เทคนิคการเจรจาค่าเสียหาย: เรียกยังไงให้ประกันยอมจ่าย และไม่ถูกกดราคา - singhalaw

  • Home
  • เทคนิคการเจรจาค่าเสียหาย: เรียกยังไงให้ประกันยอมจ่าย และไม่ถูกกดราคา

เทคนิคการเจรจาค่าเสียหาย: เรียกยังไงให้ประกันยอมจ่าย และไม่ถูกกดราคา

21 พฤศจิกายน 2025 singhalaw 0 Comments

สารบัญ (Contents)

เทคนิคการเจรจาค่าเสียหาย: เรียกยังไงให้ประกันยอมจ่าย และไม่ถูกกดราคา

โดย ทนายเท่ห์ – นายสิงหนาท แสงไชยา ทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีอุบัติเหตุและประกันภัยรถยนต์


เมื่อเกิดอุบัติเหตุ การเจรจากับบริษัทประกันภัยมักเป็นขั้นตอนที่สร้างความกังวลใจให้ผู้เสียหายมากที่สุด บทความนี้ผมขอสรุปเทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้ท่านเตรียมตัวเจรจาได้อย่างมั่นใจ และได้รับค่าสินไหมทดแทนที่เป็นธรรมครับ

1. ก่อนเปิดโต๊ะเจรจา: ต้องรู้ที่มาของ “สิทธิ” เราก่อน

ถ้าเราเดินไปเจรจาโดยไม่รู้ว่าเงินที่เราควรได้นั้นมาจาก “กระเป๋า” ไหนบ้าง เรามักจะเจอประโยคคลาสสิกจากฝั่งตรงข้ามว่า “ตามวงเงินประกันให้ได้เท่านี้แหละครับ” ดังนั้น ท่านต้องแยกชั้นของสิทธิให้ชัดเจนก่อนครับ:

  • ชั้นที่ 1: สิทธิจาก พ.ร.บ. (ภาคบังคับ)
    • เป็นค่าเสียหายเบื้องต้น (ได้รับทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าใครผิด)
    • มีเพดานสิทธิเต็มกรณีบาดเจ็บ, สูญเสียอวัยวะ, ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต
  • ชั้นที่ 2: สิทธิจากประกันภัยรถยนต์ (ภาคสมัครใจ)
    • คือประกันชั้น 1, 2, 3 ที่คู่กรณีทำไว้ คุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (ทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน)
    • บางกรมธรรม์มีความคุ้มครองเพิ่มเติมสำหรับผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารในรถด้วย
  • ชั้นที่ 3: สิทธิจากการทำ “ละเมิด” ตามกฎหมายแพ่งฯ
    • เป็นการเรียกโดยตรงจากผู้ขับขี่ เจ้าของรถ หรือนายจ้างที่ต้องร่วมรับผิด
    • ใช้สำหรับเรียกค่าเสียหายส่วนที่เกินจากวงเงินประกัน หรือรายการที่ประกันปฏิเสธการจ่าย

หัวใจสำคัญ: การเจรจาไม่ใช่การขอความเห็นใจ แต่คือการคุยบนพื้นฐานของ “สิทธิตามกฎหมาย” ประกอบกับ “วงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์” ครับ


2. เตรียมเอกสารให้พร้อม: ต้องมี “ตัวเลข” ยืนยัน ไม่ใช่แค่ความรู้สึก

เจ้าหน้าที่เคลมสินไหมเขาทำงานบนฐานของเอกสาร ถ้าเราบอกแค่ว่า “เจ็บมากเลย” เขาจะไม่มีหลักฐานไปตั้งเรื่องเบิกเงินให้เราครับ สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้:

2.1 เอกสารการรักษาพยาบาล (สำคัญมาก)

