เจาะคำพิพากษาศาลฎีกา: จ่ายแล้วเรียกคืนไม่ได้ เพราะอะไรจำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ซ้ำซ้อน? - singhalaw

  • Home
  • เจาะคำพิพากษาศาลฎีกา: จ่ายแล้วเรียกคืนไม่ได้ เพราะอะไรจำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ซ้ำซ้อน?

เจาะคำพิพากษาศาลฎีกา: จ่ายแล้วเรียกคืนไม่ได้ เพราะอะไรจำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ซ้ำซ้อน?

13 สิงหาคม 2025 singhalaw 0 Comments

อ้างอิงเนื้อจากจากกรณีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2453/2561 สามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้:

ลักษณะสำคัญของเหตุการณ์

คดีนี้เป็นเรื่องที่ บริษัทประกันภัย (โจทก์) ได้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยหลายราย สืบเนื่องจาก อุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 เหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดอุดรธานี โดยรถตู้โดยสารที่ นายเครก (ผู้เอาประกันภัยของโจทก์) โดยสารมา ได้เฉี่ยวชนกับรถบรรทุกพ่วง

คู่กรณีในเหตุการณ์ประกอบด้วย:

จำเลยที่ 1: ผู้ขับรถตู้โดยสาร

จำเลยที่ 2 และ 3: เจ้าของรถตู้โดยสารและนายจ้างของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 4: ผู้รับประกันภัยรถตู้โดยสาร

จำเลยที่ 5: ผู้ขับรถบรรทุกพ่วง

จำเลยที่ 6: เจ้าของรถบรรทุกพ่วงและนายจ้างของจำเลยที่ 5

จำเลยที่ 7: ผู้รับประกันภัยรถบรรทุกพ่วง

นายเครกได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งโจทก์ในฐานะบริษัทประกันภัยได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายเครกไปเป็นเงิน 1,212,530.52 บาท และได้รับช่วงสิทธิของนายเครกมาฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งเจ็ดในคดีนี้

ก่อนหน้านี้ นายเครกและโจทก์เคยร่วมกันฟ้องจำเลยทั้งหมดเป็น คดีผู้บริโภค มาก่อนแล้ว แต่ศาลในคดีผู้บริโภคมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนของโจทก์เนื่องจากเห็นว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้แยกต่างหาก

หลักกฎหมายที่ได้พร้อมสาระสำคัญของมาตรากฎหมาย

1. การห้ามรับผิดซ้ำซ้อน (Double Compensation)

    ◦ หลักการ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งเจ็ดต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกันนี้ให้แก่โจทก์อีกได้ เพราะจะทำให้จำเลยต้องรับผิดซ้ำซ้อน เนื่องจากค่าสินไหมทดแทนที่ศาลในคดีผู้บริโภคพิพากษาให้จำเลยต้องชดใช้แก่นายเครกนั้น ได้รวมเอาค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้ชำระให้แก่นายเครกไปแล้ว และโจทก์ได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องในคดีนี้

    ◦ มาตราที่เกี่ยวข้อง:

        ▪ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง: คำพิพากษาในคดีผู้บริโภคซึ่งถึงที่สุดแล้วย่อมมีผล ผูกพันคู่ความ (นายเครกกับจำเลยทั้งเจ็ด)

2. ความรับผิดจากละเมิดและความประมาท (Liability for Tort and Negligence)

    ◦ หลักการ: ศาลฎีกายืนยันว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทร่วมกันของจำเลยที่ 1 (ผู้ขับรถตู้) และจำเลยที่ 5 (ผู้ขับรถบรรทุกพ่วง) โดยจำเลยที่ 5 มีส่วนประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิด 1 ใน 3 ส่วน และจำเลยที่ 5 รับผิด 2 ใน 3 ส่วน ซึ่งศาลฎีกาเห็นชอบด้วย

    ◦ รายละเอียดความประมาท:

        ▪ จำเลยที่ 1: ขับรถด้วยความเร็วสูง แซงรถบรรทุกขนาดใหญ่ถึง 4 คันรวดเดียวในเวลากลางคืน ซึ่งไม่อาจมองเห็นทางด้านหน้าได้อย่างปลอดภัย

        ▪ จำเลยที่ 5: เปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวาอย่างกระชั้นชิด โดยไม่ได้ระมัดระวังดูรถที่แล่นตามมาทางด้านขวาให้ปลอดภัย

    ◦ ความรับผิดของนายจ้างและผู้รับประกันภัย: จำเลยที่ 2 และ 3 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถตู้โดยสาร ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกับจำเลยที่ 6 ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 7 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกพ่วง ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 5

3. อายุความ (Statute of Limitations)

    ◦ หลักการ: การฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากละเมิดมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนการเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตาม มาตรา 882 วรรคหนึ่ง

    ◦ การสะดุดหยุดลงของอายุความ: การที่โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดในคดีผู้บริโภคภายในกำหนดอายุความนั้น ถือว่า ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม มาตรา 193/14 (2) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดไปแล้วตาม มาตรา 193/15 วรรคหนึ่งและสอง

    ◦ กรณีนี้: ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนของโจทก์ในคดีผู้บริโภคเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 ถือว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว และเริ่มนับอายุความ 1 ปี และ 2 ปี ใหม่ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2554 เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 23 มิถุนายน 2554 คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ขาดอายุความ

ข้อคิดหรือประโยชน์จากเนื้อหา เพื่อเป็นข้อเตือนใจในการใช้รถใช้ถนน

คดีนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนถึง ความสำคัญของการขับขี่อย่างระมัดระวังและไม่ประมาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ต้องใช้ความเร็วสูง การแซงรถคันอื่น หรือการเปลี่ยนช่องทางเดินรถ

ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง: ผู้ขับขี่ทุกคนมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน การขับรถตามหลังรถคันอื่นจำเป็นต้องเว้นระยะห่างที่ปลอดภัย และหากจะแซง ต้องแน่ใจว่าสามารถแซงได้อย่างปลอดภัยและมีทัศนวิสัยที่ดีพอ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน

ความรับผิดชอบร่วมกัน: กรณีอุบัติเหตุหลายครั้งมักเกิดจาก ความประมาทของหลายฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบตามสัดส่วนความประมาทของตน

ผลที่ตามมา: การละเมิดทางแพ่งจากการขับขี่โดยประมาทนำมาซึ่งความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งผู้กระทำละเมิดต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นอกจากนี้ ยังมีผลต่อการดำเนินคดีทางกฎหมายที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การประมาทแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสร้างภาระทางกฎหมายที่ต้องใช้เวลากับกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว การมีสติและเคารพกฎจราจรจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในการใช้รถใช้ถนน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตนเองและสังคม.