เปิดฎีกา 7832/2565: รับสารภาพคดีอาญา พยานหลักฐานคดีแพ่ง ใช้หักล้างได้ไหม?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 783/2565 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยในคดีที่จำเลยรับสารภาพในคดีอาญา ซึ่งมีประเด็นทั้งทางอาญาและแพ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลฎีกาได้ชี้ขาดว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนำพยานหลักฐานในส่วนคดีแพ่งมาประกอบการพิจารณาในคดีอาญา และวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ทั้งที่จำเลยรับสารภาพในคดีอาญาแล้ว ซึ่งถือเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติ ศาลฎีกาจึงสั่ง ให้ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยเน้นย้ำว่าการพิจารณาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต้องยึดข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาเป็นหลัก แม้จะมีส่วนประมาทร่วม ศาลก็ควรนำมาประกอบการพิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ใช่ยกคำร้องทั้งหมด และยังยืนยันว่าโจทก์ร่วมไม่จำเป็นต้องขออนุญาตฎีกาในส่วนคดีแพ่งเมื่อคดีอาญาขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว.
บันทึกชื่อ, อีเมล และชื่อเว็บไซต์ของฉันบนเบราว์เซอร์นี้ สำหรับการแสดงความเห็นครั้งถัดไป
เปิดฎีกา 7832/2565: รับสารภาพคดีอาญา พยานหลักฐานคดีแพ่ง ใช้หักล้างได้ไหม?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 783/2565 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยในคดีที่จำเลยรับสารภาพในคดีอาญา ซึ่งมีประเด็นทั้งทางอาญาและแพ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลฎีกาได้ชี้ขาดว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนำพยานหลักฐานในส่วนคดีแพ่งมาประกอบการพิจารณาในคดีอาญา และวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ทั้งที่จำเลยรับสารภาพในคดีอาญาแล้ว ซึ่งถือเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติ ศาลฎีกาจึงสั่ง ให้ย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยเน้นย้ำว่าการพิจารณาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต้องยึดข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาเป็นหลัก แม้จะมีส่วนประมาทร่วม ศาลก็ควรนำมาประกอบการพิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ใช่ยกคำร้องทั้งหมด และยังยืนยันว่าโจทก์ร่วมไม่จำเป็นต้องขออนุญาตฎีกาในส่วนคดีแพ่งเมื่อคดีอาญาขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว.