สารบัญ (Contents)
แก้ปัญหารถสูญหาย…จะผ่อนกุญแจต่อ หรือพอก่อน !!!
กรณีรถที่อยู่ระหว่างผ่อนกับสถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ หากถูกโจรกรรม เช่น ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือยอกยอกทรัพย์ และไม่สามารถติดตามรถกลับคืนมาได้ ซึ่งถือว่าเป็นกรณีรถซึ่งเป็นวัตถุแห่งสัญญาเช่าซื้อสูญหาย จะมีผลทำให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงสถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ก็ไม่อาจได้รับค่าเช่าซื้อต่อไปจนครบสัญญา และในทางกลับกันผู้ให้เช่าซื้อก็ไม่ต้องผ่อนชำระค่างวดอีกต่อไป ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 567
แต่อย่างไรก็ดี หากในสัญญาเช่าซื้อคู่สัญญามีข้อตกลงว่า “ กรณีรถที่เช่าซื้อสูญหาย ถูกทำลาย ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ โดยเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในมูลหนี้ ที่ยังคงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ หากมิใช่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิด ชำระค่าเบี้ยปรับผิดนัด ชำระค่างวด ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร และให้ถือว่าผู้เช่าซื้อผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที” ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้ โดยถือว่าผู้เช่าซื้อตกลงยินยอมชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อเท่ากับจำนวนคงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ แต่มีลักษณะเป็น “เบี้ยปรับ” ซึ่งศาลมีอำนาจปรับลดได้ตามที่เห็นสมควร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า “กรณีรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย ผู้เช่าซื้อ ไม่ต้องผ่อนกุญแจ แต่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ ซึ่งจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าผู้เช่าซื้อมีส่วนผิดที่ทำให้รถสูญหายไปด้วยหรือไม่”
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 นอกจากนี้ตามหนังสือบอกกล่าวของทนายโจทก์ถึงจำเลยทั้งสองก็ระบุชัดว่าโจทก์เลิกสัญญา จึงฟังได้ว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระต่อไปแม้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 จะระบุให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเช่าซื้อจนครบในกรณีที่ทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้ออีกต่อไปก็ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ตกลงชำระค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างให้แก่โจทก์ในกรณีนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่ศาลมีอำนาจลดหย่อนลงได้หากเห็นว่าค่าเสียหายที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินควร เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อไปตามสัญญาข้อ 7 แต่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตรารอยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง จึงต้องนำบทบัญญัติลักษณะเช่าทรัพย์มาใช้บังคับด้วย เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหาย ตามป.พ.พ. มาตรา 567 ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อต่อไป ส่วนข้อกำหนดตามสัญญาที่ระบุว่า ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัย หรือสูญหาย ผู้เช่าซื้อยอมชำระเงินค่าเช่าซื้อทั้งสิ้นจนครบนั้นพอแปลได้ว่าผู้เช่าซื้อยอมชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามจำนวนดังกล่าวอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลมีอำนาจที่กำหนดให้ตามที่เห็นสมควร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก.
