อัยการส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาจราจรตามหมายเรียกต่อศาล ภายหลังการสืบพยานคดีแพ่งแล้วเสร็จ ศาลจะรับฟังเอกสารในสำนวนคดีอาญาดังกล่าวเป็นพยานได้หรือไม่ - singhalaw
- Home
- อัยการส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาจราจรตามหมายเรียกต่อศาล ภายหลังการสืบพยานคดีแพ่งแล้วเสร็จ ศาลจะรับฟังเอกสารในสำนวนคดีอาญาดังกล่าวเป็นพยานได้หรือไม่
อัยการส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาจราจรตามหมายเรียกต่อศาล ภายหลังการสืบพยานคดีแพ่งแล้วเสร็จ ศาลจะรับฟังเอกสารในสำนวนคดีอาญาดังกล่าวเป็นพยานได้หรือไม่
สารบัญ (Contents)
ในคดีอุบัติเหตุจราจร บางกรณีผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอาจจำเป็นจะต้องใช้วิธีการดำเนินคดีโดยการยื่นคำฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแยกต่างหากจากคดีอาญาจราจร โดยไม่ใช้สิทธิในการยื่นคำร้องขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเข้าไปในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1 ด้วยเหตุผล เป็นต้นว่า การยื่นคำร้อง 44/1 จะถูกจำกัดเป็นการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเอาจากเฉพาะตัวจำเลยที่ถูกฟ้องในคดีอาญาเท่านั้น ไม่รวมถึงนายจ้าง ตัวการ หรือบริษัทผู้รับประกันค้ำจุนด้วย ดังนั้น เมื่อผู้มีสิทธิเรียกร้องหรือผู้บาดเจ็บ พิจารณาแล้วว่ามีผู้ต้องร่วมรับผิดในทางแพ่งจำนวนหลายคน จึงจำเป็นอาจจะต้องใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบุคคลทั้งหลายดังกล่าวโดยการฟ้องเป็นคดีแพ่งแยกต่างหากจากคดีอาญาจราจรเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มบุคคลที่ต้องร่วมรับผิดทั้งหมด
ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อมีการฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแยกต่างหากจากคดีอาญา มักจะขอให้มีการจำหน่ายคดีแพ่งไว้และรอให้คดีส่วนอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดเสียก่อน เพราะการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลซึ่งพิจารณาคดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีอาญา นอกจากนั้นในขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาดังกล่าวพนักงานสอบสวนก็จะมีการจัดทำเอกสารหลักฐานสำคัญอื่นๆรวมเข้าไว้ในสำนวนส่งให้พนักงานอัยการ ดังนั้น การนำเสนอพยานหลักฐานในคดีแพ่งที่มีการฟ้องแยกต่างหากนี้ บางครั้งจึงมีความจำเป็นจะต้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกหรือหมายเรียกสำนวนการสอบสวนคดีอาญาจราจรมาจากพนักงานอัยการ เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการสืบพยานในบางประเด็น เช่น ประเด็นเกี่ยวกับผู้ต้องร่วมรับผิดอื่นๆ กล่าวคือ ในชั้นการสอบสวนคดีอาญาจราจร ผู้ต้องหาหรือผู้ขับได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนภายหลังเกิดอุบัติเหตุ โดยกล่าวว่าในขณะเกิดเหตุตนเองกำลังไปส่งของหรือปฏิบัติงานในหน้าที่ของนายจ้าง ซึ่งเป็นการให้ถ้อยคำถึงบุคคลผู้ต้องร่วมรับผิดอื่น ในฐานะนายจ้าง เป็นต้น บันทึกถ้อยคำผู้ต้องหาในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาจราจรดังกล่าว จึงเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้นายจ้างต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่งด้วย เป็นต้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1763 – 1764/2523
นายแสวง นิตตะโยโจทก์
นายพร้อม พานิชการ กับพวกจำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 887
ป.วิ.พ. มาตรา 88, 93
ข้อความตามกรมธรรม์ประกันภัยเกี่ยวกับความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่ว่า ผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามกฎหมายเมื่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอกเนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลาประกันภัยนั้นมีความหมายว่า ในกรณีที่บุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตาย
ผู้เอาประกันภัยจำต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามกฎหมายในค่าเสียหายอย่างไรแล้วผู้รับประกันภัยจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกในนามของผู้เอาประกันภัย ดังนั้น เมื่อบุคคลภายนอกซึ่งได้รับบาดเจ็บชอบที่จะเรียกร้องให้ผู้เอาประกันภัยใช้ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 ผู้รับประกันภัยก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ด้วย
___________________________
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัย และจำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 45,117 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 27,868 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ เพื่อชดใช้ค่าเสียหายในการที่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนโจทก์ทั้งสองไม่เกินคนละ 25,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า “ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์อ้างส่งเฉพาะคำให้การชั้นสอบสวนของนายผลหรือพล กิ่งพุดซา เมื่อสืบพยานจำเลยเสร็จแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบ ทำให้จำเลยเสียเปรียบเพราะไม่มีโอกาสซักค้านและกล่าวแก้คำให้การของนายผลดังกล่าวรับฟังไม่ได้เพราะโจทก์ไม่นำตัวนายผลหรือพยานบุคคลมาเบิกความรับรองนั้น
ส่วนข้อที่จำเลยอ้างว่า คำให้การของนายผลรับฟังไม่ได้ เพราะโจทก์ไม่ได้นำนายผลมาเบิกความประกอบคำให้การนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมิได้ห้ามรับฟังพยานเอกสารดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังและใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบกับพยานหลักฐานอื่นได้
จำเลยที่ 3 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียงค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น ไม่รวมถึงค่าขาดความสามารถประกอบการงาน เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย หมาย ล.1 ข้อ 2.1 มีข้อความว่า “ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก บริษัทจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามกฎหมาย เพื่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอก เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากใช้รถยนต์ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย”ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่บุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามกฎหมายในค่าเสียหายอย่างไรแล้ว จำเลยที่ 3 จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกในนามของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองได้รับบาดเจ็บขาหักทำให้เสียหายแก่ร่างกาย โจทก์ทั้งสองชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 444 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดใช้ค่าขาดความสามารถประกอบการงานของโจทก์ทั้งสองด้วย”
พิพากษายืน
(ภักดิ์ บุณย์ภักดี-ภิญโญ ธีรนิติ-อาจ ปัญญาดิลก)