  • ใบรับรองแพทย์: ต้องระบุอาการบาดเจ็บชัดเจน และระยะเวลาที่ต้องพักรักษาตัว หรือข้อจำกัดในการใช้ร่างกาย
  • ใบเสร็จรับเงิน: เก็บทุกใบ ทั้งค่ารักษา, ค่ายา, ค่าทำกายภาพบำบัด แม้กระทั่งค่ารถแท็กซี่ที่นั่งไปโรงพยาบาล (รวมกันหลายครั้งเป็นเงินก้อนใหญ่ได้)
  • เวชระเบียน (OPD/IPD Card): กรณีเจ็บหนัก ควรขอสำเนาประวัติการรักษาทั้งหมดจากโรงพยาบาล

2.2 หลักฐานรายได้ / ค่าขาดประโยชน์

  • พนักงานประจำ: สลิปเงินเดือน, หนังสือรับรองเงินเดือน, ภ.ง.ด.90/91
  • อาชีพอิสระ/ค้าขาย: สำคัญมากที่ต้องมีหลักฐานการรับเงิน, บัญชีรายรับ-รายจ่าย, รูปถ่ายการประกอบกิจการ หรือพยานบุคคล เพื่อตอบคำถามว่า “ปกติคุณมีรายได้เท่าไร”

2.3 หลักฐานเกี่ยวกับคดี

  • รูปถ่ายที่เกิดเหตุ, แผนที่สังเขป, บันทึกประจำวัน (ปจว.), รายงานของพนักงานสอบสวน เพื่อยืนยันว่าฝ่ายคู่กรณีเป็นฝ่ายผิดชัดเจน

3. รู้เขารู้เรา: ทราบ “กรอบวงเงิน” ก่อนต่อรอง

ก่อนเริ่มตัวเลข ให้ถามข้อมูลพื้นฐานให้ชัดเจนก่อนครับ:

  1. คู่กรณีทำประกันกับ บริษัทอะไร และเป็น ประกันชั้นไหน?
  2. วงเงินความรับผิดสูงสุด ต่อบุคคลภายนอก (กรณีบาดเจ็บ/เสียชีวิต) และต่อทรัพย์สิน มีเท่าไร?
  3. ตอนนี้มีการ จ่ายอะไรไปแล้วบ้าง? (เช่น เบิก พ.ร.บ. ไปเท่าไรแล้ว)

การรู้ข้อมูลนี้จะทำให้เรารู้ว่า “ตอนนี้เรายืนอยู่ตรงไหนของเพดาน” และยังมีพื้นที่ให้เจรจาเพิ่มได้อีกเท่าไร


4. ศิลปะการเจรจา: ใช้เหตุผลที่ “เจ้าหน้าที่นำไปเสนออนุมัติได้ง่าย”

เจ้าหน้าที่สินไหมก็เป็นพนักงานคนหนึ่งที่มีระเบียบต้องปฏิบัติตาม เราต้องช่วยเขาด้วยการให้เหตุผลที่เขาสามารถนำไปเขียนรายงานเสนอหัวหน้าได้ครับ

ตัวอย่างการพูดให้น่าฟัง (กรณีบาดเจ็บ):

“ในกรณีนี้ ผมเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยสิ้นเชิง อุบัติเหตุทำให้ผมมีค่าใช้จ่ายรักษาจริงแล้ว…บาท และต้องขาดรายได้จากการหยุดงานอีก…บาท ผมขอให้ทางบริษัทพิจารณาเยียวยาให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ภายใต้วงเงินความคุ้มครองของกรมธรรม์ด้วยครับ”

ตัวอย่างการพูดให้น่าฟัง (กรณีมีผู้เสียชีวิต):

“การสูญเสียครั้งนี้ทำให้ครอบครัวขาดเสาหลักในการหารายได้ รายได้ที่เคยใช้ดูแลลูกและพ่อแม่หายไปทันที จึงอยากขอให้บริษัทพิจารณาจ่ายสินไหมทดแทนอย่างเต็มที่ตามวงเงินกรมธรรม์ เพื่อให้ครอบครัวผู้สูญเสียสามารถตั้งหลักชีวิตใหม่ได้ครับ”