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติลักษณะเช่าทรัพย์มาใช้บังคับด้วยเมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายสัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 567 ผู้ให้เช่าซื้อจะฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระอยู่ตั้งแต่วันที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปหาได้ไม่ แม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะกำหนดให้ผู้เช่าซื้อรับผิดชำระค่าเช่าซื้อจนครบในกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกโจรภัยหรือสูญหายก็ตาม แต่การที่ผู้เช่าซื้อตกลงไว้เช่นนั้น ถือได้ว่าผู้เช่าซื้อได้ตกลงที่จะชำระค่าเสียหายให้ผู้เช่าซื้อในกรณีนี้ไว้ด้วย ผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดแต่ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ตามจำนวนที่เห็นสมควร
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง จึงต้องนำบทบัญญัติลักษณะเช่าทรัพย์มาบังคับด้วย เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้ออีกต่อไป ส่วนข้อกำหนดตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 ที่ระบุว่า ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยหรือสูญหาย ผู้เช่าซื้อยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบนั้น ถือได้ว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายให้ผู้ให้เช่าซื้อไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะกำหนดให้ตามที่เห็นสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามข้อสัญญาดังกล่าว สำหรับค่าขาดประโยชน์ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายให้โจทก์ประจำงวดวันที่ 2 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าเช่าซื้องวดต่อไปวันที่ 2 มิถุนายน 2542 แต่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันในวันที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ผิดนัดหรือค้างชำระค่าเช่าซื้อแต่อย่างใด และค่าเสียหายส่วนนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิด ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์ก่อนรถยนต์สูญหาย จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง
สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดลงเพราะเหตุแห่งการสูญหายของทรัพย์สินที่เช่าซื้อตาม ป.พ.พ.มาตรา 567 และไม่ปรากฏว่าเหตุแห่งการสูญหายนั้นเกิดเพราะความผิดของจำเลยหรือจำเลยมีส่วนรับผิดชอบที่ก่อให้เกิดความเสียหายเช่นนั้นแล้ว ความรับผิดของจำเลยย่อมต้องเป็นไปตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง อันได้แก่ ค่าเสียหายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับ เบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดเพียงเท่าที่ได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยมีเหตุผลตามสมควร ตามข้อสัญญาดังกล่าวเท่านั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดส่งมอบรถยนต์บรรทุกและรถยนต์บรรทุกหางพ่วงที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งข้อสัญญามิได้กำหนดความรับผิดเช่นนั้นไว้ด้วย อย่างไรก็ตามหากรถยนต์บรรทุกกับรถยนต์บรรทุกหางพ่วงที่เช่าซื้อไม่สูญหายและจำเลยชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนตามสัญญาแล้วโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกและสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกหางพวง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้
รถยนต์บรรทุกและรถยนต์บรรทุกหางพ่วงที่เช่าซื้อสูญหาย จำเลยจึงหยุดชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยไม่ได้ครอบครองใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าซื้อนับแต่วันที่รถยนต์บรรทุก และรถยนต์บรรทุกหางพ่วงสูญหาย อันมิใช่ความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ส่วนนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยคงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์สำหรับความสูญหายของรถยนต์บรรทุกและรถยนต์บรรทุกหางพวง
หมายเหตุ คดีนี้โจทก์เป็นบริษัทไฟแนนซ์ ฟ้องให้จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อส่งมอบรถยนต์บรรทุกและรถยนต์บรรทุกหางห่วงที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,405,431.84 บาท และค่าขาดประโชน์ 120,000 บาท (ค่าเช่าซื้อที่ค้างก่อนรถหาย) และค่าเสีหายรายเดือนละ 10,000 บาท (ค่าขาดประโยชน์ใช้รถนับถัดจากวันฟ้อง จำเลยให้การต่อสู้ว่ารถทั้งสองคันสูญหายโดยไม่ใช่ความผิดของจำเลย ศาลฎีกาพิพากษาว่า รถที่สูญหายไม่ใช่ความผิดของจำเลย จึงกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์ส่วนรถยนต์บรรทุก 181,000 บาท ส่วนรถยนต์บรรทุกหางพ่วง 76,000 บาท รวมเป็นเงิน จำนวน 257,000 บาท
ในสัญญาประกันภัยรถยนต์ภาคสัครใจ ประเภท 1, ประเภท 2, ปะระเภท 2+ บริษัทผู้รับประกันภัยจะให้ความคุ้มครอง กรณีรถยนต์สูญหายที่เกิดจากการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ ในกรณีเช่นนี้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้เช่าซื้อจะต้องแจงเคลมประกัน เพื่อขอให้บริษัทผู้รับประกันภัยเข้ามาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยทั่วไปหากในหน้าตารางกรมธรรม์มีการระบุให้ผู้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ บริษัทประกันภัยก็จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อเป็นลำดับแรก และหากมีค่าสินไหมทดแทนส่วนเกินหรือคงเหลือก็จะชดใช้ให้กับผู้เอาประกันภัย ตามลำดับ (ซึ่งในเรื่องทำนองดังกล่าวนี้ ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก บทความ “รถประกันภัยสูญหายจากการขายดาวน์ มีวิธีแก้อย่างไร ???”)
