เทคนิคการเจรจาค่าเสียหาย: "เรียกยังไงให้ประกันยอมจ่าย และไม่ถูกกดราคา" - singhalaw

  • Home
  • เทคนิคการเจรจาค่าเสียหาย: “เรียกยังไงให้ประกันยอมจ่าย และไม่ถูกกดราคา”

เทคนิคการเจรจาค่าเสียหาย: “เรียกยังไงให้ประกันยอมจ่าย และไม่ถูกกดราคา”

1 ธันวาคม 2025 singhalaw 0 Comments

เทคนิคการเจรจาค่าเสียหาย: “เรียกยังไงให้ประกันยอมจ่าย และไม่ถูกกดราคา”

โดย ทนายเท่ห์ – นายสิงหนาท แสงไชยา ทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีอุบัติเหตุและประกันภัยรถยนต์


1. 🧭 ก่อนเจรจา ต้องรู้ก่อนว่า “เรามีสิทธิจากไหนบ้าง”

ถ้าไม่รู้ว่า “สิทธิของเรา” มาจากกองไหนบ้าง เราจะโดนเล่นประโยคคลาสสิกว่า “ตามวงเงินประกันให้ได้เท่านี้แหละครับ/ค่ะ” อย่างน้อยให้แยกเป็น 3 ชั้นก่อน:

  • 1️⃣ สิทธิจาก พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
    • ค่าเสียหายเบื้องต้น (ไม่ต้องพิสูจน์ผิดก่อน)
    • ฐานสิทธิเพดานเต็ม: บาดเจ็บ, สูญเสียอวัยวะ, ทุพพลภาพ, เสียชีวิต ฯลฯ
  • 2️⃣ สิทธิจากประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ
    • ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (ชีวิต/ร่างกาย/ทรัพย์สิน)
    • บางกรมธรรม์มีความคุ้มครอง “ผู้ขับ/ผู้โดยสารในรถ” เพิ่มต่างหาก
  • 3️⃣ สิทธิจาก “ละเมิด” โดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
    • เรียกจากผู้ขับ–เจ้าของรถ–นายจ้าง (มาตรา 420, 437, 444, 223 ฯลฯ)
    • ใช้ฟ้องส่วนเกินจากวงเงินประกัน หรือรายการที่ประกันไม่รับผิด

💡 ใจความสำคัญ: ในการเจรจากับบริษัทประกัน เราไม่ได้คุยเรื่อง “ความสงสาร” อย่างเดียว แต่คุยเรื่อง “สิทธิตามกฎหมาย + เพดานความคุ้มครองตามกรมธรรม์


2. 🗂️ เตรียมตัวก่อนโทรหรือไปเจรจา: ต้องมี “เลข” ไม่ใช่แค่ “ความรู้สึก”

ประกันจะคิดเป็นตัวเลข ถ้าเราเอาแต่พูดว่า “ผมเจ็บเยอะมากเลย / ครอบครัวลำบากมาก” แผนกสินไหมจะไม่มีฐานให้อนุมัติยอดให้เรา สิ่งที่ควรเตรียมก่อนเปิดโต๊ะคุย:

  • 2.1 🏥 เอกสารการรักษาพยาบาล
    • ใบรับรองแพทย์ ที่ระบุอาการ/บาดเจ็บ/การจำกัดการใช้ร่างกาย
    • ใบเสร็จค่ารักษา, ค่ากายภาพบำบัด, ค่ารถไปโรงพยาบาล
    • เวชระเบียน (ขอสำเนาจากโรงพยาบาล ถ้าเจ็บหนัก)
    • Tip: เก็บทุกใบ อย่าเพิ่งคิดว่า “แค่ 300 บาทคงไม่เป็นไร” รวมกันนาน ๆ เป็นหมื่นได้
  • 2.2 💰 หลักฐานรายได้ / ค่าขาดรายได้
    • สลิปเงินเดือน / หนังสือรับรองเงินเดือน
    • ภาษี ภงด.90/91, เอกสารบัญชีรายรับ–รายจ่าย
    • ถ้าเป็นแรงงานนอกระบบ: รวมหลักฐานโอนเงิน, แชทลูกค้า, รูปกิจการ, พยานบุคคล
    • เพราะเวลาเรียก “ค่าขาดรายได้” หรือ “ค่าขาดไร้อุปการะ” ศาลและบริษัทประกันจะถามเสมอว่า “ปกติคุณมีรายได้เท่าไร มีหลักฐานไหม”
  • 2.3 📸 หลักฐานเหตุ–สภาพคดี
    • รูปที่เกิดเหตุ, แผนที่คดี, ปจว., รายงานพนักงานสอบสวน
    • ส่งสำเนาคดีหรือเอกสารชั้นสอบสวนให้ประกันดู เพื่อให้เขาเห็นว่าฝ่ายเขา/ผู้เอาประกัน “มีส่วนผิดชัดเจนแค่ไหน”

