้เอาประกันภัยตกลงทำ ส.ยอม มูลหนี้ละเมิดระงับแล้ว แม้บริษัทประกันจะซ่อมรถตามเงื่อนไขสัญญาแล้ว ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิไปไล่เบี้ยเอาจากผู้ทำละเมิดได้เพราะมูลหนี้ละเมิดระงับไปก่อนแล้ว (ฎ.4045/48 คดีนี้ตกลงกันว่าไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน…ผู้เสียหาย(ผู้เอาประกันภัย)ย่อมมีสิทธิทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับผู้ทำละเมิดโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากบริษัทประกัน) แต่หากผู้ทำละเมิดตกลงใน ส.ยอมกับผู้เสียหาย(ผู้เอาประกันภัย)ว่า จะซ่อมรถให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม แต่ยังไม่ซ่อม บริษัทประกันจึงซ่อมให้ผู้เอาประกันภัย (ลูกค้า) ก่อน ถือว่าผู้ทำละเมิดยังมิได้ปฏิบัติตาม ส.ยอม ดังนั้น บริษัทประกันย่อมรับช่วงสิทธิตาม ส.ยอม ฟ้องไล่เบี้ยคืนได้ (ไม่ใช่รับช่วงสิทธิในมูลละเมิดเพราะระงับไปตาม ส.ยอมแล้ว) ซึ่งมีอายุความ 10 ปี (ฎ.440/40) หรือหากผู้ทำละเมิดตกลงใน ส.ยอมกับผู้เสียหาย(ผู้เอาประกันภัย)ว่า จะชดใช้เป็นเงิน 100,000 บาท แทนค่าซ่อม แต่ยังไม่จ่าย บริษัทประกันจึงซ่อมรถให้ผู้เอาประกันภัย (ลูกค้า) ก่อน ถือว่าผู้ทำละเมิดยังมิได้ปฏิบัติตาม ส.ยอม ดังนั้น บริษัทประกันย่อมรับช่วงสิทธิตาม ส.ยอม ฟ้องไล่เบี้ยค่าซ่อมรถคืนได้ตามจริงแต่ไม่เกินจำนวนที่ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิเรียกเอาจากผู้ทำละเมิดตาม ส.ยอม (ฎ.1227/23) แต่ถ้าผู้ทำละเมิดตกลงทำ ส.ยอม ภายหลังที่บริษัทประกันซ่อมรถของผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ผู้รับประกันภัยก็ยังมีสิทธิไล่เบี้ยดังเดิมเพราะสิทธิเกิดก่อนแล้ว (ฎ.15209/58,8443/59)