โดยทั่วไป เมื่อรถยนต์สูญหายแล้ว ผู้เช่าซื้อก็จะหยุดการชำระค่าเช่าซื้อ (ซึ่งทนายก็ขอแนะนำว่าควรหยุดผ่อนชำระ) และเมื่อผู้เช่าซื้อแจ้งขอเคลมประกันกรณีรถสูญหายแล้ว แต่ถูกบริษัทประกันปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ในฐานะผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย
สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ ก็จะบอกเลิกสัญญาและฟ้องผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ โดยจะมีคำขอท้ายคำฟ้อง
(1) ขอให้ส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือหากส่งคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาคงเหลือตามสัญญาแทน และ
(2) ขอให้ชำระค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ใช้รถ จนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือชำระราคาแทนครบถ้วน
ซึ่งโดยสภาพเมื่อรถยนต์สูญหาย ผู้เช่าซื้อย่อมไม่สามารถส่งคืนรถได้ และผลในทางกหมายถือว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ไม่อาจได้รับค่าเช่าซื้อต่อไปจนครบสัญญา ตาม ป.พ.พ.มาตรา 567 และขณะเดียวผู้เช่าซื้อก็ไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้รถนับตั้งแต่วันที่รถเกิดการสูญหาย ดังนั้น ผู้เช่าซื้อจึงไม่ต้องส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือชดใช้รารถยนต์ที่เช่าซื้อคงเหลือตามสัญญา และไม่ต้องชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์แต่อย่างไร แต่อย่างไรก็ดี ผู้เช่าซื้อยังคงอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่ตกลงไว้ในสัญญาเช่าซื้อ และอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์ที่เกิดขึ้นก่อนรถยนต์สูญหาย (ค่าเช่าซื้อค้างชำระก่อนรถหาย) แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันถูกฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว ในระหว่างการพิจารณา ผู้เช่าซื้อหรือผู้รับประกันสามารถขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ (ประเภท 1, ประเภท 2, ปะระเภท 2+) เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดี ซึ่งหากศาลพิจารณาว่า การที่รถยนต์สูญหายอยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย ศาลสามารถพิพากาษให้บริษัทผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีได้โดยตรง
เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปนับแต่วันที่รถยนต์สูญหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่เมื่อปรากฏข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อว่าในกรณีที่รถยนต์นั้นสูญหาย ผู้เช่าจะยอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินจำนวนเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงจะชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์กรณีนี้ไว้ด้วย อันเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2805/2540
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายสัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 แต่สัญญาเช่าซื้อข้อ 5 ระบุว่า “ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัย..สูญหาย ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดฝ่ายเดียว… และยอมชำระเงินค่าเช่าซื้อจนครบ…” หมายความว่า ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระราคารถยนต์ที่เช่าซื้อที่ยังไม่ได้ชำระตามสัญญาจนครบ โดยไม่ได้ระบุให้ผู้เช่าซื้อผ่อนชำระเป็นงวด ๆ เหมือนกรณีที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อไม่ถูกโจรภัยหรือไม่สูญหาย อันมีลักษณะกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้า ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่เป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายและศาลมีอำนาจลดหย่อนลงได้หากเห็นว่ากำหนดไว้สูงเกินควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 เนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป และโจทก์ไม่ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมา จึงมิใช่เป็นการฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 กรณีไม่มีการส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30
***************
บันทึกชื่อ, อีเมล และชื่อเว็บไซต์ของฉันบนเบราว์เซอร์นี้ สำหรับการแสดงความเห็นครั้งถัดไป
แก้ปัญหารถสูญหาย…จะผ่อนกุญแจต่อ หรือพอก่อน!!!
