ให้ปากคำตำรวจครั้งแรกอย่างไร? ไม่ให้ “หลุด” จนเสียรูปคดี - singhalaw

  • Home
  • ให้ปากคำตำรวจครั้งแรกอย่างไร? ไม่ให้ “หลุด” จนเสียรูปคดี

ให้ปากคำตำรวจครั้งแรกอย่างไร? ไม่ให้ “หลุด” จนเสียรูปคดี

21 พฤศจิกายน 2025 singhalaw 0 Comments

ให้ปากคำตำรวจครั้งแรกอย่างไร? ไม่ให้ “หลุด” จนเสียรูปคดี

โดย ทนายเท่ห์ – นายสิงหนาท แสงไชยา ทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีอุบัติเหตุและประกันภัยรถยนต์


พี่น้องครับ เวลาเกิดอุบัติเหตุรถชนแล้วเรื่องราวบานปลายจน “กลายเป็นคดี” สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับหลายคนอาจไม่ใช่จังหวะที่รถชนกันครับ แต่คือจังหวะที่ต้องเดินขึ้นโรงพักไป “ให้ปากคำครั้งแรก”

จากประสบการณ์ของผม ทนายสิงหนาท แสงไชยา ที่ทำคดีอุบัติเหตุมามากมาย ผมพบความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า… หลายท่านไม่ได้แพ้คดีเพราะท่านเป็นฝ่ายผิดจริงๆ หรือแพ้เพราะข้อเท็จจริงสู้ไม่ได้ แต่ท่านแพ้เพราะ “หลุดพูด” “หลุดเซ็น” หรือ “หลุดยอมรับผิด” ในเอกสารชั้นสอบสวนไปโดยไม่รู้ตัว

บทความนี้ ผมจะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจแบบเจาะลึก ถึงเทคนิคการให้ปากคำในฐานะ “ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหา” ว่าควรทำอย่างไร เพื่อรักษาสิทธิของท่านให้ดีที่สุด โดยไม่เป็นการโกหก แต่เป็นการ “พูดความจริงให้เป็น” ครับ


1. แยกให้ออก: “บันทึกประจำวัน” กับ “คำให้การ” ไม่เหมือนกัน

ก่อนอื่น ท่านต้องแยกเอกสารสำคัญ 2 ใบในโรงพักให้ออกครับ เพราะน้ำหนักทางกฎหมายต่างกันมาก:

  • ใบที่ 1: บันทึกประจำวัน (ปจว.) เกี่ยวกับคดี ส่วนใหญ่เป็นใบบันทึกเหตุการณ์เบื้องต้น ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร หลายท่านคิดว่าแค่จดไว้เป็นหลักฐานเฉยๆ แต่ในทางกฎหมาย ศาลสามารถรับฟังเป็น “พยานหลักฐานประกอบ” ได้ครับ
  • ใบที่ 2: บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา (สำคัญมาก!) อันนี้คือ “ของจริง” ครับ เป็นการสอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หากท่านถูกแจ้งข้อหาแล้ว ทุกคำที่ท่านพูดและเซ็นชื่อลงไป สามารถนำไปใช้ “มัดตัว” ท่านในศาลได้ทันที

ข้อควรระวัง: อย่าเซ็นชื่อโดยไม่อ่าน หรือคิดว่าเซ็นๆ ไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ตัวในศาล เพราะนั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความพ่ายแพ้ครับ


2. หลุมพรางทางกฎหมาย: อย่าเผลอ “ตัดสินตัวเอง”

สิ่งที่ผมพบบ่อยที่สุดในสำนวนคดี คือการที่ลูกความเผลอพูดประโยคที่เป็น “ข้อสรุปทางกฎหมาย” แทนที่จะพูดแค่ “ข้อเท็จจริง”

ตัวอย่างที่ “อันตราย” (ไม่ควรพูด):“ผมประมาทเองครับ ผมไม่ได้ดูทาง ขับเร็วไปหน่อย เลยชนเขา”“ผมผิดเองทั้งหมดครับ” 👉 ผลเสีย: คำว่า “ประมาท” หรือ “ผิด” เป็นคำวินิจฉัยที่ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน หากท่านพูดเอง เท่ากับท่านสารภาพมัดตัวเองไปแล้ว

ตัวอย่างที่ “ควรพูด” (เล่าเฉพาะเหตุการณ์):“วันเกิดเหตุ ข้าพเจ้าขับรถมาในช่องทางซ้าย ด้วยความเร็วประมาณ 60 กม./ชม. เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ เห็นรถคู่กรณีเลี้ยวออกมาในระยะกระชั้นชิด ข้าพเจ้าได้พยายามเหยียบเบรกแล้ว แต่ระยะทางไม่เพียงพอ จึงเกิดการเฉี่ยวชน” 👉 ผลดี: นี่คือการเล่าข้อเท็จจริง (Fact) ส่วนการกระทำแบบนี้จะเรียกว่า “ประมาท” หรือไม่ ให้เป็นหน้าที่ของทนายความและศาลในการพิจารณาครับ


3. มุมกฎหมายเชิงลึก: ทำไม “คำให้การชั้นสอบสวน” ถึงสำคัญที่สุด? (เทียบเคียงแนวฎีกา)

ผมขอหยิบยกแนวคำพิพากษาศาลฎีกามาเล่าให้ฟังง่ายๆ เพื่อให้ท่านเห็นภาพว่าทำไมผมถึงย้ำเรื่องนี้

ตามปกติของกระบวนการยุติธรรมไทย ศาลมักจะให้น้ำหนักกับ “คำให้การในชั้นสอบสวน” (ครั้งแรก) ค่อนข้างมาก โดยมีหลักคิดที่ว่า คำให้การทันทีหลังเกิดเหตุ มักจะเป็นความจริงที่ยังไม่ถูกปรุงแต่ง (Res Gestae)

