แกะรอยคำพิพากษาฎีกา: รถชนมอไซค์-ทำไมประกันรถยนต์ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น? พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ มีเงื่อนไขอย่างไร และ"ค่าสินไหมทดแทน"ต่างกันอย่างไรกับ"ค่าเสียหายเบื้องต้น"เมื่อประมาทพอกัน! - singhalaw

  • Home
  • แกะรอยคำพิพากษาฎีกา: รถชนมอไซค์-ทำไมประกันรถยนต์ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น? พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ มีเงื่อนไขอย่างไร และ”ค่าสินไหมทดแทน”ต่างกันอย่างไรกับ”ค่าเสียหายเบื้องต้น”เมื่อประมาทพอกัน!

แกะรอยคำพิพากษาฎีกา: รถชนมอไซค์-ทำไมประกันรถยนต์ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น? พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ มีเงื่อนไขอย่างไร และ”ค่าสินไหมทดแทน”ต่างกันอย่างไรกับ”ค่าเสียหายเบื้องต้น”เมื่อประมาทพอกัน!

13 สิงหาคม 2025 singhalaw 0 Comments

แกะรอยคำพิพากษาฎีกา: รถชนมอไซค์-ทำไมประกันรถยนต์ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น? พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ มีเงื่อนไขอย่างไร และค่าสินไหมทดแทนต่างกันอย่างไรกับค่าเสียหายเบื้องต้นเมื่อประมาทพอกัน!

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13191/2558 เป็นคดีตัวอย่างเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าเสียหายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีสาระสำคัญที่สามารถสรุปได้ดังนี้

ลักษณะสำคัญของเหตุการณ์

ในคดีนี้ นายเมธี สิงขุดร (โจทก์) ซึ่งเป็นบุตรของนายมณเฑียร ผู้ตาย ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทลุกซ์ รอยัล (ประเทศไทย) จำกัด (จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์) และบริษัทรับประกันภัยรถยนต์ (จำเลยที่ 2)

อุบัติเหตุ: เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 นายวัฒนพงษ์ ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้ด้วยความประมาท โดยขับรถด้วยความเร็วสูงและชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายมณเฑียร ผู้ตายขับข้ามถนน ทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย

การดำเนินคดีอาญา: นายวัฒนพงษ์ถูกฟ้องในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่ามีความผิด ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว

การเรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้น: โจทก์ได้ติดต่อจำเลยที่ 2 เพื่อขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น 100,000 บาท ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 แต่จำเลยที่ 2 ปฏิเสธ

บทบาทของกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย: เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไม่ได้ทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และเจ้าของรถไม่ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจึงได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่โจทก์เป็นจำนวน 35,000 บาท

ผลการพิจารณาของศาล:

    ◦ ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง

    ◦ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยวินิจฉัยว่าเป็นค่าเสียหายเบื้องต้น และให้รับผิดในค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์

    ◦ ศาลฎีกา ได้วินิจฉัยประเด็นที่จำเลยที่ 2 ฎีกา และ พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งหมายความว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดทั้งค่าเสียหายเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทน

หลักกฎหมายที่สำคัญและสาระสำคัญของมาตรากฎหมาย

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยอาศัยบทบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ) ดังนี้:

มาตรา 24 วรรคหนึ่ง

    ◦ สาระสำคัญ: บัญญัติว่า “ในกรณีที่รถตั้งแต่สองคันขึ้นไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถ ให้บริษัทที่รับประกันภัยรถแต่ละคันจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถคันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท”

    ◦ การปรับใช้ในคดี: ศาลฎีกาชี้ว่า ผู้ตายไม่ได้เป็นผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 (รถยนต์) แต่เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คันที่ถูกชน ดังนั้น จำเลยที่ 2 (บริษัทประกันภัยรถยนต์) จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่โจทก์ตามมาตรานี้ ทายาทของผู้ตายจะต้องไปเรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทที่รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ของผู้ตายแทน