สารบัญ (Contents)
1.ผลในทางกฎหมายกรณีรถยนต์สูญหาย
กรณีรถที่อยู่ระหว่างผ่อนกับสถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ หากถูกโจรกรรม เช่น ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือยอกยอกทรัพย์ และไม่สามารถติดตามรถกลับคืนมาได้ ซึ่งถือว่าเป็นกรณีรถซึ่งเป็นวัตถุแห่งสัญญาเช่าซื้อสูญหาย จะมีผลทำให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงสถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ก็ไม่อาจได้รับค่าเช่าซื้อต่อไปจนครบสัญญา และในทางกลับกันผู้ให้เช่าซื้อก็ไม่ต้องผ่อนชำระค่างวดอีกต่อไป ทั้งนี้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 567
2.กรณีในสัญญาเช่าซื้อกำหนดให้ผู้เช่าซื้อยังคงต้องรับผิดแม้รถยนต์สูญหาย
แต่อย่างไรก็ดี หากในสัญญาเช่าซื้อคู่สัญญามีข้อตกลงว่า “ กรณีรถที่เช่าซื้อสูญหาย ถูกทำลาย ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ โดยเป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในมูลหนี้ ที่ยังคงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ หากมิใช่เป็นความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อต้องรับผิด ชำระค่าเบี้ยปรับผิดนัด ชำระค่างวด ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่คงเหลือ ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆในการทวงถามหนี้ค่าเช่าซื้อ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่ผู้ให้เช่าซื้อได้ใช้จ่ายไปจริง โดยประหยัด ตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร และให้ถือว่าผู้เช่าซื้อผิดสัญญาในข้อสาระสำคัญ ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที” ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้ โดยถือว่าผู้เช่าซื้อตกลงยินยอมชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อเท่ากับจำนวนคงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ แต่มีลักษณะเป็น “เบี้ยปรับ” ซึ่งศาลมีอำนาจปรับลดได้ตามที่เห็นสมควร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4601/2533
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 นอกจากนี้ตามหนังสือบอกกล่าวของทนายโจทก์ถึงจำเลยทั้งสองก็ระบุชัดว่าโจทก์เลิกสัญญา จึงฟังได้ว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระต่อไปแม้ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 จะระบุให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเช่าซื้อจนครบในกรณีที่ทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้ออีกต่อไปก็ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ตกลงชำระค่าเสียหายเท่ากับค่าเช่าซื้อที่ค้างให้แก่โจทก์ในกรณีนี้ซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่ศาลมีอำนาจลดหย่อนลงได้หากเห็นว่าค่าเสียหายที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินควร เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อไปตามสัญญาข้อ 7 แต่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตรารอยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 948/2535
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง จึงต้องนำบทบัญญัติลักษณะเช่าทรัพย์มาใช้บังคับด้วย เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหาย ตามป.พ.พ. มาตรา 567 ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้อต่อไป ส่วนข้อกำหนดตามสัญญาที่ระบุว่า ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัย หรือสูญหาย ผู้เช่าซื้อยอมชำระเงินค่าเช่าซื้อทั้งสิ้นจนครบนั้นพอแปลได้ว่าผู้เช่าซื้อยอมชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อตามจำนวนดังกล่าวอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลมีอำนาจที่กำหนดให้ตามที่เห็นสมควร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2352/2536
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติลักษณะเช่าทรัพย์มาใช้บังคับด้วยเมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายสัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 567 ผู้ให้เช่าซื้อจะฟ้องเรียกค่าเช่าซื้อที่ยังค้างชำระอยู่ตั้งแต่วันที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปหาได้ไม่ แม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะกำหนดให้ผู้เช่าซื้อรับผิดชำระค่าเช่าซื้อจนครบในกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกโจรภัยหรือสูญหายก็ตาม แต่การที่ผู้เช่าซื้อตกลงไว้เช่นนั้น ถือได้ว่าผู้เช่าซื้อได้ตกลงที่จะชำระค่าเสียหายให้ผู้เช่าซื้อในกรณีนี้ไว้ด้วย ผู้เช่าซื้อจึงต้องรับผิดแต่ศาลก็มีอำนาจกำหนดให้ตามจำนวนที่เห็นสมควร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4634/2549