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ (หลักกฎหมาย): ศาลฎีกาเคยมีแนววินิจฉัยในหลายคดีว่า หากในชั้นสอบสวน จำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ มีทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าร่วมฟัง และไม่มีพยานหลักฐานว่าถูกบังคับขู่เข็ญ… แม้ต่อมาในชั้นศาล จำเลยจะกลับคำให้การเป็นปฏิเสธ ศาลก็มักจะรับฟังคำให้การในชั้นสอบสวนประกอบพยานหลักฐานอื่นเพื่อลงโทษจำเลยได้

แปลไทยเป็นไทย: ถ้าตอนแรกท่านบอกตำรวจว่า “ผมผิดเอง” แต่พอจ้างทนายแล้วไปบอกศาลว่า “ผมไม่ผิด”… ศาลมักจะสงสัยไว้ก่อนว่า ทำไมตอนแรกพูดอย่างนั้น? และคำพูดตอนแรกของท่านนั่นแหละ จะย้อนกลับมาทำร้ายท่านเอง

ดังนั้น การตั้งสติใน “วันแรก” จึงสำคัญกว่าการไปแก้ตัวใน “วันศาล” ครับ


4. เทคนิค “โครงสร้าง 5 ช่วงเวลา” เล่าเรื่องอย่างไรให้รอด

เพื่อให้การให้ปากคำของท่านครบถ้วน และไม่พาตัวเองจนมุม ผมขอแนะนำให้ลำดับเรื่องราวตามนี้ครับ:

  1. ก่อนเกิดเหตุ: ขับรถมาจากไหน จะไปไหน สภาพร่างกายปกติหรือไม่
  2. สภาพแวดล้อม: ฝนตกไหม? ถนนลื่นไหม? แสงสว่างเพียงพอหรือไม่? (ปัจจัยเหล่านี้อาจช่วยลดโทษหรือชี้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยได้)
  3. วินาทีเห็นคู่กรณี: เห็นครั้งแรกระยะห่างเท่าไร? เขาทำอะไร? (ตัดหน้า/เปลี่ยนเลน/เบรกกะทันหัน)
  4. การตัดสินใจแก้ไขเหตุวิกฤติ: ท่านทำอะไรบ้างเพื่อเลี่ยงอุบัติเหตุ? (เหยียบเบรกเต็มที่แล้ว/หักหลบแล้ว/บีบแตรแล้ว) -> จุดนี้สำคัญมาก เพื่อแสดงว่าเราใช้ความระมัดระวังแล้ว
  5. หลังชน: ลงไปดูเหตุการณ์ ช่วยเหลือคู่กรณี หรือรอเจ้าหน้าที่ (แสดงเจตนาที่ดี)

5. สิทธิของผู้ต้องหา ที่ท่านต้อง “กล้าใช้”

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ. มาตรา 134/4) ท่านมีสิทธิตามกฎหมายที่ตำรวจต้องแจ้ง และท่านต้องรักษาสิทธินั้นครับ:

  • สิทธิที่จะไม่ให้การ: หากท่านยังมึนงง บาดเจ็บ หรือยังตั้งสติไม่ได้ ท่านมีสิทธิบอกตำรวจว่า “ขอให้การในภายหลังเมื่อพร้อม” หรือ “ขอให้การเป็นเอกสารในภายหลัง” ได้ครับ ไม่ถือว่าผิด
  • สิทธิที่จะมีทนายความ: ท่านสามารถบอกตำรวจได้เลยว่า “ผมขอรอทนายความของผมมาก่อน จึงจะเริ่มให้การ” นี่คือสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องเรื่องมากแต่อย่างใด
  • สิทธิตรวจแก้เอกสาร: ก่อนเซ็นชื่อ ต้องอ่านทุกบรรทัด หากตำรวจพิมพ์ไม่ตรงกับที่ท่านพูด ท่านมีสิทธิขอให้แก้จนกว่าจะพอใจ ถ้าไม่แก้ อย่าเซ็นครับ

บทสรุปจากทนายสิงหนาท

การเดินขึ้นโรงพักเพื่อสู้คดีอุบัติเหตุ ไม่ใช่เรื่องของการ “หัวหมอ” แต่เป็นเรื่องของการ “รู้ทัน” เพื่อปกป้องความบริสุทธิ์และสิทธิของตัวท่านเองครับ

จำไว้เสมอว่า: “พูดความจริง แต่อย่ารีบตัดสินตัวเอง” และหากท่านรู้สึกไม่มั่นใจ ถูกกดดัน หรือไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดอย่างไร การโทรหาทนายความ ก่อน ที่จะเริ่มให้ปากคำ คือทางออกที่ปลอดภัยที่สุดครับ

ด้วยความห่วงใย ทนายสิงหนาท แสงไชยา (ทนายเท่ห์) และทีมงานทนายภาคเหนือ


💡 ต้องการปรึกษาปัญหากฎหมายจราจร หรือคดีอุบัติเหตุ?

หากท่านกำลังประสบปัญหา หรือมีหมายเรียกจากตำรวจ อย่าเพิ่งตกใจครับ ทักมาคุยกันก่อนได้ เราพร้อมเป็นที่ปรึกษาและเพื่อนคู่คิดให้ท่านครับ

📍 ช่องทางการติดต่อ: โทร / Line: 082-898-1802 Facebook: ทนายสิงหนาท แสงไชยา

(บทความนี้เป็นการให้ความรู้เบื้องต้นทางกฎหมาย มิใช่คำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับคดีเฉพาะเรื่อง หากมีข้อพิพาทควรปรึกษาทนายความโดยตรง)