มาตรา 20 วรรคสอง

    ◦ สาระสำคัญ: ระบุว่าจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

    ◦ การปรับใช้ในคดี: ในขณะเกิดเหตุ อัตราค่าเสียหายเบื้องต้นที่กฎกระทรวงกำหนดไว้คือ 35,000 บาท ไม่ใช่ 100,000 บาท ตามที่โจทก์เรียกร้องหรือ 65,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

มาตรา 23 (1)

    ◦ สาระสำคัญ: บัญญัติเกี่ยวกับกรณีที่รถที่ก่อให้เกิดความเสียหายไม่ได้จัดให้มีการประกันภัยตาม พ.ร.บ.นี้ หรือเจ้าของรถไม่ปรากฏตัว หรือไม่จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น ในกรณีเช่นนี้ กฎหมายบังคับให้สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย

    ◦ การปรับใช้ในคดี: เนื่องจากรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไม่ได้ทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.นี้ และไม่ปรากฏว่าเจ้าของรถได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแล้ว จึงเป็นกรณีที่สำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยต้องเป็นผู้จ่าย เมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าเสียหายเบื้องต้นจากกองทุนฯ ครบถ้วนแล้ว 35,000 บาท โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้นได้อีก

การวินิจฉัยความรับผิดเรื่องค่าสินไหมทดแทน (ที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้จำเลยที่ 2 รับผิดชอบ)

    ◦ การพิจารณาความประมาท: ศาลฎีกาพิจารณาจากพยานหลักฐานและลักษณะการชน (รถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ทางด้านขวาทั้งคัน และลากไปไกล 40 เมตร) เห็นว่าเหตุละเมิดเกิดจาก ความประมาทเลินเล่อของผู้ตายและนายวัฒนพงษ์ (คนขับรถยนต์) ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

    ◦ ผล: เมื่อทั้งสองฝ่ายมีส่วนประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จึงเป็นกรณีที่ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดตามกฎหมาย ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจากจำเลยที่ 2 ได้

ข้อคิดหรือประโยชน์จากเนื้อหา เพื่อเป็นข้อเตือนใจในการใช้รถใช้ถนน

1. ความสำคัญของการมีประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.): คดีนี้เน้นย้ำถึง ความจำเป็นที่รถทุกคันจะต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. แม้ว่าค่าเสียหายเบื้องต้นจะจ่ายให้โดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด แต่การมีประกันภัยจะทำให้การเรียกร้องค่าเสียหายเป็นไปตามช่องทางที่ชัดเจนและรวดเร็วขึ้น หากรถไม่มีประกัน ผู้ประสบภัยอาจต้องไปเรียกร้องจากกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ซึ่งมีเงื่อนไขและวงเงินที่จำกัด

2. ความเข้าใจในสิทธิและประเภทของค่าเสียหาย: ควรทำความเข้าใจว่า “ค่าเสียหายเบื้องต้น” เป็นเงินช่วยเหลือเร่งด่วนที่จ่ายโดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ถูกผิดในวงเงินที่กำหนด ในขณะที่ “ค่าสินไหมทดแทน” เป็นเงินชดเชยความเสียหายที่ต้องพิสูจน์ความประมาทหรือความรับผิดชอบของคู่กรณี และการเรียกร้องก็มีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันตามกฎหมาย

3. การขับขี่ด้วยความระมัดระวังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด: แม้จะมีประกันภัยคุ้มครอง แต่คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า หากทั้งสองฝ่ายมีความประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ก็อาจไม่มีใครต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าผู้เสียหายอาจไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ต้องการ ดังนั้น การขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจร และการมีสติอยู่เสมอ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันอุบัติเหตุและผลกระทบที่ตามมาทั้งต่อตนเองและผู้อื่น การประมาทของตนเองสามารถส่งผลกระทบต่อสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าเสียหายได้

4. ความรู้เรื่องกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย: กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยมีบทบาทสำคัญในการเป็น “ตาข่ายนิรภัย” สำหรับผู้ประสบภัยจากรถที่คู่กรณีไม่มีประกันภัย หรือรถที่ไม่ปรากฏเจ้าของ ซึ่งช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นได้ 35,000 บาท อย่างไรก็ตาม การได้รับเงินจากกองทุนฯ แล้ว หมายถึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้นจากบริษัทประกันภัยได้อีก