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง จึงต้องนำบทบัญญัติลักษณะเช่าทรัพย์มาบังคับด้วย เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตั้งแต่วันที่รถยนต์สูญหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าซื้ออีกต่อไป ส่วนข้อกำหนดตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 ที่ระบุว่า ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัยหรือสูญหาย ผู้เช่าซื้อยอมชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาจนครบนั้น ถือได้ว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายให้ผู้ให้เช่าซื้อไว้ล่วงหน้า อันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะกำหนดให้ตามที่เห็นสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามข้อสัญญาดังกล่าว สำหรับค่าขาดประโยชน์ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายให้โจทก์ประจำงวดวันที่ 2 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 จะต้องชำระค่าเช่าซื้องวดต่อไปวันที่ 2 มิถุนายน 2542 แต่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2542 สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันในวันที่รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ผิดนัดหรือค้างชำระค่าเช่าซื้อแต่อย่างใด และค่าเสียหายส่วนนี้โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิด ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์ก่อนรถยนต์สูญหาย จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095-2096/2566 ***
สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดลงเพราะเหตุแห่งการสูญหายของทรัพย์สินที่เช่าซื้อตาม ป.พ.พ.มาตรา 567 และไม่ปรากฏว่าเหตุแห่งการสูญหายนั้นเกิดเพราะความผิดของจำเลยหรือจำเลยมีส่วนรับผิดชอบที่ก่อให้เกิดความเสียหายเช่นนั้นแล้ว ความรับผิดของจำเลยย่อมต้องเป็นไปตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 5 วรรคสอง อันได้แก่ ค่าเสียหายที่ผู้ให้เช่าซื้อได้รับ เบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าใช้จ่ายอื่นใดเพียงเท่าที่ได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยมีเหตุผลตามสมควร ตามข้อสัญญาดังกล่าวเท่านั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดส่งมอบรถยนต์บรรทุกและรถยนต์บรรทุกหางพ่วงที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์ ซึ่งข้อสัญญามิได้กำหนดความรับผิดเช่นนั้นไว้ด้วย อย่างไรก็ตามหากรถยนต์บรรทุกกับรถยนต์บรรทุกหางพ่วงที่เช่าซื้อไม่สูญหายและจำเลยชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนตามสัญญาแล้วโจทก์ย่อมได้รับประโยชน์ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกและสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกหางพวง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายในส่วนนี้
รถยนต์บรรทุกและรถยนต์บรรทุกหางพ่วงที่เช่าซื้อสูญหาย จำเลยจึงหยุดชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยไม่ได้ครอบครองใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าซื้อนับแต่วันที่รถยนต์บรรทุก และรถยนต์บรรทุกหางพ่วงสูญหาย อันมิใช่ความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดประโยชน์ส่วนนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยคงต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์สำหรับความสูญหายของรถยนต์บรรทุกและรถยนต์บรรทุกหางพวง
3.ทางแก้ !!! กรณีรถยนต์ที่สูญหายมีประกันภัยรถยนต์
ในสัญญาประกันภัยรถยนต์ภาคสัครใจ ประเภท 1, ประเภท 2, ปะระเภท 2+ บริษัทผู้รับประกันภัยจะให้ความคุ้มครอง กรณีรถยนต์สูญหายที่เกิดจากการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ ในกรณีเช่นนี้ผู้เอาประกันภัยหรือผู้เช่าซื้อจะต้องแจงเคลมประกัน เพื่อขอให้บริษัทผู้รับประกันภัยเข้ามาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยทั่วไปหากในหน้าตารางกรมธรรม์มีการระบุให้ผู้เช่าซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ บริษัทประกันภัยก็จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อเป็นลำดับแรก และหากมีค่าสินไหมทดแทนส่วนเกินหรือคงเหลือก็จะชดใช้ให้กับผู้เอาประกันภัย ตามลำดับ (ซึ่งในเรื่องทำนองดังกล่าวนี้ ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก บทความ “รถประกันภัยสูญหายจากการขายดาวน์ มีวิธีแก้อย่างไร ???”)