3. 📏 รู้ “กรอบวงเงิน” ก่อน แล้วค่อยคุยตัวเลข

หลักการง่าย ๆ:

  1. ถามให้ชัดว่า
    • คู่กรณีทำประกันกับบริษัทไหน
    • ประกันชั้นอะไร
    • วงเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (ชีวิต/ร่างกาย/ทรัพย์สิน) เท่าไร
  2. ถามให้ชัดว่าตอนนี้เขาจ่ายอะไรไปแล้วบ้าง
    • พ.ร.บ. จ่ายไปเท่าไร
    • ภาคสมัครใจจ่ายไปเท่าไร / ในหัวข้ออะไร

เพื่อให้เรารู้ว่า “ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของเพดาน” และยังมี “พื้นที่ให้เจรจา” อีกแค่ไหน


4. 🗣️ เทคนิคการคุยกับบริษัทประกัน: รูปประโยคที่ “ช่วยให้เขาอนุมัติได้ง่ายขึ้น”

อย่าลืมว่า เจ้าหน้าที่สินไหม มี “กติกาภายใน” และ “ระเบียบ คปภ.” ให้ยึด ต้องเขียนเหตุผลเสนออนุมัติให้ “หัวหน้า/คณะอนุมัติ” สิ่งที่เราต้องทำ คือ “ให้เหตุผลที่เขานำไปใส่ในบันทึกอนุมัติได้

  • ตัวอย่างสำนวน: “ในกรณีนี้ ผมเป็นผู้โดยสาร / คนเดินถนน ไม่ได้มีส่วนร่วมในการขับรถเลย อุบัติเหตุเกิดจากรถของผู้เอาประกันของบริษัทท่านเป็นหลัก ตอนนี้มีค่าใช้จ่ายรักษาจริง … บาท, ขาดรายได้ … บาท ผมขอให้บริษัทพิจารณาเยียวยาให้ในระดับที่สอดคล้องกับความเสียหายจริง ภายในวงเงินความคุ้มครองของกรมธรรม์ครับ”
  • หรือในกรณีมีผู้ตาย: “ครอบครัวเราเสียเสาหลักของบ้านไป รายได้ที่เคยดูแลลูก–ภรรยา–พ่อแม่ หายไปทันที ผมอยากขอให้บริษัทพิจารณาจ่ายภายในวงเงินเต็มที่ของกรมธรรม์ เพื่อให้ครอบครัวสามารถตั้งหลักใหม่ได้”

โทนที่ดี: สุภาพ, มีเหตุผล, ผูกกับ “ความเสียหายจริง + วงเงินกรมธรรม์


5. 🛡️ 5 วิธีป้องกันไม่ให้โดน “กดราคา”

  • 5.1 🚫 อย่าให้ตัวเองอยู่ในสถานะ “ต้องการเงินด่วนจนเกินไป”
    • บริษัทประกันบางแห่งใช้จังหวะที่ผู้เสียหายกำลังลำบาก เสนอเงินก้อนเล็ก ๆ ให้ “จบเรื่อง” พร้อมเอกสารสละสิทธิ “เอาเท่านี้นะคะ แล้วจบกันทุกอย่าง ห้ามเรียกร้องอะไรอีก”
    • ถ้าคุณ ยังรักษาไม่จบ / ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะมีผลระยะยาวไหม อย่าเพิ่งเซ็นปิดทุกสิทธิ เพราะถ้าผลตรวจภายหลังพบว่ามีการบาดเจ็บร้ายแรงหรือต้องผ่าตัดเพิ่ม คุณอาจเสียโอกาสเรียกส่วนนี้ได้
  • 5.2 ❓ ขอ “รายละเอียดการคำนวณ” ทุกครั้ง
    • ถ้าบริษัทบอกว่าจะจ่ายให้ เท่านี้ ๆ ๆ เช่น ค่ารักษา 50,000 ค่าเสียหายอื่น ๆ 20,000
    • ให้ถามกลับอย่างสุภาพว่า “ขอทราบรายละเอียดการคำนวณแต่ละส่วนได้ไหมครับ ว่าค่ารักษาอ้างอิงจากใบเสร็จใดบ้าง และค่าเสียหายอื่น ๆ คิดจากอะไร”
    • ถ้าตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริง เราจะมีฐานแย้งได้ เช่น ใบเสร็จจริง 80,000 แต่บอกจ่าย 50,000 เพราะอะไร รายได้เฉลี่ยเราต่อเดือน 30,000 แต่เขาคิดให้ 10,000 ฯลฯ
  • 5.3 🔄 แยก “ส่วน พ.ร.บ.” กับ “ส่วนภาคสมัครใจ” ให้ชัด
    • บางครั้งบริษัททำเป็นเหมือนว่า “จ่าย พ.ร.บ. ไปแล้ว = เคลียร์จบ” ทั้งที่ในความเป็นจริง พ.ร.บ. = ฐานขั้นต่ำ ภาคสมัครใจ = ความรับผิดเพิ่มในส่วนเกิน เรามีสิทธิเจรจาส่วนภาคสมัครใจ นอกเหนือจาก พ.ร.บ.
  • 5.4 ⚖️ เอาตัวเลข “แนวคำพิพากษา” มาเป็นฐานอ้างอิง
    • แม้ประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้เปิดฎีกาทุกวัน แต่ทนายความสามารถช่วยอ้างแนวทางให้ได้ เช่น ค่าขาดไร้อุปการะในคดีที่ลักษณะคล้ายกัน ศาลให้ประมาณเท่าไร ศาลคิดค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถในกรณีรถบรรทุก/รถรับจ้างอย่างไร
    • การพูดในเชิง “ศาลเคยวินิจฉัยในคดีใกล้เคียงว่า ค่าเสียหายหัวข้อนี้อยู่ประมาณช่วง …–… บาท” จะทำให้บริษัทประกันเห็นภาพว่า ถ้าไม่จ่ายตอนนี้ แล้วไปเจอกันในศาล ตัวเลขอาจจะสูงกว่านี้
  • 5.5 👨‍⚖️ ถ้าคดีหนัก–บาดเจ็บเยอะ–มีผู้ตาย: ควรมีทนายเป็น “กันชน”
    • คดีที่ค่าเสียหายสูง (บาดเจ็บสาหัส, ทุพพลภาพ, มีผู้ตาย) จำนวนเงินที่เกี่ยวข้องมักหลักแสน–หลักล้าน
    • การให้ทนายเข้ามาช่วย ประเมินมูลค่าความเสียหายอย่างเป็นระบบ วางกลยุทธ์เจรจา รู้ขอบเขตว่าบริษัทมักจ่าย “เพดานจริง” ได้ถึงไหน จะช่วยลดโอกาสที่คุณโดน “กดฮวบทีเดียว” ได้มาก