5. 5 วิธีป้องกันไม่ให้โดน “กดราคา” ต่ำกว่าความเป็นจริง

  1. อย่าแสดงอาการ “ร้อนเงิน” จนเกินไป: หากบริษัทยื่นข้อเสนอเงินก้อนเล็กๆ เพื่อให้รีบจบเรื่อง ถ้าคุณยังรักษาไม่หายดี หรือยังไม่รู้ผลกระทบระยะยาว อย่าเพิ่งรีบเซ็นปิดคดี เพราะอาจเสียสิทธิการรักษาต่อเนื่องในอนาคต
  2. ขอ “รายละเอียดการคำนวณ” ทุกครั้ง: หากเขาเสนอตัวเลขมา ให้ถามกลับอย่างสุภาพว่า “ยอดนี้คำนวณมาจากฐานอะไรบ้างครับ” เพื่อตรวจสอบว่าเขาตัดทอนส่วนไหนของเราไปอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่
  3. แยก “พ.ร.บ.” กับ “ภาคสมัครใจ” ให้ชัด: อย่าหลงเชื่อหากถูกบอกว่า “จ่าย พ.ร.บ. แล้วถือว่าจบ” เพราะ พ.ร.บ. คือพื้นฐาน เรายังมีสิทธิเรียกร้องส่วนเกินจากประกันภาคสมัครใจได้อีก
  4. อ้างอิง “แนวคำพิพากษาศาลฎีกา”: การยกตัวอย่างว่าในคดีลักษณะใกล้เคียงกัน ศาลเคยวินิจฉัยให้ค่าเสียหายประมาณเท่าไร จะทำให้บริษัทประกันตระหนักว่า หากดึงเรื่องไปถึงศาล เขาอาจต้องจ่ายมากกว่านี้
  5. ใช้ทนายความเป็น “กันชน” ในคดีหนัก: หากเป็นกรณีบาดเจ็บสาหัส ทุพพลภาพ หรือมีผู้เสียชีวิต ซึ่งมูลค่าความเสียหายสูง การมีทนายความช่วยประเมินและวางกลยุทธ์ จะช่วยลดโอกาสการถูกกดราคาได้มาก

6. สรุปการปิดดีล: เรียกให้ “สมเหตุสมผล” เพื่อให้จบได้จริง

เส้นบางๆ ของการเจรจาคือ ถ้าเรียกสูงเกินจริง (Overclaim) ประกันอาจปิดประตูเจรจาและให้ไปฟ้องศาล แต่ถ้าเรียกต่ำเกินไป เราก็เสียประโยชน์

แนวทางที่แนะนำ:

  1. คำนวณความเสียหายจริงทั้งหมดออกมาเป็นตัวเลขตั้งต้น (มักจะสูง)
  2. กำหนด “ตัวเลขต่ำสุดที่เรายอมรับได้” ไว้ในใจ
  3. เจรจาในกรอบราคานั้น โดยสื่อสารให้เขาเห็นว่า “ถ้าบริษัทอนุมัติยอดในระดับนี้ เรื่องราวจบลงด้วยดีทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องยืดเยื้อไปถึงชั้นศาล”

7. บทส่งท้าย: ศาลคือ “ที่พึ่งสุดท้าย” หากคุยไม่ลงตัว

การเจรจาคือทางลัดที่ดีที่สุด แต่หากข้อเสนอที่ได้รับนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงมาก และไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ การใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้คนกลางที่เป้นธรรมช่วยชี้ขาด ก็เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของผู้เสียหายครับ

หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังประสบปัญหาในการเจรจาค่าสินไหม รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือต้องการที่ปรึกษาเพื่อประเมินสถานการณ์ ลองรวบรวมเอกสารแล้วมาปรึกษาผมได้ครับ

ติดต่อปรึกษาคดีกับ ทนายเท่ห์ – นายสิงหนาท แสงไชยา

Facebook: ทนายสิงหนาท แสงไชยา

โทรศัพท์ / Line ID: 082-898-1802