4.กรณีสถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ บอกเลิกสัญญาและฟ้องให้ส่งมอบรถหรือค่าขาดประโยชน์
โดยทั่วไป เมื่อรถยนต์สูญหายแล้ว ผู้เช่าซื้อก็จะหยุดการชำระค่าเช่าซื้อ (ซึ่งทนายก็ขอแนะนำว่าควรหยุดผ่อนชำระ) และเมื่อผู้เช่าซื้อแจ้งขอเคลมประกันกรณีรถสูญหายแล้ว แต่ถูกบริษัทประกันปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ในฐานะผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย
สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ ก็จะบอกเลิกสัญญาและฟ้องผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ โดยจะมีคำขอท้ายคำฟ้อง
(1) ขอให้ส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือหากส่งคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคาคงเหลือตามสัญญาแทน และ
(2) ขอให้ชำระค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ใช้รถ จนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือชำระราคาแทนครบถ้วน
ซึ่งโดยสภาพเมื่อรถยนต์สูญหาย ผู้เช่าซื้อย่อมไม่สามารถส่งคืนรถได้ และผลในทางกหมายถือว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลง สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ไม่อาจได้รับค่าเช่าซื้อต่อไปจนครบสัญญา ตาม ป.พ.พ.มาตรา 567 และขณะเดียวผู้เช่าซื้อก็ไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้รถนับตั้งแต่วันที่รถเกิดการสูญหาย ดังนั้น ผู้เช่าซื้อจึงไม่ต้องส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือชดใช้รารถยนต์ที่เช่าซื้อคงเหลือตามสัญญา และไม่ต้องชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์แต่อย่างไร แต่อย่างไรก็ดี ผู้เช่าซื้อยังคงอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่ตกลงไว้ในสัญญาเช่าซื้อ และอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์ที่เกิดขึ้นก่อนรถยนต์สูญหาย (ค่าเช่าซื้อค้างชำระก่อนรถหาย) แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันถูกฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว ในระหว่างการพิจารณา ผู้เช่าซื้อหรือผู้รับประกันสามารถขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกบริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ (ประเภท 1, ประเภท 2, ปะระเภท 2+) เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดี ซึ่งหากศาลพิจารณาว่า การที่รถยนต์สูญหายอยู่ภายใต้ความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย ศาลสามารถพิพากาษให้บริษัทผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีได้โดยตรง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5819/2550
เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปนับแต่วันที่รถยนต์สูญหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่เมื่อปรากฏข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อว่าในกรณีที่รถยนต์นั้นสูญหาย ผู้เช่าจะยอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินจำนวนเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงจะชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์กรณีนี้ไว้ด้วย อันเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5819/2550
เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหาย สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปนับแต่วันที่รถยนต์สูญหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่เมื่อปรากฏข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อว่าในกรณีที่รถยนต์นั้นสูญหาย ผู้เช่าจะยอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินจำนวนเท่ากับค่าเช่าซื้อส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อทันที ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงจะชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์กรณีนี้ไว้ด้วย อันเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปเป็นเหตุให้สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
อายุความฟ้องเรียกร้องค่าเสียตามข้อตกลงสัญญา 10 ปี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2805/2540
สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายสัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 แต่สัญญาเช่าซื้อข้อ 5 ระบุว่า “ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อถูกโจรภัย..สูญหาย ผู้เช่าซื้อยอมรับผิดฝ่ายเดียว… และยอมชำระเงินค่าเช่าซื้อจนครบ…” หมายความว่า ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระราคารถยนต์ที่เช่าซื้อที่ยังไม่ได้ชำระตามสัญญาจนครบ โดยไม่ได้ระบุให้ผู้เช่าซื้อผ่อนชำระเป็นงวด ๆ เหมือนกรณีที่ทรัพย์ที่เช่าซื้อไม่ถูกโจรภัยหรือไม่สูญหาย อันมีลักษณะกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้า ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่เป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายและศาลมีอำนาจลดหย่อนลงได้หากเห็นว่ากำหนดไว้สูงเกินควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 เนื่องจากรถยนต์ที่เช่าซื้อถูกคนร้ายลักไป และโจทก์ไม่ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมา จึงมิใช่เป็นการฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 กรณีไม่มีการส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30
***************