6. 🤝 พูดให้จบ: เจรจายังไง ให้ “เขารู้ว่าเราไม่เล่น แต่ก็ไม่เว่อร์”

เส้นบาง ๆ ที่สำคัญมาก:

  • ถ้าเรียก “เกินฟ้าเกินดิน” บริษัทจะไม่ค่อยอยากคุย → มักดึงไปศาลอย่างเดียว
  • ถ้าเรียก “ต่ำกว่าความเสียหายจริง” = เราเสียสิทธิของตัวเอง

แนวคิดที่ผมใช้เวลาพาเจรจาให้ลูกความคือ:

  1. คำนวณ “ความเสียหายจริง” ให้ครบทุกหัวข้อ (ค่ารักษา + ค่าขาดรายได้ + ความเสียหายระยะยาว เช่น ทุพพลภาพ, เปลี่ยนอาชีพ)
  2. ดูเพดานวงเงินกรมธรรม์
  3. วางช่วงตัวเลขที่เหมาะสม (ยอดที่เรียก สูงหน่อย / ยอดที่ “ต่ำสุดที่พอรับได้”)
  4. คุยด้วยเหตุผล + เปิดทางให้ประกันรู้สึกว่า “ถ้าจ่ายในช่วงนี้ = จบดี ทั้งสองฝ่าย

บางครั้ง เราต้องสื่อสารให้เขาเห็นว่า “ถ้าบริษัทจ่ายในระดับที่เหมาะสมตอนนี้ ครอบครัวเราจะไม่ต้องฟ้องศาลต่อ ไม่ต้องมีข่าว ไม่ต้องเสียเวลาทุกฝ่าย”


7. 🏛️ ท้ายสุด: ถ้าเจรจาไม่ลงตัว… ทางศาลยังเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ที่ต้องกล้าเดิน

อย่าลืมว่า การเจรจากับประกัน = ทางลัด แต่ถ้าตัวเลขที่เขาเสนอ “ต่ำกว่าที่ควรได้อย่างชัดเจน” และไม่มีเหตุผลรองรับในทางกฎหมาย การไปสู่ “เวทีศาล” ก็เป็นสิทธิของผู้เสียหาย เพื่อให้มี “คนกลางที่เป็นกลางจริง ๆ” มาชั่งน้ำหนักความเสียหายแท้จริงให้


ถ้าคุณหรือครอบครัวกำลังเจรจาค่าสินไหมกับบริษัทประกัน แล้วรู้สึกว่า “ตัวเลขไม่แฟร์” หรือ “ไม่มั่นใจว่าเขากดเรารึเปล่า” ลองเก็บเอกสารทั้งหมด แล้วมาปรึกษาผมได้ครับ

ติดต่อปรึกษาคดีกับ ทนายเท่ห์ – นายสิงหนาท แสงไชยา

โทรศัพท์ / Line ID: 082-898-1802

Facebook: ทนายสิงหนาท แสงไชยา